เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก•ตอนที่ 4

สายตาผ่านเลนส์

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
เสียงชัตเตอร์รัวติดต่อกันสามครั้งในความเงียบสงบของห้องประชุมใหญ่ คือหลักฐานชั้นดีว่าเพลิงไม่ได้แค่ ‘มอง’ แต่กำลัง ‘บันทึก’ ทุกตารางนิ้วของความหงุดหงิดบนใบหน้าคมคายนั้นอย่างถือวิสาสะ “ลบรูปซะ” ปฐพีไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากแปลนกระดาษสถาปัตยกรรมที่กางอยู่บนโต๊ะยาว น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบจนเกือบเป็นน้ำแข็งลอดไรฟันออกมา สถาปนิกหนุ่มเกลียดที่สุดคือพวกทำงานนอกกรอบ และเกลียดมากกว่านั้นคือการถูกแอบถ่ายตอนที่เขากำลังขมวดคิ้วหัวเสียกับความผิดพลาดของระบบโครงสร้าง “ทำไมต้องลบ รูปสวยจะตาย ฝีมือระดับนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะคะคุณชายสถาปนิก” เพลิงเลิกคิ้วท้าทาย ขายาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าวโดยไม่เกรงกลัวรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่เลยแม้แต่น้อย มือเรียวยังคงถือกล้อง DSLR รุ่นโปรไว้มั่น หน้าจอ LCD ด้านหลังยังคงแสดงภาพใบหน้าของปฐพีที่กำลังหันมามองกล้องด้วยสายตาดุดันพอดีเป๊ะ—เป็นจังหวะกดชัตเตอร์ที่สมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้ “ผมไม่ได้อนุญาตให้คุณใช้ผมเป็นนายแบบเฉพาะกิจ และที่สำคัญ... สีหน้าตอนนั้นของผมมันไม่ได้น่ามองสักนิด” ปฐพีวางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตา ประกายในดวงตานิ่งสนิทคู่นั้นมีความคมกริบที่พร้อมจะเชือดเฉือนคนตรงหน้าให้ขาดเป็นชิ้นๆ หากแต่เพลิงกลับยิ่งยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่กวนประสาทที่สุดเท่าที่ปฐพีเคยพบเจอมาในรอบปี “ใครบอกว่าไม่น่ามองล่ะคะ... สำหรับผม คุณเวลาหัวเสียจนคิ้วขมวดเป็นปมเนี่ย มันดูมีชีวิตชีวากว่าตอนทำหน้าเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกเป็นไหนๆ” เพลิงจงใจลากเสียงยาวอย่างยียวน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภายใต้กรอบแว่นสายตาและมาดเซอร์ๆ ของช่างภาพอิสระคนนี้ ซ่อนสัญชาตญาณนักล่าที่ชอบขยับเข้าใกล้เขตอันตรายของคนอื่นเสียเหลือเกิน ยิ่งปฐพีถอยร่นเข้าหาความเจ้าระเบียบ เพลิงก็ยิ่งอยากจะกระโจนเข้าไปปأسยขยี้ความเป๊ะพวกนั้นให้พังทลายคามือ “ความมีชีวิตชีวาของคุณมันสร้างภาระให้โปรเจกต์เรา รินส่งข้อมูลวัสดุมาให้หรือยัง หรือมัวแต่ไปเดินถ่ายรูปแมวที่ไหนอยู่” ปฐพีเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ พยายามดึงสติกลับมาที่งาน แม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อเลนส์กล้องของอีกฝ่ายเลื่อนเข้ามาใกล้เกินระยะปลอดภัยเมื่อครู่ “ห่วงงานหรือห่วงรินคะ... อ้อ ลืมไป คนอย่างคุณปฐพีไม่เคยสนใจใครนอกจากเส้นตรงกับฉากสามเหลี่ยม” เพลิงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ทิ้งตัวลงนั่งบนขอบโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายอย่างไร้มารยาท ขาเรียวแกว่งไปมาเบาๆ ชวนให้ปฐพีต้องขบกรามแน่นด้วยความระคายเคืองสายตา “ลงไปจากโต๊ะผม เดี๋ยวนี้” “ไม่ลงค่ะ จนกว่าคุณจะยอมให้ผมถ่ายรูปคู่กับแปลนโปรเจกต์นี้ดีๆ สักรูป... แลกกับการที่ผมจะยอม ‘พิจารณา’ ลบรูปที่คุณทำหน้าเหมือนยักษ์กินตับเมื่อกี้ออกจากเมมโมรี่การ์ด” ช่างภาพหนุ่มยื่นข้อเสนอที่ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ปฐพีต้องสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ผู้ชายคนนี้ทำลายทุกกฎเกณฑ์ที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตการทำงานได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่รอยยิ้มมุมปากกับสายตาท้าทายคู่นั้น ปฐพีเงียบไปหลายวินาที บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่ไม่มีเครื่องสำอางแต่งแต้มแต่กลับโดดเด่นสะดุดตาภายใต้แสงไฟนีออนของห้องประชุม ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปคว้าข้อมือของคน0ที่นั่งอยู่บนโต๊ะไว้มั่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่เด็ดเดี่ยวพอที่จะทำให้เพลิงชะงักรอยยิ้มค้างไปชั่วขณะ “คิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าหรือไง เพลิง” เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จนเพลิงได้กลิ่นอายจางๆ ของกาแฟดำและบุคลิกความเนี้ยบที่อบอวลอยู่รอบตัวสถาปนิกหนุ่ม หัวใจในอกกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว—นี่ไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความใกล้ชิดที่อันตรายเกินไป “ปล่อยนะคะ...” เพลิงกระซิบเสียงแผ่ว ความมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปกับตาเมื่อดวงตาสีนิลคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตา ราวกับต้องการจะอ่านความลับทุกอย่างที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์กล้อง ปฐพีไม่ยอมปล่อย เขากลับขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำให้สถานการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นว่าเพลิงถูกกักตัวไว้ระหว่างแขนแกร่งทั้งสองข้างที่ยันขอบโต๊ะไว้ โดยมีร่างสูงใหญ่โน้มตัวเข้ามาใกล้จนแทบจะไม่มีช่องว่างให้อากาศหายใจ ปากที่เคยร้ายกาจตอนนี้เม้มเข้าหากันแน่นอย่างใช้ความคิด “ถ้าอยากได้รูปนัก... ก็อยู่เฉยๆ” ปฐพีเอ่ยเสียงพร่า มือข้างหนึ่งละจากข้อมือ เลื่อนขึ้นมาแตะกรอบแว่นของเพลิงแผ่วเบาเพื่อปรับให้เข้าที่อย่างถือวิสาสะ นิ้วอุ่นเฉียดผ่านผิวแก้มเนียนทำเอาช่างภาพสายลุยถึงกับตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลไม่ทันกับจู่โจมที่ไร้การตั้ง เพลิงเบิกตากว้าง หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน ปากที่เคยพาลเก่งตอนนี้กลับอ้าพะงาบๆ หาคำพูดมาเถียงไม่ออกเมื่อปลายนิ้วของปฐพียังคงค้างอยู่ใกล้โหนกแก้ม สัมผัสที่ละมุนผิดคาดตัดกับความดุดันในแว่นตาคู่นั้นอย่างสิ้นเชิง “คุณ... ปฐพี...” “บอกให้อยู่เฉยๆ ไงครับ” ปฐพีเอ่ยชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างน่าประหลาด เป็นจังหวะเดียวกับที่สายตาคมก้มลงมองเรียวปากอิ่มที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อย บรรยากาศในห้องประชุมที่เคยเย็นเยียบ บัดนี้กลับร้อนระอุขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ทำให้โลกทั้งใบเหมือนจะหยุดหมุนเหลือเพียงแค่เสียงลมหายใจของกันและกัน แกร็ก! เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างของรินที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาพร้อมกองเอกสารในมือ โดยมีรอยยิ้มร่าเริงประดับอยู่บนใบหน้าแบบไม่รู้กาลเทศะ “พี่ปฐพี! เอกสารวัสดุล็อตใหม่มาแล—อุ๊ย!” รินเบรกเอี๊ยดจนเกือบหัวคะมำเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—สถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งกำลังกักตัวช่างภาพปากเก่งไว้บนโต๊ะทำงานในระยะประชิดที่แทบจะสิงร่างกันอยู่แล้ว ปลายนิ้วของปฐพียังคงแตะอยู่ข้างแก้มของเพลิง ส่วนเพลิงก็หน้าแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ปฐพีถอนหายใจยาวพรืด ผละถอยหลังออกห่างจากเพลิงด้วยความรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก สีหน้ากลับมาเรียบสนิทอย่างไร้รอยต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ขณะที่เพลิงรีบกระโดดลงจากโต๊ะ คว้ากล้องขึ้นมาบังหน้าตัวเองแก้เก้อ ใบหน้าร้อนผ่าวจนต้องแสร้งทำเป็นสนใจฝาผนังห้อง ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "หมอกไม้ไผ่" ในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับสายลุยที่ขวางโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%