เสียงก(กระชาก)ของอากาศที่ฉีกขาดดังขึ้นราวกับกระจกบานยักษ์ถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางแผ่นหลัง คิรากรเซถลาไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยงของสนามโน้มถ่วงที่พลิกกลับขั้วอย่างกะทันหัน รองเท้าบูทหนAยึดเกาะกับพื้นผิวโลหะของสถานีวิจัยที่บิดเบี้ยวจนเกิดประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบ
"ความหนาแน่นของโครโนไนต์พุ่งทะยานเกินเพดานคำนวณแล้วครับกร! อัตราการบิดเบี้ยวของมิติลดเวลาจากเดิมเจ็ดสิบสองชั่วโมง... ตอนนี้เหลือเวลาแค่สิบเอ็ดชั่วโมงเท่านั้น!" เสียงของเซนดังขึ้นผ่านหูฟังบลูทูธ น้ำเสียงสังเคราะห์ที่ปกติจะราบเรียบและเยือกเย็น บัดนี้กลับเจือด้วยคลื่นความถี่สั่นพ้องที่บ่งบอกถึงขีดจำกัดสูงสุดของระบบประมวลผล
คิรากรไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขากัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นเป็นสันนูน มือข้างหนึ่งคว้าจับขอบเสาค้ำยันไฮดรอลิกที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตาคู่คมกวาดมองผ่านแว่นตาอัจฉริยะที่แสดงผลตัวเลขความน่าจะเป็นสีแดงฉานกระพริบเตือนถี่ระรún ตัวเลขเหล่านั้นไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือเส้นตายของความเป็นจริง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือโถงทางเดินหลักของศูนย์วิจัยควอนตัมชั้นใต้ดิน ทว่าภาพที่เห็นในเวลานี้กลับไม่ใช่สถานที่เดิมที่พวกเขาคุ้นเคย ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กหนาเตอะกำลังโค้งงอเข้าหากันราวกับถูกบีบด้วยมือยักษ์ที่มองไม่เห็น แรงโน้มถ่วงรอบตัวแปรปรวนจนเศษเอกสารและเครื่องมือแพทย์ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ก่อนจะถูกฉีกกระชากกลายเป็นผุยผงเมื่อปะทะกับแนวเขตแดนของความต่างศักย์มิติ
"เซน คำนวณเวกเตอร์การเคลื่อนที่ของรอยแยกใหม่เดี๋ยวนี้... เราจะเดินหน้าสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ แรงกระแทกทางกายภาพระดับนี้ ถ้าเราก้าวพลาดแม้แต่เซนติเมตรเดียว ร่างกายของเราจะถูกฉีกออกเป็นอะตอมในอีกมิติหนึ่งทันที" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุม แม้เม็ดเหงื่อกาฬจะไหลซึมตามไรผม
"กำลังประมวลผล... ความน่าจะเป็นในการรอดชีวิตหากใช้เส้นทางผ่านห้องควบคุมหลักคือศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ถ้าอ้อมผ่านท่อระบายอากาศแรงดันสูง... ความน่าจะเป็นจะเพิ่มขึ้นเป็นสิบสองจุดสี่เปอร์เซ็นต์ แต่มีเงื่อนไขว่าคุณต้องทนรับแรงG-force ที่เทียบเท่ากับการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดย่อม"
"สิบสองเปอร์เซ็นต์ก็มากพอแล้วสำหรับการเดิมพัน"
เสียงหวานแต่ทรงอำนาจดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของโครงสร้างอาคารที่กำลังถล่ม ดร.รวินันท์ก้าวออกมาจากมุมเสา ใบหน้าเรียวสวยของอาจารย์สาวลึกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควัน ทว่าดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับเปล่งประกายความมุ่งมั่นอย่างน่าประหลาด ในมือของเธอถือแท็บเล็ตควอนตัมที่หน้าจอกำลังร,วบรวมข้อมูลโค้ดดิ้งสีเขียวเข้มซึ่งเชื่อมโยงกับหัวใจหลักของลูปเวลา
"อาจารย์ครับ! ผมบอกแล้วให้อยู่รอตรงจุดปลอดภัย..." คิรากรขมวดคิ้วแน่น ความกังวลฉายชัดในน้ำเสียง แม้เขาพยายามจะรักษาท่าทีเยือกเย็นตามวิสัยของนักคำนวณผู้รอบคอบเพียงใดก็ตาม
"จะให้ฉันนั่งรอความตายในขณะที่ลูกศิษย์กำลังคำนวณหาทางรอดให้โลกทั้งใบอย่างนั้นหรือ, คิรากร?" รวินันท์แย้มยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความท้าทายและความอ่อนโยน "อีกอย่าง... นายก็รู้ว่าไม่มีใครถอดรหัสตัวแปรที่สามของลูปนี้ได้ดีไปกว่าฉันอีกแล้ว"
เธอยื่นแท็บเล็ตให้เขา คิรากรรับมันมาด้วยมือข้างที่ว่าง นิ้วเรียวยาวกวาดผ่านหน้าโฮโลแกรมเพื่อตรวจสอบสมการคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ทันใดนั้นเอง พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็ระเบิดออก แรงกระแทกมหาศาลผลักดันให้มิติรอบตัวยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว กาลเวลาบริเวณนั้นเกิดการกระโดดข้าม (Temporal Slip) ภาพเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตซ้อนทับกันจนเกิดเป็นภาพหลอนนับร้อยภาพที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างบ้าคลั่ง
"ระวัง!" คิรากรตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวคว้าเอวของรวินันท์เข้าหาตัวในเสี้ยววินาทีที่เสาปูนขนาดมหึมาหล่นกระแทกพื้นตรงจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวทำให้แก้วหูแทบแตก แรงอัดอากาศกวาดร่างของทั้งสองคนกระเด็นไปกระแทกกับผนังโลหะด้านข้างอย่างจัง
ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บไปทั่วแผ่นหลัง คิรากรกัดฟันอดกลั้นความจุก เขาใช้ร่างของตัวเองปกป้องรวินันท์ไว้ใต้ร่มแขน สายตาคมกวาดมองประเมินความเสียหายรอบตัวอย่างรวดเร็ว
"เจ็บตรงไหนไหมครับอาจารย์?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้ลมหายใจจะหอบถี่
รวินันท์ส่ายหัวช้าๆ ดวงตาสุกใสเงยขึ้นมองใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่เส้นด้าย หัวใจของเธอกลับเต้นรัวด้วยจังหวะที่แปลกออกไป ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความมั่นคงในแววตาคู่นั้นที่คอยโอบอุ้มเธอไว้เสมอมา
"ฉันไม่เป็นไร... ขอบคุณนะ, กร" เสียงของเธอนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง
"อย่าเพิ่งขอบคุณกันเลยครับ... ดูนั่นสิ" คิรากรพยักเพยิดหน้าไปยังเบื้องหน้า
รอยแยกของมิติขนาดใหญ่กำลังขยายตัวออกราวกับปากของอสูรกาย แรงดึงดูดมหาศาลพยายามดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในความว่างเปล่าสีดำสนิท และที่ใจกลางรอยแยกนั้น เงาร่างหนึ่งกำลังก้าวเดินออกมา—รูปร่างที่คุ้นเคยจนน่าตกใจ ร่างของมนุษย์สวมชุดเกราะควอนตัมสีเงินยวงรุ่นทดลอง ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่คิรากรเคยออกแบบไว้ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
"นั่น... มันใครกัน?" รวินันท์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ร่างในชุดเกราะหยุดยืนอยู่ตรงข้ามกับพวกเขา แผ่นหน้ากากโลหะถูกเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น และดวงตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าใบหน้านั้น... กลับมีโครงหน้าถอดแบบมาจากคิรากรราวกับส่องกระจกเงา
"สวัสดีตัวฉันในอดีต..." เสียงแหบพร่าและเย็นเยียบเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของชายปริศนา "นายคำนวณความน่าจะเป็นพลาดไปหนึ่งก้าว... และก้าวนั้นกำลังจะทำลายทุกอย่าง"
ติ๊ด!
เสียงแจ้งเตือนระดับวิกฤตดังลั่นขึ้นจากระบบของเซน พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมสีเลือดที่ปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่กลางอากาศ:
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบภัยคุกคามระดับ SSS - "ผู้กุมกาลเวลาเงา" เข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ]
[ความน่าจะเป็นในการรอดชีวิตปัจจุบันลดลงเหลือ: 0.0001%]
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคำนวณความน่าจะเป็นไปพร้อมกับพวกเรานะครับ หวังว่าจะตื่นเต้นและลุ้นระทึกไปกับจุดหักมุมนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
[ควอนตัมคอร์]
ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม•ตอนที่ 10
แรงกระแทกแห่งกาลเวลา
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!