“ถอยออกไปจากวงจรคอร์นั่นเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากให้ละอองมิติเฉือนร่างคุณจนกลายเป็นผุยผง!”
เสียงตะคอกแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหลภายในห้องนิรภัยชั้นใต้ดิน ดร.รวินันท์ชะงักมือที่กำลังแตะแผงควบคุมหลักทันที คิรากรที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านหลังกระชับปืนพัลส์ในมือแน่น สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วความมืดสลัวเบื้องหน้า
กลิ่นโอโซนที่อบอวลอยู่เต็มอากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นกลิ่นไหม้ของโลหะที่ถูกเผาไหม้ด้วยพลังงานสูง เซนส่งสัญญาณเตือนผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดจิ๋วที่ติดตั้งอยู่บนข้อมือของคิรากร—ค่าความเสถียรของมิติกำลังดิ่งเหวเข้าสู่ขีดอันตรายระดับวิกฤต
“คุณเป็นใคร” คิรากรถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เขาไม่ได้ลดปืนลง แต่กลับขยับตัวไปบังรวินันท์ไว้ในองศาที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด สวมชุดเกราะยุทธวิธีที่ผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วง รอยถลอกและคราบไหม้บนเกราะบ่งบอกถึงการผ่านศึกที่ดุเดือดเกินกว่าคนธรรมดาจะจินตนาการถึง ผู้มาเยือนลดปืนไรเฟิลจู่โจมลงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าซีกหนึ่งที่มีรอยแผลเป็นจางๆ ภายใต้หมวกนิรภัยที่พังยับเยิน
“ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นลูปที่สิบสี่ของพวกคุณแล้วใช่ไหม?” ชายแปลกหน้าแสยะยิ้ม “คิรากร... ดูเหมือนนายจะยังคำนวณพลาดไปสองเปอร์เซ็นต์เรื่องแรงบีบอัดของประตูมิติในบทที่แล้วนะ”
คิรากรหรี่ตาลง หัวใจเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะ ‘ลูปที่สิบสี่’... ข้อมูลนี้นอกจากเขาและรวินันท์แล้ว ไม่ควรมีใครล่วงรู้ได้
“คุณคือ ‘ผู้พิทักษ์เงา’... นามว่า ‘อาร์ค’ งั้นหรือ?” รวินันท์เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ แววตาของเธอสั่นระริก เธอเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักรบที่หลงทางในรอยแยกของเวลา แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบตัวจริงในสภาพที่ดูเหมือนผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นนี้
“ชื่อนั้นเก่าไปแล้ว” อาร์คโยนเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กที่ส่งเสียงติ๊ดๆ มาให้คิรากร “ตอนนี้ผมก็แค่คนที่ไม่อยากเห็นมิตินี้ล่มสลายไปพร้อมกับเศษเสี้ยวของโชคชะตาที่เหลืออยู่ และที่สำคัญ... ในลูปนี้ ผมคือตัวแปรเสริมที่จะทำให้นายชนะเกมนี้ได้เสียที”
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงจนได้ยินเสียงระบบหล่อเย็นของเครื่องจักรทำงาน คิรากรรับเครื่องส่งสัญญาณนั้นมาพินิจดู กลไกภายในถูกปรับจูนด้วยอัลกอริทึมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มันซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงกว่าสิ่งที่สถาบันควอนตัมเคยพัฒนาถึงสิบเท่า
“ทำไมต้องเป็นเรา?” คิรากรถาม เสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
“เพราะในทุกๆ ครั้งที่มิติพังทลาย” อาร์คก้าวเข้ามาใกล้จนอยู่ในระยะประชิด “พวกคุณคือกลุ่มเดียวที่ยังพยายามหาทางกู้คืนแทนที่จะหนีเอาตัวรอดไปกับเส้นเวลาอื่น ผมแค่เบื่อที่จะต้องมองดูความล้มเหลวที่ซ้ำซากจำเจเต็มทนแล้ว”
รวินันท์รีบเข้ามาร่วมตรวจสอบข้อมูลในเครื่องส่งสัญญาณ ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นสมการที่ปรากฏขึ้นบนจอโฮโลแกรม “นี่มัน... การคำนวณแบบย้อนกลับจากจุดศูนย์กลางของมหันตภัย! คุณไปเอาสูตรนี้มาจากไหน?”
“จากความทรงจำที่หายไปในทุกครั้งที่รีเซ็ตลูป” อาร์คกล่าวเบาๆ น้ำเสียงของเขามีความเศร้าสร้อยเจือปนอยู่จางๆ “พวกคุณจำไม่ได้ แต่ผมจำได้ทุกอย่าง... ทุกความเจ็บปวด ทุกความสูญเสีย และทุกครั้งที่ผมต้องเห็นพวกคุณหายไปในเศษเสี้ยวของเวลา”
คิรากรนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาพยายามประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ได้รับมา หากสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดเป็นความจริง การปรากฏตัวของอาร์คอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ขาดหายไปในจิ๊กซอว์แห่งความน่าจะเป็นที่เขาพยายามเรียบเรียงมาตลอด
“เซน วิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่คำพูดของเขาจะเป็นความจริง” คิรากรสั่งผ่านระบบสื่อสารส่วนตัว
[วิเคราะห์... ผลลัพธ์: 99.8% ว่าเป็นความจริง ข้อมูลในเครื่องส่งสัญญาณมีการเข้ารหัสแบบควอนตัมขั้นสูงซึ่งไม่มีในยุคปัจจุบันครับคุณคิรากร] เสียงของเซนตอบกลับมาด้วยความตื่นเต้นที่ถูกโปรแกรมไว้
“ตกลง” คิรากรยื่นมือออกไปหาอาร์ค “ถ้าคุณรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีก 72 ชั่วโมงข้างหน้า ก็บอกมาว่าเราต้องเริ่มจากตรงไหน”
อาร์คจับมือตอบ แรงบีบนั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความหวัง “เริ่มจากไปที่จุดเชื่อมต่อที่เก่าแก่ที่สุดของสถาบัน... ที่นั่นมี ‘บอส’ ตัวจริงที่ยังไม่ได้ตื่นขึ้น และถ้าเราไม่ทำลายมันก่อนที่นาฬิกาจะเดินถึงชั่วโมงที่ 24... มิตินี้ก็จบสิ้น”
ทว่า ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังวางแผนการรบ เสียงเตือนภัยระดับสูงสุดของสถาบันก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฐานทัพ แสงสีแดงฉานสาดส่องไปตามทางเดินยาวที่ทอดตัวอยู่หน้าห้องนิรภัย พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงจนโครงสร้างเหล็กกล้าบิดเบี้ยว
รวินันท์หน้าซีดเผือด “ไม่จริง... ระยะเวลาการตื่นของมันต้องเหลืออีก 48 ชั่วโมงไม่ใช่หรือ? ทำไมระบบป้องกันถึงถูกทำลายก่อนกำหนด!”
อาร์คหันไปมองยังช่องระบายอากาศด้านบนที่พังทลายลงมา เศษเหล็กปลิวว่อนเผยให้เห็นเงาดำทมิฬขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามก้องที่ฟังดูเหมือนเสียงแก้วแตกละเอียดดังสะท้อนจนหูอื้อ
“มันไม่ได้ตื่นเพราะเวลาถึงกำหนด” อาร์คชักปืนไรเฟิลขึ้นมาอีกครั้ง สายตาจ้องเขม็งไปที่รอยแยกของมิติที่กำลังฉีกขาดกว้างขึ้นเรื่อยๆ “แต่มันตื่นเพราะ... ใครบางคนในกลุ่มเรา กำลังแอบส่งสัญญาณเรียกมันมา!”
คิรากรหันไปมองรวินันท์และอาร์คด้วยสายตาที่เย็นเยียบ ก่อนที่เซนจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนสุดท้ายที่ทำให้ลมหายใจของเขาแทบหยุดนิ่ง—ระบบภารกิจระดับ SSS ปรากฏขึ้นบนจอโฮโลแกรมกลางห้อง พร้อมกับชื่อของ ‘บุคคลที่ห้า’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของห้องนิรภัยมาโดยตลอด
[แจ้งเตือนระบบ: พบผู้บุกรุกระดับ SSS — ‘รหัสลับสีเลือด’ ปรากฏตัว ณ จุดยุทธศาสตร์ 0-0-1]
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
ควอนตัมคอร์
ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม•ตอนที่ 16
พันธมิตรที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!