กลิ่นอายโลหิตจางๆ ที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในความมืด ไม่ได้ทำให้ฝีเท้าของคนทั้งสองชะลอลงแม้แต่น้อย
"เจ้าคิดว่าหน้ากากเงินลายอสูรนั่น จะปิดบังตัวตนของคนที่อยู่เบื้องหลังได้จริงๆ หรือ?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของราตรี หลงเฟยหยุดฝีเท้าลงบนยอดไม้สูง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทสะบัดชายผ้าตามแรงลม สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองไปยังเบื้องล่าง ซึ่งเป็นผืนป่ารกร้างทอดยาวไปสู่ชายแดนบูรพา
มู่หรงเสวี่ยก้าวตามมาหยุดยืนอยู่เคียงข้าง นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดโดยรอบ ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางหาว นางปรายตามองบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งราวสายธารน้ำแข็ง
"ต่อให้มันเปลี่ยนกลิ่นอายโลหิตหรือซ่อนเร้นลมปราณแนบเนียนเพียงใด แต่พิษผีเสื้อราตรีเจ็ดทิวาที่ฝังอยู่บนชีพจรจร Pianshen ของมัน ย่อมไม่มีทางลบเลือน... คนผู้นั้นเร่งรีบถอยร่นกลับไปยังนครโบราณ แสดงว่าผนึกที่ชายแดนกำลังเกิดความผิดปกติครั้งใหญ่"
หลงเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่แฝงอยู่เบื้องหลังหน้ากากนั้น... มันคือกลิ่นอายที่เขารู้จักดีจากห้วงเวลาแห่งอดีตชาติ ความแค้นที่ฝังรากลึกและยังไม่ได้ชำระสะ้าง บัดนี้กำลังดึงดูดพวกเขาทั้งสองเข้าสู่หลุมพรางที่ถูกขุดรอไว้ล่วงหน้า
"ไปกันเถอะ... นครโบราณรกร้างแห่งนั้น คงมีของขวัญชิ้นใหญ่รอต้อนรับพวกเราอยู่"
หลงเฟยกล่าวด้วยน้ำพักน้ำแรงที่สงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น วิถีกระบี่ในร่างของเขาตื่นตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ราวกับกระบี่วิญญาณในฝักกำลังกระหายที่จะดื่มกินเลือดเนื้อของศัตรู
การเดินทางสู่ชายแดนบูรพาเต็มไปด้วยความกดดัน อากาศรอบตัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูก ยิ่งเข้าใกล้นครโบราณมากเท่าไหร่ ปราณฟ้าดินโดยรอบก็ยิ่งปั่นป่วนและเจือปนด้วยกลิ่นอายมารอันชั่วร้าย ราวกับว่าเขตแดนระหว่างความเป็นและความตายได้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน ณ ที่แห่งนั้น
ท้องฟ้ายามราตรีถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประหลาด เมฆหมอกหนาทึบปกคลุมยอดซากปรักหักพังของนครโบราณที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ซากกำแพงเมืองสูงตระหง่านสลักด้วยอักขระโบราณนับหมื่นตัว บัดนี้อักขระเหล่านั้นกำลังเปล่งแสงสีม่วงคล้ำกระพริบไหว ราวกับชีพจรของสัตว์ประหลาดที่กำลังใกล้จะตื่นจากการหลับใหล
"นั่นคือ 'ผนึกเก้าอเวจี' สินะ" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเบาๆ ขณะดึงกระบี่เซียนเมฆาออกจากฝักช้าๆ เสียงคมดาบเสียดสีกับฝักดังขึ้นแผ่วเบา ทว่ากังวานล้ำลึกสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ปราณกระบี่บริสุทธิ์ของนางแผ่ขยายออกเป็นรัศมีสีขาวนวล ปกป้องร่างของทั้งคู่จากคลื่นพลังมารที่โถมซัดเข้ามา
หลงเฟยพยักหน้ารับ สายตาจับจ้องไปยังใจกลางซากปรักหักพัง ที่ซึ่งเสาหินยักษ์ห้าต้นปักค้ำยันพื้นดิน บนยอดเสามีโซ่ตรึงวิญญาณขนาดใหญ่ล่ามโยงเข้าหากัน ตรงกลางวงล้อมนั้น ปรากฏร่างเงาดำสายหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ เบื้องหน้าของมันคือค่ายกลโลหิตที่กำลังสูบฉีดพลังชีวิตจากผืนแผ่นดินเข้าไปหล่อเลี้ยงรอยแยกมิติที่กำลังฉีกขาด
"ช่างใจกล้า... กล้าใช้ชีวิตของตนเองเป็นสะพานเชื่อมต่อแดนอเวจี" หลมเฟยแค่นหัวเราะอย่างเยือกเย็น นิ้วเรียวยาวสะบัดเบาๆ ปราณพิษสีเขียวมรกตสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศออกไปราวกับอสรพิษซ่อนพิษ
*ฉับพลัน!*
ปราณพิษปะทะเข้ากับม่านพลังสีดำที่กางกั้นรอบตัวเงาดำปริศนา เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น เศษหินและฝุ่นผงกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ แรงกระแทกทำให้พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
เงาดำที่นั่งอยู่ใจกลางค่ายกลค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสีแดงฉานสาดออกจากดวงตาทั้งสองข้าง มันค่อยๆ เอื้อมมือไปปลดหน้ากากเงินลายอสูรออก เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากเพลิงมาร และรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่ชวนให้ขนหัวลุก
"หลงเฟย... เจ้ายังคงรวดเร็วและไร้ความปรานีเช่นเคย..." เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นจากลำคอของมัน "ข้ารอคอยการมาเยือนของเจ้าที่นี่มาเนิ่นนานเหลือเกิน..."
หลงเฟยหรี่ตาลงคมกริบ ความทรงจำเก่าก่อนหลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิด ชายหนุ่มก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว รัศมีกระบี่รอบกายระเบิดออกจนพื้นดินรอบตัวยุบตัวลงเป็นวงกว้าง ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอաբาตรวาจาใดๆ ออกมา มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างกายกลับสะบัดกระบี่เข้าขวางหน้า พร้อมกับใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"หลงเฟย... ระวัง!" นางอุทานเตือนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
บริเวณรอบซากปรักหักพัง ไม่ได้มีเพียงเงาดำผู้นั้นผู้เดียว...
*พรึบ! พรึบ! พรึบ!*
เสียงแหวกอากาศนับร้อยสายดังขึ้นพร้อมกันจากความมืดมิดรอบทิศทาง เงาร่างนับร้อยในชุดคลุมสีดำสนิทและสวมหน้ากากอสูรแบบเดียวกัน ปรากฏตัวขึ้นปิดล้อมพวกเขาทั้งสองไว้ทุกด้าน ทุกคนล้วนถือครองอาวุธอาบพิษและปลดปล่อยจิตสังหารระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงสุดออกมาพร้อมเพรียงกัน แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลงเฟยต้องชะงักไปชั่วขณะ ไม่ใช่จำนวนของศัตรู... แต่เป็นบุคคลที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าสุดของกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น
นางเป็นสตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้ม ใบหน้าครึ่งบนถูกปิดทับด้วยผ้าแพรสีดำ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับมีความคุ้นเคยอย่างประหลาด และที่สำคัญที่สุด... ในมือของนางถือกระบี่เล่มหนึ่ง ซึ่งสลักลวดลายดอกบัวโลหิตไว้ที่ด้ามจับ—กระบี่ประจำกายของมารดาผู้ล่วงลับของหลงเฟยเอง!
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางมาด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 21
การเดินทางสู่นครโบราณ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!