"ถ้าคุณยังยืนเก๊กหน้านิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งอยู่แบบนั้น เลนส์กล้องฉันคงได้ร้าวพอดีค่ะ สถาปนิกปฐพี"
เสียงชัตเตอร์ที่ดังรัวติดกันสามครั้งไม่ได้ทำให้ร่างสูงโปร่งของปฐพีสะท้อนสะเทือนแม้แต่น้อย เขาŴยังคงยืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือยในสตูดิโอชั่วคราวด้วยท่าทางที่ฟ้องชัดว่า 'ไม่อยากร่วมมือ' แต่ก็จำใจต้องทำตามข้อตกลงของโปรเจกต์รีโนเวทหอศิลป์เก่าแห่งนี้ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดำสนิทจดจ้องมองคนหลังเลนส์ด้วยความหงุดหงิดระคนระแวง
เพลิงลดกล้องลงเล็กน้อย ปล่อยให้สายคล้องคอทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวเครื่องราคาแพง ดวงตากลมโตคู่คมกริบไหวระริกด้วยความท้าทาย เส้นผมสีเข้มที่รวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาเคลีกรอบหน้าคมคายที่เปื้อนฝุ่นปูนเล็กน้อย แต่นั่นกลับทำให้ช่างภาพหนุ่มดูมีเสน่ห์แบบดิบเถื่อนจนน่าหมั่นไส้ในสายตาของคนมอง
"ผมไม่ได้เก๊ก ผมแค่กำลังประเมินว่าคุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งผม" ปฐพีสวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาตามวิสัยของคนเจ้าระเบียบที่เกลียดความไม่เป็นมืออาชีพเป็นที่สุด "นี่คือเวลางาน ไม่ใช่คลาสถ่ายแบบแฟชั่นการกุศล เลิกทำตัวไร้สาระแล้วถ่ายให้มันจบๆ ไปซะที"
"ปากคอเรานี่มันน่าเอาปูนซีเมนต์อุดจริงๆ นะคะ ปฐพี" เพลิงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นอายฝุ่นละอองของงานช่างลอยเข้าแตะจมูก "คุณคิดว่าฉันอยากเสียเวลากับคนจู้จี้จุกจิกอย่างคุณนักเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะรินมันขอร้องให้ฉันมาช่วยเก็บภาพเบื้องหลังเซ็ตนี้ฝันไปเถอะว่าคุณจะได้เห็นหน้าฉันใกล้ๆ แบบนี้"
ปฐพีขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อถูกรุกรานพื้นที่ส่วนตัว แต่ติดที่แผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์พอดี ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่พอใจที่ถูกต้อน ทว่าลึกๆ แล้วหัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะอย่างน่ารำคาญกับระยะประชิดนี้ "ถอยไป คุณยืนล้ำเส้นเกินไปแล้ว"
"ล้ำเส้นตรงไหนคะ ฉันแค่อยากจะพิสูจน์ว่าภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบเป๊ะและมาดคุณชายผู้ดีเก่าของคุณเนี่ย... มันมีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ความเนี๊ยบนั้นบ้าง"
เพลิงไม่พูดเปล่า นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการกดชัตเตอร์มานับไม่ถ้วนเอื้อมออกไปหมายจะแตะปกเสื้อเชิ้ตที่ติดกระดุมเม็ดบนสุดอย่างแน่นหนา แต่ปฐพีไว,กว่า มือใหญ่คว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะหยุดการคุกคามนั้นได้ทันที
ทว่า... จังหวะที่ปลายนิ้วของเพลิงเฉียดผ่านผิวเนื้อบริเวณลำคอระหงของสถาปนิกหนุ่ม ปฐพีกลับสะดุ้งเฮือกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอสะดุดกะทันหัน ดวงตาที่มักจะแข็งกร้าวฉายแววตื่นตระหนกวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยใบหน้าบึ้งตึงอย่างรวดเร็ว
เพลิงชะงัก เลนส์ตาคู่คมกวาดมองปฏิกิริยาผิดปกติที่แม้แต่เจ้าตัวก็ตั้งรับไม่ทัน ความเย่อหยิ่งและท่าทีปากร้ายเมื่อครู่มลายหายไปชั่วพริบตา เหลือเพียงความเปราะบางบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เกราะกำบังหนาทึบ
"ปล่อยสิครับ" ปฐพีเสียงสั่นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ เขารีบสะบัดข้อมือของเพลิงออกราวกับโดนของร้อน ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองอีกทางสันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเพื่อปกปิดร่องรอยความไหวหวั่นที่เพิ่งแสดงออกมา
ความเงียบเข้าปกคลุมมุมหนึ่งของสตูดิโอชั่วคราวทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงฮำเบาๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่ เพลิงหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา ความกวนประสาทเมื่อครู่อันตรธานหายไป เหลือเพียงความสงสัยใคร่รู้ที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างรุนแรง
"คุณเป็นอะไร" เพลิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความนุ่มนวลเจือความห่วงใยหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปกติมักจะมีแต่คำพูดกวนประสาท "ฉันแค่วัดตัวจะปรับมุมกล้อง คุณทำไมต้องอาการหนักขนาดนั้นด้วย... ปฐพี?"
"ผมไม่ได้เป็นอะไร เลิกเซ้าซี้แล้วทำงานของคุณไปซะที!" ปฐพีหันกลับมาตวาดเสียงแข็ง ดวงตาแดงก่ำขึ้นเล็กน้อยอย่างคนเก็บกดความรู้สึกไว้จนถึงขีดสุด เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ท่าทางที่เคยสง่างามไร้ที่ติกลับดูรัญจวนใจและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน "ถ้าคุณถ่ายรูปเสร็จแล้ว ก็เชิญออกไปได้เลย ผมยังมีงานอื่นต้องทำต่อ"
เพลิงยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน สายตากวาดสำรวจร่องรอยความเครียดที่ขมับและสันandกรามที่ขบเข้าหากันแน่นของคนตรงหน้า ในฐานะช่างภาพที่ต้องเก็บบันทึกอารมณ์ความรู้สึกผ่านเลนส์มานับไม่ถ้วน เพลิงอ่านภาษากายของปฐพีออกทะลุปรุโปร่ง... นี่ไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคืออาการของคนที่กำลังแบกรับโลกทั้งใบไว้บนบ่าคนเดียว จนกระทั่งมันหนักเกินกว่าจะทานทนไหว
"คุณแบกอะไรไว้นักหนาเหรอวะ..." เพลิงพึมพำเบาๆ ก้าวเข้าไปหาอีกครั้งด้วยความระมัดระวังราวกับกำลังเข้าใกล้สัตว์ป่าที่บาดเจ็บและพร้อมจะขู่คำรามใส่ "ไอ้ความเนี๊ยบ ความเป๊ะ ทุกกระเบียดนิ้วที่คุณสร้างขึ้นมาเนี่ย... มันคือเกราะกันกระสุนที่คุณใช้ป้องกันตัวเองจากอะไรกันแน่ ปฐพี? กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าข้างในคุณมันพังแค่ไหนงั้นเหรอ"
คำพูดนั้นแทงใจดำปฐพีเข้าอย่างจัง ร่างสูงชะงักกึก ดวงตาคู่คมตวัดกลับมามองคนพูดด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธที่ถูกอ่านใจทะลุปรุโปร่ง และเคว้งคว้างราวกับคนกำลังจะจมน้ำแล้วมีคนยื่นมือเข้ามาฉุดกระชากความลับที่อุตส่าห์ปิดตายมาตลอดชีวิต
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดเซียว ปฐพีอ้าปากคล้ายจะเถียง แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ความเย่อหยิ่งทระงстиที่เคยมีพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อปลายนิ้วมืออุ่นจัดของเพลิงเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่กรอบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ไร้ซึ่งการรุกราน มีเพียงความเข้าใจที่ถ่ายทอดผ่านสัมผัสแผ่วเบานั้น
"ร้องไห้สิครับ ถ้ามันเหนื่อยนัก... ก็ไม่ต้องทำเป็นเก่งใส่ฉันหรอก" เพลิงกระซิบเสียงนุ่ม ข้างหู ในระยะที่ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันจนแทบเป็นเนื้อเดียว
ปฐพีหลับตาลงช้าๆ ยอมจำนนต่อความอ่อนแอที่กัดกินหัวใจมานานแสนนาน ทว่า... ในวินาทีที่เปลือกตาปิดลงและหัวใจกำลังจะเปิดรับความอบอุ่นที่โหยหา เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเปิดประตูสตูดิโอดังขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่ไว้หน้า
"พี่พี! แย่แล้วครับ แบบแปลนโครงสร้างโซน C ที่ส่งให้ทางเทศบาลเมื่อเช้า... เกิดปัญหาใหญ่แล้ว!"
เสียงหอบเหนื่อยของรินดังแทรกเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของรุ่นน้องร่วมทีมที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่า บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองคนเมื่อวินาทีที่แล้วมันแนบชิดและเปราะบางขนาดไหน
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "หมอกไม้ไผ่" ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก•ตอนที่ 11
เบื้องหลังความเนี๊ยบ
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!