“นี่คุณ… จะวาดแปลนบ้านหรือจะวาดแผนที่สมบัติคะ? ลากเส้นเบี้ยวขนาดนี้ อนาคตบ้านคนอยู่คงถล่มลงมาทับหัวเจ้าของพอดี”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทของธันวาดังขึ้นใกล้ใบหูจนรินรดาสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงปากกาเคมีออกจากกระดาษไขที่กำลังร่างแบบโครงสร้างตึกสำหรับวิชาเลือกเสรีที่เธอดันไปลงเรียนแก้เหงา แต่ดูเหมือนความหวังดี (หรือความจงใจจะก่อกวน) ของพ่อหนุ่มวิศวะปีสี่คนนี้จะสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตที่แสนเรียบง่ายของเธอไม่หยุดหย่อน
“ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์นะคะ ไม่ใช่นักศึกษาถาปัตย์ จะให้วาดสวยเป๊ะทุกมิลลิเมตรเหมือนคุณมันก็คงยากไปหน่อยไหมคะ?” รินรดาตอกกลับพลางขยับตัวออกห่าง กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟดำและกลิ่นควันบุหรี่จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนข้างกายทำให้สมาธิที่สะสมมาตลอดสองชั่วโมงกระเจิงไปหมด
“ก็เพราะรู้ไงครับว่าคุณไม่ใช่นักศึกษาถาปัตย์ ถึงได้ต้องอาศัยมือโปรฯ อย่างผมมาช่วย”
ธันวาไม่พูดเปล่า เขาสอดมือผ่านแขนเธอเข้ามาคว้าดินสอกดที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ในห้องสมุดคณะวิศวะที่เขาถือวิสาสะลากเธอมา “ติว” ให้ ร่างสูงใหญ่ของเขาโน้มลงมาจนแผ่นหลังกว้างเกือบจะชิดกับไหล่บางของรินรดา เขาจดจ่ออยู่กับกระดาษตรงหน้า ลากเส้นตรงที่หนักแน่นและแม่นยำอย่างที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
รินรดามองดูปลายนิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบกราไฟต์สีเทาจางๆ ของเขา มือคู่นี้ที่ใครๆ ก็บอกว่าหยาบกระด้างสมกับเป็นเด็กช่าง แต่ในยามที่เขาจับดินสอ เขากลับดูประณีตราวกับศิลปินชั้นครู
“ที่ต้องแก้คือสเกลตรงนี้ค่ะริน... ถ้าโครงสร้างรับน้ำหนักตรงนี้ไม่สัมพันธ์กับฐานราก ต่อให้ตกแต่งภายในสวยหรูแค่ไหน วันหนึ่งมันก็พังลงมาอยู่ดี”
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ สบตากับเธอในระยะประชิด นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นไม่ได้มีความขี้เล่นเหมือนทุกที แต่มันกลับฉายแววจริงจังจนหัวใจของคนถูกมองกระตุกวูบ
“เหมือนกับคนเรานั่นแหละ... ถ้าพื้นฐานหัวใจไม่แข็งแรงพอ ต่อให้สร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูสมบูรณ์แบบแค่ไหน สุดท้ายก็มีแต่จะพังทลาย”
ประโยคที่ฟังดูเหมือนการสอนวิศวกรรม แต่นัยแฝงกลับพุ่งตรงเข้ากลางใจของคนฟัง รินรดาชะงักไป ความกดดันที่เธอแบกรับไว้จากการเป็นลูกหมอผู้เพียบพร้อมที่ต้องรักษามาตรฐานไม่ให้ตกหล่น ทั้งหมดมันถูกขยี้ด้วยสายตาคู่นี้
“คุณกำลังจะสื่อถึงอะไรคะ?” เธอถามเสียงแผ่ว
“ผมกำลังจะสื่อว่า... ถ้าคุณเหนื่อยกับการต้องเป็นรินรดาที่สมบูรณ์แบบตลอดเวลา คุณจะพักสายตามามองคนที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างผมบ้างก็ได้นะครับ”
“เพ้อเจ้อแล้วค่ะ” รินรดารีบเสหน้ามองไปทางอื่น แก้มใสเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ “ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าฉันจะมองคุณ?”
ธันวาหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูนุ่มนวลและสั่นประสาทในเวลาเดียวกัน เขาถอยห่างออกมาเล็กน้อย เปิดโอกาสให้เธอได้หายใจ แต่ทว่าความอบอุ่นที่เขาเพิ่งทิ้งไว้ยังคงตกค้างอยู่รอบตัว
“ผมไม่ได้เอาความมั่นใจมาจากไหนหรอกครับ... ผมแค่อ่านสายตาคุณออก”
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้โต้ตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องสมุด ก่อนที่ร่างสูงโปร่งในชุดกาวน์สะอาดสะอ้านของหมอพายจะปรากฏขึ้นที่หน้าประตู หมอพายกวาดสายตามองมาที่พวกเขาทั้งคู่ด้วยแววตาสมเพชระคนหงุดหงิด
“รินรดา... พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ ตอนนี้เคสผ่าตัดพรุ่งนี้เช้ายังต้องเตรียมตัวอีกเยอะ เธอคิดว่าการมานั่งเล่นวาดรูปกับพวกเด็กวิศวะจะช่วยให้เธอสอบบอร์ดผ่านหรือไง?”
หมอพายเดินเข้ามาใกล้ จ้องหน้าธันวาด้วยสายตาดูแคลน “ส่วนนาย... ฉันว่านายควรเอาเวลาไปซ่อมเครื่องจักรดีกว่ามานั่งสอนอะไรที่มันเกินตัวแบบนี้ หมอเขาต้องการคู่ชีวิตที่เกื้อกูลกัน ไม่ใช่คนที่ดึงให้ลงไปอยู่ในโคลนตม”
บรรยากาศในห้องสมุดเงียบกริบลงทันที ธันวาวางดินสอลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ จนคนรอบข้างหันมามอง เขายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับรุ่นพี่หมอผู้หยิ่งยโสด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก
“คำว่าเกื้อกูลของพี่เนี่ย... หมายถึงการควบคุมชีวิตคนอื่นให้เป็นไปตามหุ่นเชิดของพี่ใช่ไหมครับ?” ธันวาถามเสียงเรียบ ทว่าทรงพลัง “รินรดาเขาเป็นหมอที่มีหัวใจครับพี่ ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ที่พี่จะโปรแกรมให้ทำอะไรก็ได้ตามใจ”
“ธันวา... พอเถอะค่ะ” รินรดารีบดึงแขนเสื้อเขาไว้ เธอกลัว... กลัวว่าคำพูดที่แสนตรงไปตรงมาของเขาจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่
ทว่าธันวาไม่หยุด เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอเบาๆ แต่จงใจให้หมอพายได้ยิน “ถ้าเขามองว่าเราเป็นโคลนตม ผมก็ยินดีจะฉุดคุณลงมาเองครับ... เพราะในโคลนนั่นแหละ ที่เราจะโตขึ้นมาเป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งแสงเงาของใคร”
เขาหันไปมองหมอพายด้วยสายตาท้าทาย ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นสะพาย “วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับรินรดา... แล้วพรุ่งนี้ผมจะมารับไปกินข้าวเย็น อย่าลืมเช็คโครงสร้างที่ผมสอนไปด้วยล่ะ ถ้าพลาดไป... ผมจะลงโทษให้หนักเลย”
ธันวาเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบและแรงสั่นสะเทือนในอกของรินรดา หมอพายถอนหายใจยาวอย่างเหลืออดก่อนจะหันมามองเธอด้วยสายตาเย็นชา “รินรดา ถ้าเธอเลือกจะคบกับไอ้เด็กนั่น เธอก็เตรียมตัวเสียอนาคตได้เลย พี่หวังดีถึงได้เตือน”
รินรดามองแผ่นหลังของธันวาที่เดินลับไปทางออก ท่ามกลางความวุ่นวายในหัวใจ เธอกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่คอยรั้งเธอไว้ไม่ให้เดินตามทางที่หมอพายขีดเส้นไว้ให้ เธอหยิบกระดาษแผ่นที่ธันวาสอนร่างโครงสร้างขึ้นมาดู อีกมุมหนึ่งของกระดาษมีข้อความลายมือหวัดๆ ของเขาเขียนทิ้งไว้
‘อย่าเชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าคุณควรเป็น... แต่จงเชื่อในใจคุณ ว่าใครกันแน่ที่ทำให้คุณกล้าที่จะเป็นตัวเอง’
เธอกำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่น หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเรียบง่ายตามคำสั่งของครอบครัวมาตลอด บัดนี้กลับเต้นรัวแรงจนแทบควบคุมไม่อยู่
ในขณะที่หมอพายกำลังจะหันหลังเดินกลับ รินรดากลับก้าวเท้าเดินออกไปอีกทาง เธอไม่ได้เดินตามเขาไปที่โรงพยาบาล แต่กลับเลือกเดินตามรอยเท้าของธันวาออกไปที่หน้าตึกคณะ
ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูออกมา สิ่งที่เธอเห็นกลับทำให้ลมหายใจแทบหยุดชะงัก
ธันวาไม่ได้เดินไปไหนไกล... เขายืนสูบบุหรี่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างตึก และที่ข้างกายเขามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอคนนั้นคือรุ่นพี่สาวยิ้มสวยที่รินรดาเคยเห็นในรูปถ่ายเก่าๆ ของธันวา—คนที่เขาสัญญาว่าจะรอมาตลอดห้าปี
ผู้หญิงคนนั้นโผเข้ากอดธันวาแน่น และเขาก็ไม่ได้ผลักไส... ซ้ำยังกอดตอบด้วยสายตาที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความอาลัยอาวรณ์ที่แสนเจ็บปวด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบกายรินรดา ในมือของเธอมีปากกาที่ธันวาให้ไว้เพื่อช่วยวาดอนาคต แต่ดูเหมือนในวันนี้... อนาคตที่เธอเผลอวาดฝันเอาไว้ มันกำลังถูกขยี้ให้แหลกคามือเสียแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับความรักที่แสนซับซ้อนของหมอรินและธันวานะคะ หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้ทุกคนใจเต้นแรงยิ่งขึ้นนะคะ!
วิศวะคลั่งรัก (ฉบับร่างแบบ) กับคุณหมอฝึกหัดหัวใจละมุน•ตอนที่ 7
ติวเตอร์วิศวะ
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคลั่งรัก (ฉบับร่างแบบ) กับคุณหมอฝึกหัดหัวใจละมุน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!