ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม•ตอนที่ 3

ลูปแรกที่ผิดพลาด

ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
กลิ่นฉุนกึกของโอโซนผสมกับคราบเขม่าควันจากการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ควอนตัมขนาดจิ๋ว ยังคงติดตรึงอยู่ในโพรงจมูกของผมราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่ผ่านมา เสียงสัญญาณเตือนภัยโทนต่ำระดับวิกฤตของห้องปฏิบัติการใต้ดินยังคงดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้กลไกการย้อนเวลาของลูปที่หนึ่งร้อยนี้ ทุกอย่างควรจะถูกรีเซ็ตกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นก่อนที่ความพินาศจะมาเยือน *“ยินดีต้อนรับสู่ลูปที่หนึ่งร้อย... คิรากร... นายตัดสินใจผิดพลาดอีกรอบแล้วนะ”* เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าของ ดร.รวินันท์ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องคำนวณ อาจารย์สาวผู้กุมความลับของมิติเวลาไม่ได้มองมาที่ผมในทันที เธอกำลังก้มหน้าลงจดบันทึกสมการอนุพันธ์ย่อยลงบนแท็บเล็ตโฮโลแกรมด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทที่มักจะรวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียกรอบหน้าขาวซีด สะท้อนแสงสีฟ้าอมม่วงจากหน้าจอหลักที่กำลังแสดงกราฟความผันผวนของสนามพลังงานควอนตัมอย่างบ้าคลั่ง ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปรับอุณหภูมิความเย็นในสมองให้เข้าสู่โหมดวิเคราะห์ขั้นสูงสุด มือขวายกขึ้นดันกรอบแว่นสายตาที่สะท้อนตัวเลขโค้ดนับถอยหลัง 72 ชั่วโมง ซึ่งกำลังวิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาในเรตินาของผม "ตัวแปร *Delta-9* ไม่สอดคล้องกับค่าความหนาแน่นของสสารมืดในชั้นบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ครับอาจารย์" ผมเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ทอดสายตามองหน้าจอวิเคราะห์สามมิติที่ลอยอยู่กลางห้อง "ผมคำนวณความน่าจะเป็นพลาดไป 0.04 เปอร์เซ็นต์... และความผิดพลาดเพียงน้อยนิดนั้นแหละที่ทำให้แรงเหวี่ยงของมิติฉีกขาดออกทันทีที่เตาปฏิกรณ์เริ่มทำงาน" มีนเงยหน้าขึ้นจากจอโฮโลแกรม ดวงตากลมโตคู่สวยมองตรงมาที่ผม แววตาของเธอมีทั้งความชื่นชมและความกังวลระคนกันลึกซึ้ง เธอยกมือขึ้นทัดผมทัดใบหู ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "นายไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบความล้มเหลวทั้งหมดไว้คนเดียวหรอกนะ กร" เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ฝืนทำขึ้นเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด "ในลูปที่เก้าสิบเก้า นายคำนวณพลาดไป 0.12 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ อย่างน้อยในลูปนี้เปอร์เซ็นต์ความแม่นยำของนายก็ขยับเข้าใกล้จุดสมบูรณ์แบบเข้าไปทุกทีแล้ว" "ความใกล้เคียงยังไม่เพียงพอสำหรับการรอดชีวิตหรอกครับ" ผมส่ายหัวเบาๆ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานหลักที่มีระบบ AI ภาคสนามของพวกเรากำลังประมวลผลอยู่ *“ตรวจพบความผิดปกติของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณภาคพื้นดิน... คำเตือน: ความหนืดของเวลาในลูปนี้กำลังลดลงเร็กว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่าครับเจ้านาย”* เสียงสังเคราะห์ที่เรียบสนิทแต่แฝงความฉลาดหลักแหลมดังขึ้นจากอุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือของผม เซน... AI ผู้ช่วยภาคสนามที่ถูกอัปเกรดโค้ดผ่านทุกๆ ลูปเวลา กำลังฉายภาพจำลองโครงสร้างโมเลกุลของสสารที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมให้เห็นเป็นภาพโฮโลแกรมสีแดงฉาน "เซน วิเคราะห์โครงสร้างแรงตึงผิวของมิติตอนนี้ให้ละเอียดอีกครั้งสิ ทำไมตัวแปรทางฟิสิกส์ถึงยังคงเกิดความคลาดเคลื่อน แม้ว่าเราจะปรับเทียบค่าคงที่ของพลังงานตามสมการสนามไอน์สไตน์-พลานก์แบบเป๊ะๆ แล้วก็ตามที" ผมสั่งการพร้อมกับกวาดสายตาอ่านตัวเลขสตรีมมิ่งที่วิ่งผ่านหน้าจอด้วยความเร็วสูง *“กำลังประมวลผล... ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ครับคิรากร แต่อยู่ที่ ‘ตัวแปรมนุษย์’ หรือพูดให้ถูกคือ... คลื่นสมองของ ดร.รวินันท์ ที่มีความถี่ซิงโครไนซ์กับจุดศูนย์กลางของมิติถล่มโดยธรรมชาติ”* คำตอบของเซนทำให้ผมต้องหันขวับไปมองอาจารย์สาวทันที มีนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเธอไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะรีบหลบสายตาผมโดยการก้มลงปัดหน้าจอโฮโลแกรมให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว "อาจารย์..." ผมเอ่ยเสียงต่ำลงอย่างใช้ความคิด "นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางฟิสิกส์ธรรมดาใช่ไหมครับ... อาจารย์รู้อยู่แล้วว่าต่อให้ผมคำนวณความน่าจะเป็นแม่นยำแค่ไหน ผลลัพธ์ในตอนท้ายก็จะถูกดึงให้พังทลายลงด้วยคลื่นสมองของอาจารย์เอง" ห้องปฏิบัติการตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีนยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ไหล่บางทั้งสองข้างลู่ลงเล็กน้อยราวกับแบกรับภาระอันหนักอึ้งที่ไม่อาจเอ่ยบอกใครได้ เธอกัดริมฝีปากแน่นจนแทบไม่มีสีเลือด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผมอีกครั้งด้วยแววตาที่สั่นระริก "กร... นายเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงติดอยู่ในลูปเจ็ดสิบสองชั่วโมงนี้มาถึงหนึ่งร้อยครั้งแล้ว?" น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงฮัมของเครื่องมือแพทย์รอบห้อง "ไม่ใช่เพราะสมการของนายคำนวณผิดพลาด... และก็ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีของเราล้าสมัยหรอก" ผมก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้ "ถ้าอย่างนั้นความจริงคืออะไรครับอาจารย์? บอกผมเถอะ เรายังมีเวลาอีก 72 ชั่วโมงเต็มก่อนที่มิตินี้จะถล่มลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ" "เพราะว่า... ในทุกๆ ลูป ฉันเป็นคนเลือกที่จะเหนี่ยวไกทำลายเตาปฏิกรณ์ด้วยตัวเองต่างหากล่ะ" คำสารภาพนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางห้องคำนวณ ท่ามกลางความตกตะลึงของผม เซนส่งเสียงแจ้งเตือนระบบดังลั่นขึ้นมาทันทีเพื่อเตือนภัยระดับสูงสุด แต่ทว่า... ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากถามเหตุผลที่แท้จริง ประตูนิรภัยของห้องปฏิบัติการชั้นในซึ่งควรจะถูกล็อกด้วยรหัสผ่านควอนตัมระดับ 10 ก็เกิดส่งเสียงปลดล็อก "คลิก" ออกมาอย่างกะทันหัน แสงไฟฉุกเฉินสีแดงภายในห้องดับวูบลงเหลือเพียงความมืดสลัว และก่อนที่ผมจะทันได้คว้าปืนพลังงานสนามแม่เหล็กที่เหน็บอยู่ข้างเอว ร่างของใครบางคนก็ก้าวพ้นผ่านธรณีประตูเข้ามาในความมืด พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังก้องกังวานเสียดแทงประสาท *“ช่างเป็นการค้นพบที่น่าประทับใจเสียจริง... เด็กน้อยผู้หมกมุ่นอยู่กับการคำนวณความน่าจะเป็น”* เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ยินในสถานที่ปิดตายแห่งนี้ ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ผู้ชายคนนั้นยกมือขึ้นปัดฮู้ดคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากผ่านดวงตาข้างซ้าย และรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก "นาย..." ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนแค้นเคือง "เป็นไปไม่ได้... นายตายไปตั้งแต่ลูปที่สามสิบแล้วไม่ใช่เหรอ! ไคโร!" ไคโรหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขากวาดสายตามองผมสลับกับ ดร.รวินันท์ ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบลงถึงขั้วกระดูก "นายยังคำนวณพลาดอีกอย่างหนึ่งนะคิรากร... ในลูปที่หนึ่งร้อยนี้ นายไม่ใช่คนเดียวที่ย้อนเวลากลับมา... แต่ฉันต่างหาก คือคนที่คุมตัวแปรทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ" ________________________________________ *(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคำนวณความน่าจะเป็นไปพร้อมกับคิรากรและอาจารย์มีนนะครับ หวังว่าจะสนุกและตื่นเต้นไปกับปมใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!)*
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาแกะรอยความน่าจะเป็น ใน 72 ชั่วโมงก่อนมิติถล่ม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%