“พี่พายคะ... ตกลงว่ารูปนี้ สื่อถึงความว่างเปล่า หรือว่ากำลังโหยหาใครบางคนอยู่กันแน่คะ?”
ฉันเอ่ยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในผืนผ้าใบสีหม่นตรงหน้า น้ำเสียงของฉันแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบของแกลเลอรีในวันธรรมดาที่ไร้ผู้คน พี่พายยืนอยู่ข้างๆ กายฉัน กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของรุ่นพี่—กลิ่นกระดาษเก่าผสมกับน้ำมันสน—โชยมาแตะจมูกจนหัวใจฉันเต้นผิดจังหวะ
พี่พายไม่ได้ตอบในทันที เธอหมุนตัวหันมามองฉัน ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่มักจะนิ่งขรึมนั้นดูอ่อนลงกว่าทุกครั้ง แววตาของเธอสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเรียบเฉยตามความเคยชิน
“บางครั้งความว่างเปล่า... ก็เป็นพื้นที่เดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับบางคนนะริน” เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อไปช้าๆ ทิ้งระยะห่างให้ฉันได้ก้าวตาม
วันนี้เป็นวันหยุดที่ไม่มีตารางเรียน ไม่มีวิชาเอกให้ต้องนั่งจดเลกเชอร์ และไม่มีสมุดโน้ตเล่มนั้นกั้นกลางระหว่างเรา การที่ฉันกล้าเอ่ยปากชวนพี่พายมางานศิลปะจัดแสดงแบบนี้ถือเป็นความกล้าหาญครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งของฉันเลยก็ว่าได้
“รินว่า... ความว่างเปล่ามันเหงานะคะ” ฉันเดินไปหยุดอยู่หน้าภาพวาดถัดไป เป็นภาพลายเส้นสีขาวบนพื้นหลังสีดำสนิทที่ดูเหมือนรอยร้าวของแก้ว “ถ้ามีใครสักคนเดินเข้ามาเติมเต็ม รอยร้าวนั้นอาจจะหายไปก็ได้ ไม่ใช่เหรอคะ?”
พี่พายหยุดเดิน เธอหันมามองฉันเต็มตา ดวงตาคมกริบนั้นจ้องลึกราวกับจะมองทะลุเข้ามาถึงความรู้สึกที่ฉันพยายามปิดบังไว้ใต้รอยยิ้ม
“บางรอยร้าว... มันก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เรารู้ว่า เราไม่ได้อยากถูกซ่อมแซมจากใคร” เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้จนไหล่ของเราแทบจะชิดกัน “รินกำลังพยายามจะซ่อมอะไรพี่อยู่หรือเปล่า?”
คำถามนั้นทำให้ลมหายใจฉันสะดุด ฉันลนลานจนเผลอกำสายกระเป๋าสะพายแน่น “เปล่านะคะ... รินแค่... รินแค่รู้สึกว่าพี่พายดูเหนื่อยๆ เวลาอยู่คนเดียว”
พี่พายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก เธอขยับเข้ามาชิดอีกนิดจนฉันสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเธอ “เด็กอักษรฯ นี่ชอบวิเคราะห์คนอื่นจากงานศิลปะกันทุกคนเลยหรือไงนะ”
เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางงานศิลปะที่สื่อถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ บรรยากาศเงียบงันแต่กลับอบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทุกก้าวย่างที่ผ่านไป เส้นแบ่งของคำว่า ‘รุ่นพี่’ กับ ‘รุ่นน้อง’ ดูจะพร่าเลือนลงเรื่อยๆ จนฉันเกือบจะลืมไปแล้วว่าเราควรจะวางตัวอย่างไร
“ไปหาอะไรดื่มกันเถอะ” พี่พายเอ่ยขึ้นเมื่อเดินจนสุดทางของแกลเลอรี
เราลงมานั่งที่ร้านกาแฟเล็กๆ ริมทางเดิน พี่พายนั่งฝั่งตรงข้าม มือเรียวยาวของเธอประคองแก้วเซรามิกสีขาวไว้แน่น ฉันสังเกตเห็นนิ้วที่สั่นน้อยๆ ของเธอขณะที่เธอจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก
“ริน...” เธอเรียกชื่อฉันโดยไม่หันมามอง “ถ้าวันหนึ่ง... พี่ไม่ได้นิ่งเหมือนที่รินเห็น ถ้าวันหนึ่งพี่ไม่ได้เก่งเหมือนที่รินคิด รินจะยังอยากมาเดินงานศิลปะแบบนี้กับพี่อยู่ไหม?”
หัวใจฉันบีบแน่น คำถามของเธอไม่ได้ต้องการคำตอบเชิงตรรกะ แต่มันคือการเปิดประตูให้ฉันก้าวเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวที่เธอหวงแหนที่สุด
“ไม่ว่าพี่พายจะเป็นยังไง ไม่ว่าจะนิ่งหรือจะอ่อนแอ รินก็อยากอยู่ตรงนี้ค่ะ” ฉันตอบออกไปอย่างหนักแน่น แม้ความประหม่าจะทำให้ปลายนิ้วฉันเย็นเฉียบ “ขอแค่พี่พายไม่ผลักไสไล่ส่งกันก็พอ”
พี่พายหันกลับมามอง สายตาของเธอคราวนี้ไม่ใช่สายตาที่เย็นชา แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งตัดสินใจวางเกราะป้องกันลง เธอขยับมือที่วางบนโต๊ะมาแตะที่หลังมือของฉันเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาจนแทบเหมือนความฝัน แต่มันกลับชัดเจนเสียจนฉันไม่กล้าขยับตัวไปไหน
“รินรู้ไหมว่ารินกำลังเล่นกับอะไรอยู่” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ต่ำและสั่นพร่า
“รินรู้ค่ะ... และรินก็เต็มใจที่จะเล่นเกมนี้ไปจนจบ” ฉันกล้าสบตากับเธอเป็นครั้งแรกโดยไม่หลบเลี่ยง
บรรยากาศในร้านดูเหมือนจะหยุดนิ่ง เสียงรอบข้างเลือนหายไป เหลือเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจเราสองคนที่ดูเหมือนจะสอดประสานกัน พี่พายโน้มตัวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นหอมสะอาดนั้นชัดเจนกว่าเดิม เธออ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้ว...
เสียงข้อความจากโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นทำลายความเงียบกริบนั้น ฉันหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความหงุดหงิด แต่เมื่อเห็นชื่อผู้ส่งบนหน้าจอ ร่างกายฉันก็แข็งทื่อไปทันที
มันไม่ใช่ข้อความจากเพื่อน หรือใครที่ไหน แต่เป็นข้อความจาก 'เบอร์ปริศนา' ที่ส่งรูปถ่ายใบหนึ่งมาให้
ในรูปนั้นคือตัวฉันที่กำลังนั่งทานข้าวกับพี่พายเมื่อสัปดาห์ก่อนในมุมที่ลับตาคนที่สุด และข้อความด้านล่างนั้นเขียนเพียงสั้นๆ ว่า: *"พี่สาวของเธอไม่ได้นิ่งอย่างที่เธอคิดหรอกนะริน... ลองไปถามเขาดูสิว่าคืนนั้นที่เขาขาดการติดต่อไป เขาไปอยู่ที่ไหนกับ 'ใคร'"*
ฉันเงยหน้าขึ้นมองพี่พายด้วยความตระหนก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของพี่พายที่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีที่เหลือบเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นขึ้นมาที่สันหลังทันที
“ริน... พี่อธิบายได้นะ” เสียงของพี่พายสั่นเครือ เธอลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจแก้วกาแฟที่เกือบจะล้ม “เรื่องคืนนั้น... มันไม่ใช่แบบที่ข้อความนั้นบอก”
แต่เธอยังไม่ทันจะได้อธิบายจบ ชายในชุดสูทสีดำที่ยืนซุ่มดูเราอยู่นานก็ก้าวเดินตรงมาที่โต๊ะของเรา ก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงตรงหน้าพี่พาย พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนขนลุกว่า “คุณพายครับ... ทางครอบครัวต้องการคำตอบเรื่องข้อตกลงนั้นเดี๋ยวนี้ครับ ถ้าไม่อยากให้เรื่องที่คุยกันไว้หลุดไปถึงหูรุ่นน้องคนนี้”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังคงเดินทางมากับกลิ่นลิลลี่สีขาวนะคะ หวังว่าจะลุ้นและเอาใจช่วยความรักที่กำลังสั่นคลอนของน้องรินกันต่อไปนะคะ
บันทึก(ไม่)ลับฉบับขอเลกเชอร์ยัยรุ่นพี่คนสวย•ตอนที่ 10
วันหยุดที่ไม่มีตารางเรียน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึก(ไม่)ลับฉบับขอเลกเชอร์ยัยรุ่นพี่คนสวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!