เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก•ตอนที่ 9

พายุที่โหมกระหน่ำ

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
“ถ้าคุณยังยืนกรานจะรื้อผนังรับน้ำหนักตัวนี้ออกเพื่อแลกกับวิวห่วย ๆ แค่เสี้ยวเดียว ผมแนะนำให้คุณเอาสมองส่วนหน้าไปเช็กกับแพทย์ทางสมองด่วนเลยค่ะ คุณเพลิง” น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราายใบมีดโกนของปฐพีดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมไซต์งานที่อุณหภูมิลดฮวบลงจนติดลบ เพลิงที่กำลังกอดอกพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ ถึงกับหรี่ตาลง รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากถูกจุดขึ้นทันทีอย่างไม่มีใครยอมใคร “ปากคอเรานี่มันน่าเอาปูนซีเมนต์อุดให้หายพูดมากจริง ๆ นะปฐพี” เพลิงสวนกลับทันควัน น้ำเสียงกวนประสาทแต่แฝงไปด้วยความกรุ่นโกรธที่พร้อมปะทุ “สมองผมน่ะปกติสุขดี แต่คนที่มีปัญหาคือคุณต่างหาก สถาปนิกหัวโบราณที่ยึดติดกับแปลนกระดาษบ้า ๆ จนไม่ยอมมองความจริงว่า ลูกค้าเขาจ่ายเงินเพื่อซื้อความรู้สึก ไม่ใช่ซื้อคานคอนกรีต!” “ความรู้สึกเหรอ?” ปฐพีแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสองชั้นคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะประชุมไม้สักยาว แผ่นอกกว้างไหวสะท้อนตามจังหวะการหายใจที่เริ่มติดขัด “สถาปัตยกรรมมันคือศาสตร์และศิลป์ที่ต้องมีความปลอดภัยเป็นฐาน ไม่ใช่พื้นที่สนองนี้ดความอาร์ตอย่างไร้เหตุผลของคุณ! ถ้าบ้านพังลงมาเพราะมุมกล้องห่วย ๆ ของคุณ ใครจะรับผิดชอบชีวิตคนอยู่ฮึ?” “ก็ผมไง!” เพลิงกระแทกตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้แรงกดดันพุ่งสูงปรี๊ด ดวงตาคมกวาดมองสถาปนิกหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความหมั่นไส้ระคนระอา “ทำเป็นพูดหล่อ รักความปลอดภัย รักกฎระเบียบ แต่ลับหลัง... คุณเองไม่ใช่เหรอที่นั่งแก้แบบจนตีสามตีสี่ทุกวันเพราะแคร์คอมเมนต์ของผมซะยิ่งกว่าอะไรดี” “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย” ปฐพีเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อระยะห่างระหว่างกันมันใกล้เกินไป ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจาง ๆ ผสมกับกลิ่นฝุ่นละอองจากการก่อสร้างที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนตรงหน้า “ผมแค่ไม่อยากทำงานร่วมกับคนไม่มีความเป็นมืออาชีพต่างหาก” “อ๋อเหรอ มืออาชีพแบบคุณสินะ ถึงได้ชอบทำหน้าเป็นยักษ์กระabil กระวนกระวายทุกครั้งที่ผมเสนอไอเดียแหวกแนว” เพลิงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาดื้อรั้นฉายประกายท้าทายที่ทำเอาปฐพีแทบคลั่ง “ยอมรับมาเถอะปฐพี ว่าที่คุณหัวเสียใส่ผมทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องงาน... แต่เป็นเพราะคุณกลัวใจตัวเองเวลาที่ผมเข้าใกล้ต่างหากล่ะ” “คุณ! หลงตัวเองเกินไปแล้วนะ!” ปฐพีผลักอกอีกฝ่ายเต็มแรงด้วยความโมโหที่ถูกจี้จุดดำมืดในใจ ร่างสูงโปร่งของเพลิงเซถอยหลังไปเล็กน้อยแต่มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มกวนประสาทที่น่าทุบให้ยุบคาที่ รอยยิ้มแบบนั้น... รอยยิ้มที่ชอบทำลายเกราะป้องกันอันแข็งกระด้างของเขาให้พังทลายลงทีละน้อยโดยไม่ทันตั้งตัว รินที่นั่งหลบมุมอยู่เงียบ ๆ ในห้องประชุมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวยกขึ้นเกาแก้มแกรก ๆ ด้วยความทำตัวไม่ถูก บรรยากาศระหว่างหัวหน้าโปรเจกต์จอมเนี้ยบกับช่างภาพปากร้ายคู่นี้ มันไม่ได้ตึงเครียดแบบคนเกลียดกัน แต่มันคือสนามอารมณ์ของคนปากแข็งสองคนที่กำลังพยายามจะกลืนกินกันและกันด้วยคารมและสายตาเสียมากกว่า “เอ่อ... พี่เพลิงคะ พี่ดินคะ” รินเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบเกรงใจ “คือว่า... แบบแปลนตรงนี้ ถ้าเราลองปรับมาใช้กระจกนิรภัยแบบไร้กรอบแทนการรื้อผนัง... มันน่าจะตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัยของพี่ดินและความต้องการเรื่องวิวของพี่เพลิงนะคะ ลองพิจารณาดูหน่อยไหมคะ” “ไม่ต้อง!” ทั้งปฐพีและเพลิงประสานเสียงกันปฏิเสธขึ้นมาพร้อมกันราวกับนัดหมาย ทำให้รินสะดุ้งโหยงหุบปากฉับแทบไม่ทัน ปฐพีหันกลับมาถลึงตาใส่ช่างภาพหนุ่มอีกรอบ “โปรเจกต์นี้ถ้าไม่มีความเห็นชอบจากผม คุณก็ไม่มีสิทธิ์ขยับอะไรทั้งนั้น” “งั้นเหรอ?” เพลิงเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย ขายาวก้าวเข้ามาประชิดตัวปฐพีอีกครั้งในจังหวะที่สถาปนิกหนุ่มกำลังจะหันหลังเดินหนี มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือสอบรั้งไว้ไม่ให้ไปไหน ปฏิสัมพันธ์ที่รวดเร็วและรุนแรงทำให้ปฐพีต้องหันกลับมาประจันหน้าอย่างเสียไม่ได้ “ปล่อยนะ!” “ไม่ปล่อย จนกว่าคุณจะเลิกทำตัวเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกแล้วหันมาคุยกันดี ๆ ในฐานะ ‘ผู้ชายคนหนึ่ง’ ไม่ใช่ในฐานะสถาปนิกกับช่างภาพ” เพลิงกระซิบเสียงต่ำชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอขาวจนปฐพีรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความวาบหวามแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านไปตามกระแสเลือดอย่างควบคุมไม่ได้ ปฐพีเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท เขาพยายามจะดึงข้อมือกลับแต่แรงบีบกระชับของอีกฝ่ายกลับแน่นหนาเสียยิ่งกว่าคีมเหล็ก ดวงตากลมโตตวัดมองใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันแค่คืบ แววตาของเพลิงในตอนนี้ไม่มีความล้อเล่นเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและประกายไฟบางอย่างที่ร้อนแรงเสียจนเกือบจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ “คุณเพลิง... ปล่อยมือเถอะค่ะ ที่นี่ที่ทำงาน” ปฐพีพยายามใช้เสียงแข็งขู่กร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตัวเอง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลเอาเสียเลยเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเพลิงไล้เบา ๆ ที่ข้อมือด้านใน จุดชีพจรเต้นรัวเร็วจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ เพลิงยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดำขลับสะท้อนภาพใบหน้าบึ้งตึงที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อตรงพวงแก้มอย่างชัดเจน “ก็เพราะว่าอยู่ที่ทำงานน่ะสิ ผมถึงได้อยากสั่งสอนคนปากแข็งแถวนี้ให้รู้ซะบ้างว่า... อย่ามาท้าทายกับคนอย่างผม” บรรยากาศในห้องประชุมแคบ ๆ กลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้งด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ นอกจากเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน ทว่าในวินาทีที่ปฐพีเม้มปากแน่นเตรียมจะพ่นคำด่าทอชุดใหญ่ออกมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ... *แอ๊ด...* เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างของบุคคลที่ไม่คาดคิดก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “คุณปฐพีคะ พอดีทางลูกค้าโทรมาแจ้งด่วนเรื่อง...” ปฐพีสะดุ้งสุดตัว รีบสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเพลิงอย่างแรงจนเกือบเซไปชนโต๊ะประชุม ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อหันไปมองผู้มาใหม่ที่กำลังยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับภาพที่เพิ่งเห็นตรงหน้า ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "หมอกไม้ไผ่" ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%