โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงกระทบพื้นศิลา เกิดเสียงกัดกร่อนดัง *ฉี่* ควันพิษสีม่วงพวยพุ่งขึ้นราวกับอสรพิษเริงระำบ
ในห้องลับใต้ดินที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน มีเพียงคบเพลิงอัคคีโลกันต์ที่ส่องประกายวับแวม หลงเฟยในยามนี้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนค่ายกลรวมปราณ เม็ดเหงื่อกาฬขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายเต็มแผ่นหลังขาวเนียนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกปองร้าย เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนจนน่ากลัว ราวกับมีหนอนยักษ์นับร้อยกำลังดิ้นพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง
พิษเจ็ดราตรีสลายวิญญาณ... ช่างเป็นพิษที่เหี้ยมเกรียมสมชื่อ มันกัดกินเส้นชีพจรของร่างนี้มานานสามปี จนทำให้เจ้าของร่างเดิมกลายเป็นเพียง "ศิษย์สวะ" ที่สำนักกระบี่เมฆาทอดทิ้ง แต่ทว่า สำหรับหลงเฟยผู้เป็นอดีตมหาเทพ... พิษนี้เป็นเพียงของเล่นเด็กเล่นเท่านั้น
"คิดจะใช้พิษนี้กลืนกินข้า งั้นหรือ... ช่างโง่เขลานัก"
มุมปากของหลงเฟยยกย่องขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอประกายเยียบเย็น เขาสะบัดมือขวาเบาๆ เข็มเงินเจ็ดเล่มพุ่งเข้าปักตามจุดชีพจรสำคัญบนแผ่นอกเพื่อสกัดกั้นการไหลเวียนของพิษไม่ให้ลุกลามเข้าสู่หัวใจ นี่คือวิชาแพทย์บรรพกาลที่สูญหายไปจากยุทธภพ
ท่ามกลางความเงียบงัน มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งสงบอยู่มุมห้อง นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนผู้ไร้กิเลส ใบหน้างดงามล้ำเลิศไร้ที่ติเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่าในยามนี้ แววตาคู่คมกลับฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางทั้งสองข้างกุมเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
นางคือมู่หรงเสวี่ย ยอดฝีมืออันดับหนึ่งรุ่นเยาวชนแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้คนต่างขนานนามนางว่า "นางเซียนไร้ใจ" เพราะไม่เคยชายตานองให้ชายใด แต่นางกลับยอมละทิ้งกฏข้อบังคับของสำนัก เพื่อมาอารักขาชายหนุ่มผู้ที่ใครๆ ต่างดูแคลนผู้นี้ในยามทะลวงขอบเขต
"หลงเฟย..." น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำ แต่สั่นเครือเล็กน้อยในยามเอ่ย "พิษเจ็ดราตรีสลายวิญญาณมีความร้ายกาจเกินกว่าจะฝืนขับออกด้วยกำลังปราณระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสาม หากเจ้าฝืน... เส้นชีพจรร้อยเส้นจะขาดสะบั้น และเจ้าจะกลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต"
หลงเฟยไม่ตอบคำถาม เขาปรายตามองนางเพียงเล็กน้อย สายตานั้นทั้งลึกล้ำ อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
"เสวี่ยเอ๋อร์..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกชื่อนางอย่างสนิทสนม "ในโลกหล้าไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า 'เป็นไปไม่ได้' สำหรับข้า มีเพียง 'อยากทำ' หรือ 'ไม่อยากทำ' เท่านั้น ถอยไปสามก้าว... ข้าจะให้เจ้าได้เห็นว่า กายาเทวะบรรพกาล ถือกำเนิดขึ้นอย่างไร"
สิ้นคำพูด ร่างกายของหลงเฟยก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปราณสีดำทะมึนพวยพุ่งทะลุชั้นผิวหนังออกมารอบทิศทาง อุณหภูมิภายในห้องลับลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็งเกาะตามผนังหิน
*ตูม!*
เสียงระเบิดดังอึงอลในหู ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบตัวเขาจนหินศิลาแตกละเอียดเป็นผุยผง มู่หรงเสวี่ยจำเป็นต้องใช้วิชาตัวเบาถอยร่นไปสามก้าวตามคำสั่ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ปราณที่หลงเฟยใช้อยู่ในยามนี้... ไม่ใช่ปราณของศิษย์สวะสำนักกระบี่เมฆา แต่มันคือ "ปราณกระบี่กลืนฟ้า" วิชาต้องห้ามที่แม้แต่บรรพบุรุษของสำนักยังไม่กล้าฝึกฝน!
"นี่มัน... พลังปราณระดับใดกัน ทำไมถึงกดดันข้าได้ถึงเพียงนี้" มู่หรงเสวี่ยรำพันในใจ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางไม่เคยหวาดกลัวต่อยอดฝีมือคนใดในยุทธภพ แต่ยามนี้ เมื่ออยู่เบื้องหน้าหลงเฟย นางกลับรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวเล็กๆ ที่กำลังแหงนมองภูเขาไท่ซาน
ภายในร่างของหลงเฟย พิษสีดำกำลังถูกบีบอัดให้รวมตัวกันที่จุดตันเทียน มันพยายามดิ้นรนและกัดกินพลังชีวิตของเขาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของเขาไม่ขาดสาย ความเจ็บปวดระดับที่ฉีกกระชากวิญญาณเป็นชิ้นๆ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดจนไร้สีเลือด แต่แววตาของเขากลับยิ่งคมกล้าและดื้อรั้นมากขึ้น
"ความเจ็บปวดแค่นี้... ยังน้อยเกินไปที่จะสยบข้า!"
หลงเฟยคำรามก้องในลำคอ เม็ดโลหิตสีดำก้อนสุดท้ายถูกขับออกจากปลายนิ้วชี้ พุ่งชนผนังศิลาจนทะลุเป็นรูโบ๋ลึกเข้าไปหลายจั้ง กลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่วห้อง แต่ทว่า ในวินาทีต่อมา บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ท้องฟ้าด้านบนห้องลับซึ่งควรจะมืดมิดยามวิกาล กลับปรากฏกลุ่มเมฆสีทองหนาทึบเคลื่อนตัวมารวมกันอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีม่วงเข้มแลบแปลบปลาตรอบฟ้า ราวกับพญามังกรกำลังคำรามก้อง ทั่วทั้งสำนักกระบี่เมฆาสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว
"ทัณฑ์สวรรค์..." มู่หรงเสวี่ยเงยหน้ามองเพดานหินด้วยความตกใจขีดสุด นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนก "เขากำลังจะทะลวงผ่านขอบเขต... และดึงดูดทัณฑ์สวรรค์มาตั้งแต่ขั้นแรกเชียวหรือ!"
หลงเฟยลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาทั้งสองข้างฉายแสงสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์สองดวง ร่างกายของเขาในยามนี้เปล่งประกายระยิบระยับราวกับหล่อหลอมด้วยทองคำบริสุทธิ์ กล้ามเนื้อทุกมัดเต็มไปด้วยพลังอันระเบิดระเบ้อ กายาเทวะบรรพกาล... สำเร็จขั้นแรกแล้ว!
เขายืนขึ้นช้าๆ ปัดฝุ่นละอองบนอาภรณ์อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหันไปสบตากับมู่หรงเสวี่ยที่ยืนรออยู่
"เจ้าคนสารเลว... ทำเอาข้าตกใจแทบตาย" มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางก้าวเข้าไปใกล้เขา ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวซับเลือดที่มุมปากให้เขาอย่างอ่อนโยน การกระทำเช่นนี้ หากศิษย์คนอื่นในสำนักมาเห็นเข้า คงช็อกจนกระอักเลือดตายเป็นแน่ เพราะนางเซียนผู้เย็นชาไร้ความรู้สึกคนนี้ไม่เคยปรนนิบัติผู้ใดมาก่อนในชีวิต
"ข้าบอกแล้วว่า ข้าไม่มีวันตายง่ายๆ" หلقเฟยยิ้มบางๆ มือหนาเอื้อมไปจับข้อมือเรียวของนางเบาๆ "เตรียมตัวให้ดี เสวี่ยเอ๋อร์ คืนนี้... เราจะไปคิดบัญชีกับคนที่มันวางยาข้า"
ทว่า ก่อนที่ทั้งสองจะได้ก้าวออกจากห้องลับ จู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ประตูหินหนาหนักนับหมื่นชั่งระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นดังสะท้านก้องกังวาน ราวกับมาจากขุมนรก
"ฮ่าๆๆๆ หลงเฟย เจ้าศิษย์สวะ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะยังไม่ตาย... แต่ก็นั่นแหละ วันนี้คือวันตายที่แท้จริงของเจ้า!"
เงาร่างสีดำทมิฬสามร่างพุ่งทะยานเข้ามาในห้อง ประกายกระบี่อาบยาพิษนับร้อยสายพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายของหลงเฟยและมู่หรงเสวี่ยในพริบตา!
...และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คนที่เดินนำหน้าสุดในชุดคลุมสีเทาของผู้อาวุโสสำนัก... กลับเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้หลงเฟยเอง!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ
เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชากระบี่กลืนฟ้า
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่สยบฟ้า ข้าไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!