“ถ้าหมอไม่ยอมถอดแว่นสายตาตอนตรวจคนไข้แบบนั้น... ผมว่าคนไข้คนนั้นคงหัวใจวายเพราะความน่ารักแทนที่จะเป็นโรคหัวใจจริงๆ นะคะ”
เสียงทุ้มต่ำติดแหบพร่าของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสมุดคณะแพทย์ รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดเรียงสมุดจดบันทึก เธอขยับกรอบแว่นสายตาที่เพิ่งสวมมาได้ไม่กี่นาทีด้วยความประหม่า ดวงตากลมโตหลังเลนส์ใสเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้าม—ไอ้หนุ่มวิศวะปีสี่ที่ควรจะไปสิงตัวอยู่เวิร์กช็อป แต่กลับมานั่งจมกองตำราวิชา 'กายวิภาคศาสตร์' เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า ‘อยากรู้ว่าหัวใจของรินทำงานยังไง’
“เพ้อเจ้อค่ะธันวา นี่มันห้องสมุด ไม่ใช่โรงละคร” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าใบหูที่ขึ้นสีระเรื่อกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด
ธันวาไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแต่เลื่อนแผ่นกระดาษร่างแบบสถาปัตย์ที่วาดค้างไว้มาวางรวมกับกองหนังสือแพทย์ของเธอ ลายเส้นคมชัดที่ถ่ายทอดโครงสร้างอาคารอย่างประณีตวางเคียงข้างกับรูปวาดหัวใจมนุษย์ที่รินรดาเพิ่งวาดเสร็จ มันเป็นความต่างที่ลงตัวอย่างประหลาด ราวกับโลกสองใบที่ไม่มีวันบรรจบ กำลังแอบตกลงกันว่าจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง
“หมอคิดว่า... คนเราจะพังทลายได้ง่ายแค่ไหนคะ?” จู่ๆ ธันวาก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีเค้าลางของความกวนประสาท มีเพียงความจริงจังที่ซ่อนเร้นความเปราะบางบางอย่างไว้
รินรดาวางปากกาลง เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมคายคู่นั้น ธันวาที่ดูเหมือนจะมั่นใจในทุกเรื่อง กลับมีแววตาที่สั่นไหวราวกับบ้านที่โครงสร้างแข็งแรง แต่เสาเข็มกำลังถูกกัดเซาะด้วยน้ำมือของความคาดหวังจากครอบครัวที่เขาแบกรับไว้หนักอึ้ง
“โครงสร้างที่ผ่านการคำนวณมาดี ไม่ว่าจะมีแรงสั่นสะเทือนแค่ไหน มันก็แค่เอนเอียงค่ะธันวา... แต่จะไม่หักโค่น ถ้ามีฐานรากที่แข็งแรงพอ” รินรดาเอื้อมมือไปแตะหลังมือของเขาเบาๆ เป็นการปลอบประโลมที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับทำให้อีกฝ่ายนิ่งงัน
สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วคุณหมอฝึกหัดทำให้ธันวารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน เขาไม่ได้ชักมือหนี แต่กลับพลิกฝ่ามือขึ้นมากุมมือเธอไว้หลวมๆ ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาคนอื่นๆ ที่เริ่มจับจ้อง แต่ในวินาทีนี้นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
“ฐานรากของผม... เริ่มไม่มั่นคงแล้วค่ะ เพราะมีคนใจดีแถวนี้เข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป” ธันวาพูดพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่มีกลิ่นอายของกระดาษวาดเขียนผสมกับกลิ่นแป้งเด็กจางๆ ของรินรดา ทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานที่น่าอึดอัด
รินรดารู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง เธอไม่เคยชินกับความรุกคืบที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นแบบนี้ “เลิกพูดจาแปลกๆ แล้วอ่านหนังสือต่อเถอะค่ะ กวินส่งข้อความมาตามแล้วนะ เห็นว่าโปรเจกต์มิดเทอมใกล้เดดไลน์แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ให้กวินรอไปค่ะ...” ธันวาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน “สำหรับผมตอนนี้ อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับคำตอบที่ว่า... หมอรู้สึกยังไงกับฐานรากที่ไม่มั่นคงของวิศวะคนนี้กันแน่”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจในอกซ้ายเต้นผิดจังหวะจนแทบจะหลุดออกมา เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์นี้มันอันตรายแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อหมอพายมักจะจับจ้องความผิดพลาดของเธออยู่เสมอ แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อความอบอุ่นที่ได้รับจากธันวามันคือสิ่งที่เธอโหยหามาตลอดในโลกที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ
ขณะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบ พร้อมกับเงาที่ทาบทับลงมาบนโต๊ะ
“ดูเหมือนว่างานกลุ่มของคณะแพทย์กับวิศวะจะพัฒนาไปไกลกว่าที่ฉันคาดไว้นะคะรินรดา”
น้ำเสียงที่เย็นชาและคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง หมอพายยืนกอดอก มองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง ธันวารีบปล่อยมือรินรดาและลุกขึ้นยืนบังหน้าเธอไว้ทันที ราวกับสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่พร้อมจะปกป้องสิ่งที่ตนหวงแหน
“เราไม่ได้ทำงานกลุ่มค่ะ เราแค่มานั่งอ่านหนังสือ” รินรดาลุกขึ้นยืนตัวตรง พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“งั้นเหรอคะ?” หมอพายก้าวเข้ามาใกล้ธันวาจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ “แต่ฉันเห็นข่าวลือในเพจมหาลัยแล้วนะว่านักศึกษาแพทย์ดาวเด่น กำลังเสียอนาคตเพราะไปคลุกคลีกับพวกเด็กช่างที่อนาคตยังเอาตัวไม่รอด... เธอควรจะรู้ตัวนะริน ว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ มันกำลังทำให้ชื่อเสียงของครอบครัวหมอต้องมัวหมอง”
ธันวากระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความแข็งกร้าวในทันที “พวกผมอาจจะเป็นแค่เด็กช่างที่ดูเหมือนอนาคตไม่แน่นอนในสายตาคุณหมอ... แต่ผมมั่นใจว่าผมชัดเจนพอที่จะไม่ปล่อยให้ใครมาดูถูกคนของผม”
“คนของคุณ?” หมอพายแค่นหัวเราะ “น่าขำสิ้นดี... รินรดา ตอบมาซิ ว่าเธอจะเลือกอะไร ระหว่างอนาคตที่รุ่งโรจน์ในโรงพยาบาลระดับประเทศ กับไอ้เด็กวิศวะที่วันๆ เอาแต่นั่งเขียนแบบเพ้อฝันแบบนี้”
ความกดดันถาโถมเข้าใส่รินรดาจนเธอรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง เธอหันไปมองธันวาที่ยืนนิ่งรอฟังคำตอบของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ก่อนจะหันไปสบตากับหมอพายที่รอจังหวะซ้ำเติม
“ถ้าคำว่าอนาคตของพี่หมายถึงการมีชีวิตที่ไร้หัวใจ... งั้นรินก็คงเลือกไม่ได้ค่ะ” รินรดากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินเลี่ยงออกมาทันที
ธันวามองตามหลังเธอไปอย่างตกตะลึง เขาไม่คิดว่าเธอจะกล้าต่อกรกับหมอพายด้วยวิธีนี้ แต่ทว่า ทันทีที่เขาจะเดินตามไป เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เป็นสายจากพ่อของเขาที่เขารอคอยมาตลอดทั้งเทอม
“ธันวา... กลับบ้านเดี๋ยวนี้ พ่อมีเรื่องสำคัญจะคุยเรื่องทุนการศึกษาของแก” เสียงของผู้เป็นพ่อที่ดังผ่านลำโพงทำให้ธันวาชะงักฝีเท้า
เขามองรินรดาที่เดินลับสายตาไปที่ทางออก กับโทรศัพท์ที่ยังสั่นเตือนอยู่ในมือ ความขัดแย้งระหว่าง 'ความรัก' ที่เพิ่งเริ่มผลิบาน กับ 'ความคาดหวัง' ของครอบครัวที่กดทับอยู่บนบ่า กำลังปะทะกันอย่างรุนแรงในวินาทีที่เขาสวนทางกับคนสำคัญในชีวิต
ธันวากำโทรศัพท์แน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน นี่คือจุดตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ของเขาและเธอไปตลอดกาล... เขาจะวิ่งตามคนรักไป หรือจะหันหลังกลับไปรับคำสั่งจากพ่อที่เขาหนีมาตลอดสี่ปี?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความรักที่ซับซ้อนของหมอและวิศวะในบทนี้นะคะ
วิศวะคลั่งรัก (ฉบับร่างแบบ) กับคุณหมอฝึกหัดหัวใจละมุน•ตอนที่ 14
เช้าวันที่สดใส
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคลั่งรัก (ฉบับร่างแบบ) กับคุณหมอฝึกหัดหัวใจละมุน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!