“ถ้าสมองส่วนหน้าของคุณมันใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ กรุณาถอยออกไปให้ห่างจากแปลนโครงสร้างนี้ค่ะคุณเพลิง เพราะฉันไม่อยากเสียเวลามานั่งแก้ดีเทลโง่ๆ แค่เพราะคุณเดินชนมันพังรอบที่สาม”
เสียงหวีดหวิวของเครื่องเจาะปูนในไซท์งานก่อสร้างยังไม่น่าปวดหัวเท่าเสียงตวาดห้วนๆ ที่ดังแทรกขึ้นมากลางห้องประชุมชั่วคราว ปฐพีวางปากกาเขียนแบบในมือลงกระทบโต๊ะเสียงดังสนั่น แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเหยียดตรง แสดงถึงความคุกกรุ่นที่สะสมมาตลอดสามชั่วโมงเต็ม
เพลิง ช่างภาพหนุ่มมาดเซอร์ผู้พ่วงตำแหน่งคนขวางโลกประจำโปรเจกต์นี้ ไม่ได้สะทกสะท้านกับสายตาคมกริบที่ส่งมาเลยสักนิด เขายังคงกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง ปล่อยให้ควันจางๆ จากบุหรี่ไฟฟ้าลอยวนอยู่รอบตัว รอยยิ้มมุมปากที่จุดขึ้นนั้นช่างกวนประสาทเสียจนคนมองอยากจะคว้าไม้บรรทัดเหล็กมาฟาดให้รู้แล้วรู้รอด
“ปากจัดเป็นไฟสมชื่อสถาปนิกเทวดาเลยนี่ครับคุณปฐพี... แต่เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ ดีเทลโง่ๆ งั้นเหรอ? โทษทีเถอะ พอดีผมไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าไอ้เส้นที่คุณตีทับลงไปเนี่ย มันบังมุมกล้องที่ผมอุตส่าห์ดราฟต์ไว้เพื่อซ่อนท่อแอร์อุบาทว์ๆ นั่นมิด” เพลิงสวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยาะหยันนิดๆ แต่แววตาพราวระยับที่มองตรงมากลับไม่มีความโกรธเคืองเจืออยู่เลย มีเพียงความท้าทายที่พร้อมจะจุดไฟใส่กันได้ทุกเมื่อ
รินที่นั่งกุมขมับอยู่ระหว่างกลางรีบยกมือขึ้นห้ามศึก “พี่พี... พี่เพลิง... ใจเย็นก่อนค่ะ นี่เรากำลังจะประชุมสรุปไฟนอลนะ ไม่ใช่เวทีมวยไทย ไฟไหม้ไซต์งานยังไม่น่ากลัวเท่าไฟสงครามระหว่างพวกพี่เลย เชื่อรินเถอะน่า ถอยคนละก้าวดีกว่าค่ะ”
ปฐพีแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มหรี่ลงอย่างประเมิน เขาขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดอยู่ชั่วขณะ ความจริงแล้วเขารู้ดีว่าเพลิงไม่ได้ผิด... หรืออย่างน้อยที่สุด ข้อเสนอแนะของช่างภาพคนนี้ก็มีเหตุผลทางสุนทรียศาสตร์รองรับเสมอ เพียงแต่ทิฐิและนิสัยปากหมาที่แก้ไม่หาย ทำให้ทุกคำที่หลุดออกมาจากปากอีกฝ่ายมันชวนให้เลือดขึ้นหน้าทุกที
“ถอยเหรอ?” ปฐพีทวนคำ เสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบจนคนฟังต้องชะงัก “คุณเคยยอมถอยให้ใครที่ไหนล่ะคุณเพลิง ทำงานด้วยกันมาเป็นเดือน มีแต่วิ่งชนกับหาเรื่อง ชาวบ้านเขาทำงานเอาเงิน แต่คุณทำงานเอาโล่ความกวนประสาท”
เพลิงหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยพราวระยับเมื่อครู่ไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ขาสยาวก้าวเข้าหาโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีแปลนสถาปัตยกรรมกางอยู่ เขาโน้มตัวลงไปจนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากปฐพีเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นมี้นต์จางๆ ปะทะเข้ากับกรอบหน้าของสถาปนิกหนุ่ม ปฐพีชะงัก เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อดวงตาคมกะล่อนคู่นั้นเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ถ้าผมกวนประสาทใส่คนอื่นเหมือนที่ทำกับคุณ... ป่านนี้ผมคงโดนไล่ออกจากกองถ่ายไปสิบรอบแล้วล่ะคุณปฐพี” เพลิงกระซิบเสียงต่ำ ลึกล้ำ และจริงจังเสียจนคนฟังหัวใจกระตุกวูบ “ที่ผมต้องจี้ ต้องเถียง ต้องคอยขัดขาคุณทุกย่างก้าว... ก็เพราะไอ้แบบแปลนสวยหรูที่คุณวาดขึ้นมาเนี่ย มันไม่มี ‘พื้นที่หายใจ’ สำหรับคนมองโลกแบบผมเลยไงครับ”
“คุณหมายความว่ายังไง...” ปฐพีขมวดคิ้วแน่น หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นผิดจังหวะภายใต้อกเสื้อเชิ้ต
“หมายความว่า...” เพลิงยืดตัวขึ้นช้าๆ สายตาคมกวาดมองไปทั่วห้องประชุมก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้านิ่งสนิทที่เริ่มมีริ้วความสับสนฉายชัด “คุณสร้างกำแพงล้อมตัวเองไว้หนาเตอะ ปากร้าย ใจแข็ง เอาแต่กติกาเป็นสรณะ จนลืมมองไปว่างานศิลปะหรือสถาปัตยกรรมเนี่ย... มันต้องการความรู้สึก ไม่ใช่แค่บรรทัดฐานทางวิศวกรรม”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วคราว มีเพียงเสียงฝนปรอยๆ ด้านนอกที่เริ่มโปรยปะทะกระจกอาคาร ปฐพีนิ่งอึ้ง คำพูดของเพลิงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากหน้ากากความสมบูรณ์แบบที่เขาเพียรสร้างมาตลอดชีวิตให้ร่วงหล่นลงทีละชิ้น เขาไม่ใช่คนใจแข็ง... แต่โลกของเขาเคยใจร้ายกับเขามากเกินไปต่างหาก เขาถึงต้องสร้างเกราะกำบังสารพัดเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายความรู้สึกข้างในได้อีก
และเพลิง... คนที่ดูเหมือนไม่แคร์อะไรบนโลกใบนี้ กลับเป็นคนที่มองทะลุเกราะกำบังนั้นเข้ามาได้อย่างแม่นยำที่สุด
รินแอบลอบมองคนทั้งคู่แล้วค่อยๆ ถอยกรูดออกไปจากห้องเงียบๆ ปล่อยให้พื้นที่ตรงนั้นเหลือเพียงแรงดึงดูดประหลาดที่กำลังบีบอัดอากาศรอบตัวให้เบาบางลง
ปฐพีเม้มริมฝีปากแน่น มือที่กำขอบโต๊ะไว้เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ความอึดอัดระลอกใหญ่ตีตื้นขึ้นมาในอก แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความโกรธ... มันคือความกลัว กลัวว่าอีกฝ่ายจะมองเห็นความเปราะบางที่เขาซ่อนไว้ลึกที่สุด
“แล้วคุณรู้ได้ยังไง... ว่าภายใต้กำแพงที่คุณว่า มันไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่า” เสียงของปฐพีแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งทระนงตนก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเจือจางของความเหนื่อยล้าที่ส่งผ่านมาทางแววตา
เพลิงชะงักไป ดวงตาคมกริบฉายแววไหวระริก เขาไม่เคยเห็นปฐพีในโหมดนี้... โหมดที่ยอมถอดเขี้ยวเล็บแล้วเปิดเผยความรู้สึกแท้จริงออกมา แม้จะเป็นแค่เสี้ยววินาทีก็ตามที
“เพราะถ้าข้างในมันว่างเปล่าจริง...” เพลิงก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีระยะห่างระหว่างเขากับสถาปนิกหนุ่มอีกต่อไป ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมไปแตะกรอบแววตาของปฐพีอย่างแผ่วเบา ปัดปอยผมที่ตกลงมาบังหน้าผากออกให้อย่างทะนุถนอม ผิดวิสัยคนปากร้ายสิ้นเชิง “...คุณคงไม่เหนื่อยขนาดนี้เวลาที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวหรอกครับ ปฐพี”
ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างไร้คำนำหน้าและน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย ทำให้หัวใจของปฐพีหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของเพลิงแผ่ซ่านเข้ามาถึงผิวเนื้อ ลามเลียไปจนถึงใบหูที่ขึ้นสีแดงจัดอย่างรวดเร็ว
สมองของปฐพีประมวลผลไม่ทัน เขาอ้าปากเตรียมจะตอกกลับด้วยคำพูดจิกกัดตามความเคยชินเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว แต่ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบงันราวกับมีใครมาตั้งเวลาไว้ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบุคคลที่สามที่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต
“อ้าว... ประชุมเครียดกันอยู่เหรอครับเนี่ย ขอโทษทีที่มาขัดจังหวะ พอดีผมเอาเอกสารงวดสุดท้ายมาให้เซ็นครับ... คุณปฐพี”
น้ำเสียงทุ้มคุ้นหูพร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ส่งมาทำเอาบรรยากาศในห้องพลิกคว่ำในพริบตา ปฐพีเบิกตากว้างเมื่อเห็นหน้าผู้มาใหม่ชัดๆ เช่นเดียวกับเพลิงที่หรี่ตาลงอย่างอันตราย รังสีความอึดอัดมลายหายไป แทนที่ด้วยความตึงเครียดระลอกใหม่ที่พุ่งทะยานขึ้นสูงยิ่งกว่าเดิม!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "หมอกไม้ไผ่" ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก•ตอนที่ 10
จุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!