ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม•ตอนที่ 14

แกะรอยรหัสลับสมการที่หายไป

ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าอมเขียวที่สะท้อนอยู่บนดวงตาคู่คมของคิรากรกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ตัวเลขความน่าจะเป็นชุดสุดท้ายที่วิ่งวนอยู่บนสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลเก่าแก่ของสถาบันวิจัยควอนตัมแห่งชาติ ไม่ได้ให้ผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น มันไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบรันไทม์ และไม่ใช่สัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายนอก แต่มันคือ ‘รอยโหว่’ ทางคณิตศาสตร์ที่จงใจถูกลบออกไป “ตัวแปร $x_4$ หายไปจากสมการการซ้อนทับครับอาจารย์” คิรากรเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบในห้องปฏิบัติการใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอัปของกระดาษโบราณและโอโซนจากเครื่องประมวลผลควอนตัมรุ่นบุกเบิก นิ้วเรียวยาวของเขาขยับสัมผัสแป้นพิมพ์เสมือนจริงอย่างรวดเร็วเพื่อดึงแคชสำรองขั้นสุดท้ายขึ้นมาแสดงผล ดร.รวินันท์ละสายตาจากกระดานไวท์บอร์ดที่เต็มไปด้วยสูตรฟิสิกส์อนุภาคที่ซับซ้อนราวกับงานศิลปะชิ้นเอก เส้นผมสีเข้มที่ถูกมัดรวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาเคลียข้างแก้มเล็กน้อย ดวงตาของเธอยามนี้ไม่มีความสดใสขี้เล่นเช่นเคย มีเพียงประกายความจริงจังเฉียบคมของนักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้แบกรับความลับของเวลาไว้ครึ่งค่อนชีวิต “หายไปเหรอ คิรากร... นายแน่ใจนะว่าไม่ได้มองข้ามพารามิเตอร์ของชั้นย่อยที่เจ็ด?” รวินันท์สาวเท้าเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงมองจอภาพจนแทบจะชิดกับไหล่ของเขา ลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นหอมจางๆ ของชาคาโมมายล์ลอยแตะจมูก แต่นี่ไม่ใช่เวลามาใส่ใจเรื่องบรรยากาศรอบตัว สมองของคิรากรกำลังคำนวณซ้ำเป็นรอบที่สามร้อยสี่สิบสอง “ผมเช็คทุกสตริงโค้ดแล้วครับอาจารย์ ข้อมูลของบันทึกการทดลองเมื่อเจ็ดสิบสองชั่วโมงก่อนถูกเขียนทับด้วยฟังก์ชันลบล้างอัตโนมัติ ใครบางคน หรือบางระบบ... กำลังพยายามซ่อนสมการตั้งต้นที่จะใช้เปิดประตูมิติในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้” เสียงแจ้งเตือนสถานะจากเซน ปัญญาประดิษฐ์ภาคสนามที่เชื่อมต่ออยู่กับฮาร์ดไดรฟ์สำรอง ดังขึ้นเบาๆ เป็นจังหวะ [ตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างข้อมูล ระดับความเสี่ยง: สูงมาก] [คำเตือน: ความน่าจะเป็นที่ลูปเวลานี้จะยุบตัวก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น 14.8%] “เซน วิเคราะห์ร่องรอยการเข้าถึงไฟล์ล่าสุดของระบบสถาบันในช่วงเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงย้อนกลับไปแบบเรียลไทม์ทีครับ” คิรากรออกคำสั่งโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ “รับทราบครับคุณกร กำลังประมวลผลร่องรอยดิจิทัล... พบการเข้าถึงจากโครงข่ายแม่ข่ายที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน พิกัดตั้งต้นอยู่ที่ห้องปฏิบัติการลับชั้นใต้ดินระดับสาม... ซึ่งตามผังอาคารเดิม มันควรจะเป็นแค่ผนังทึบตันครับ” เซนรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกังวลในเชิงตรรกะ รวินันท์ขมวดคิ้วมุ่น ยกมือขึ้นกอดอก ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ที่ข้อศอกอย่างใช้ความคิด “ห้องใต้ดินระดับสามที่ถูกลบออกจากผัง... ถ้าไม่ใช่ความผิดพลาดในการจัดเก็บเอกสารของกระทรวงวิทยาศาสตร์ในยุคนั้น ก็หมายความว่า มีใครบางคนสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีการบิดเบือนมิติในระดับมหภาค เพื่อซ่อนบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์บันทึกไว้” “หรืออาจจะเป็นตัวเราเองในอนาคตที่ส่งข้อมูลนี้กลับมา เพื่อป้องกันไม่ให้ความหายนะเกิดขึ้นซ้ำรอยครับ” คิรากรตั้งสมมติฐานขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสุขุม เขายังคงเชื่อมั่นในความเป็นไปได้เชิงเหตุและผลเสมอ แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเริ่มหลุด “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมถึงต้องลบตัวแปร $x_4$ ทิ้งล่ะ?” รวินันท์ย้อนถามด้วยแววתาที่ลึกล้ำ “ในทางทฤษฎีแล้ว ตัวแปรตัวนั้นคือหัวใจหลักในการเสถียรภาพของสนามพลังงานควอนตัม ถ้าไม่มีมัน การเปิดประตูมิติในอีกสามสิบห ชั่วโมงข้างหน้าจะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่กลืนกินพื้นที่ทั้งเมืองให้หายไปในพริบตา... การซ่อนมันไว้เท่ากับการทำลายกุญแจดอกเดียวที่จะช่วยพวกเราไว้” “เว้นเสียแต่ว่า...” คิรากรชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสะท้อนภาพโค้ดสีแดงที่กำลังกระพริบเตือน “กุญแจดอกนั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราใช้รอดชีวิต... แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราเป็นผู้เลือกต่างหากครับ” บรรยากาศภายในห้องปฏิบัติการพลันเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงพัดลมระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์เก่าที่ยังคงคำรามเบาๆ เป็นแบ็กกราวด์ การเดินทางข้ามเวลาไม่ได้มอบอภิสิทธิ์ให้พวกเขาแก้ไขอดีตตามอำเภอใจ แต่มันคือการแลกเปลี่ยนด้วยความน่าจะเป็นที่ต้องจ่ายด้วยต้นทุนที่แสนแพง ทุกย่างก้าวที่พวกเขาก้าวเดิน ถูกบีีบอัดด้วยความกดดันจากอนาคตที่กำลังพังทลาย “พวกเราต้องลงไปที่ชั้นใต้ดินระดับสามครับอาจารย์” คิรากรตัดสินใจเด็ดขาด เขาปิดหน้าจอโฮโลแกรม ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบอุปกรณ์วิเคราะห์ภาคสนามและปืนประจุไฟฟ้าพกพาขึ้นมาเหน็บไว้ที่เข็มขัดอย่างคล่องแคล่ว “ไม่ว่าอะไรจะรอเราอยู่ที่นั่น มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้สมการนี้สมบูรณ์” รวินันท์มองลูกศิษย์หนุ่มผู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤตการณ์ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด ความเยือกเย็นและรอบคอบของคิรากรก็ยังคงเป็นที่พึ่งพาให้เธอรู้สึกอุ่นใจได้อย่างประหลาด “ระวังตัวด้วยนะคิรากร เซนรายงานว่าโครงสร้างตึกเริ่มมีการสั่นพ้องของคลื่นความถี่ต่ำแล้ว... นั่นหมายความว่า มิติเริ่มฉีกขาดเร็วกว่ากำหนดเดิมถึงสามชั่วโมง” ทั้งสองก้าวออกจากห้องปฏิบัติการมุ่งหน้าสู่ทางเดินมืดทึบที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง แสงไฟฉุกเฉินสีส้มกะพริบเป็นระยะตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ตื่นตัว กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกระแสไฟฟ้าสถิตลอยอบอวลในอากาศ ทุกย่างก้าวที่กระทบพื้นคอนกรีตสะท้อนก้องไปทั่วอุโมงค์ราวกับเสียงนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก เมื่อพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดของทางเดิน กำแพงเหล็กหนาหนักที่ควรจะปิดตาย กลับมีรอยแยกของแสงสีฟ้าครามเรืองรองลอดออกมา พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากอีกฟากฝั่งของความว่างเปล่า—เสียงที่คิรากรจำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงของตัวเขาเอง... แต่เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและร่องรอยของการสูญเสีย ก่อนที่คิรากรจะเอื้อมมือไปสัมผัสแผงควบคุม หน้าจอโฮโลแกรมส่วนตัวของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยปราศจากการสั่งการ ตัวอักษรสีเลือดปรากฏเด่นชัดพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกะทันหัน [แจ้งเตือนด่วนจากระบบหลัก: ตรวจพบตัวตนที่สองของผู้ใช้งานในพื้นที่ปิดทึบ] [สถานะภารกิจอัปเดต: เปลี่ยนแปลงจาก 'ค้นหาข้อมูล' สู่ 'การกำจัดความน่าจะเป็นของตัวเอง'] [คำเตือนจากอนาคต: อย่าเปิดประตูบานนั้น... เพราะคนที่ยืนรออยู่อีกฝั่ง ไม่ใช่คุณในอดีต แต่คือผู้ที่สังหารคุณเมื่อเจ็ดสิบสองชั่วโมงที่แล้ว] ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับคิรากรและอาจารย์มีนในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%