เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างบานใหญ่ของสตูดิโอสถาปัตย์สั่นสะเทือน เม็ดฝนก้อนโตกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่ตัวอาคารราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ แต่เสียงพายุข้างนอกนั้นยังไม่น่ากลัวเท่าเงาร่างสูงโปร่งของ 'มิน' ที่ยืนยันตัวตนอยู่ภายใต้แสงไฟสลัวจากป้ายฉุกเฉินสีแดง
ตินชะงักฝีเท้า หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยจังหวะกระวนกระวายจากเรื่องของเกียร์เมื่อครู่ กลับถูกแช่แข็งด้วยความตกตะลึงในเสี้ยววินาที ภาพของมิน—รุ่นพี่ปีสี่จากคณะสถาปัตย์ฝั่งตรงข้ามผู้กุมบังเหียนโปรเจกต์รีโนเวทศูนย์ชุมชนคู่แข่ง—กำลังยืนประจันหน้ากับเกียร์ หนุ่มวิศวะปากหมาที่ควรจะเดินหนีหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปแล้ว
"เกียร์..." ตินเปล่งเสียงเรียกออกไปแผ่วเบา ลมหายใจสะดุดกكن
เกียร์หันขวับมาตามเสียงเรียก ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววกวนประสาทอยู่เสมอกลับไหววับอย่างประหลาด ในขณะที่มินเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มแบบที่ตินเกลียดนักเกลียดหน—รอยยิ้มของคนเหนือกว่าที่รู้ความลับบางอย่าง
"อ้าว, ติน" มินทักขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความเยาะเย้ยเจือจาง "นึกว่าหนีกลับหอไปร้องไห้เพราะโมเดลพังซะแล้ว"
"นายมาทำอะไรที่นี่ มิน?" ตินก้าวเข้ามาใกล้ แววตาคมกวาดมองทั้งสองคนสลับกัน ความหวาดระแวงพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ "แล้วนาย... มาคุยอะไรกับเกียร์?"
"ไม่ได้คุยอะไรพิเศษหรอก แค่มาทวงของที่ควรจะเป็นของฉันก็เท่านั้น" มินตอบ ลอยหน้าลอยตา เดินเข้ามาตบไหล่เกียร์เบาๆ สองครั้ง ราวกับสนิทสนมกันมานานนม "ใช่ไหมวะ, เกียร์? นายรู้ดีที่สุดว่าตระกูลไหนสมควรได้โปรเจกต์นี้ไป"
ตินหันขวับไปมองหน้าเกียร์ทันที สัญชาตญาณการป้องกันตัวกรีดร้องลั่นสมอง "เกียร์... นี่มันหมายความว่ายังไง?"
เกียร์ยังคงนิ่งเงียบ กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาคมคู่นั้นหลบเลี่ยงการสบตาเขาเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน ความเงียบที่น่าอึดอัดแผ่ขยายออกไปแข่งกับเสียงสายฝนด้านนอก ตินรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบลงกลางอก ความรู้สึก "ถูกหักหลัง" วิ่งพล่านไปทั่วเส้นเลือด ทั้งที่เพิ่งจะเริ่มเปิดใจแท้ๆ ทั้งที่เพิ่งจะยอมรับว่าไอ้หมาบ้าวิศวะคนนี้ไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่คิด
"ตอบฉันสิ เกียร์!" ตินขึ้นเสียง ความอดทนที่มีขาดผึ่ง "นายกับมิน... เกี่ยวข้องกันยังไง ทำไมมินถึงรู้เรื่องแบบแปลนของเรา?"
"ติน ฟังก่อน..." เกียร์ขยับตัว ทำท่าจะเอื้อมมือมาคว้าแขนเขา แต่ตินสะบัดหนีอย่างแรง
"ไม่ต้องมาแตะฉัน!" ตินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาร้อนผ่าวด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ "โง่ชะมัด... ฉันมันโง่เองที่คิดว่าเรากำลังช่วยกันทำงาน ฉันมันโง่ที่คิดว่านาย... เออ ช่างเถอะ อยากขายข้อมูลให้ฝั่งนั้นก็ตามใจนาย!"
พูดจบ ตินก็หันหลังกลับทันที เขารีบก้าวเท้าเดินหนีความจริงอันโหดร้าย มุ่งหน้ากลับเข้าไปในห้องสตูดิโอของตัวเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเกียร์ที่วิ่งตามมาไม่ได้ทำให้เขาหยุดเดิน มีเพียงเสียงประตูกระจกที่ถูกกระแทกปิดดังปัง! ขังความเจ็บปวดไว้ภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีโมเดลกระดาษลังระเกะระกะเต็มพื้น
พายุข้างนอกทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไฟฟ้าในตึกเกิดอาการกะพริบสองสามครั้งก่อนจะดับวูบลงสนิท ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่ง เหลือเพียงแสงแฟลชจากสายฟ้าที่ส่องวาบเข้ามาทางหน้าต่างเป็นระยะ ตินยืนหอบหายใจอยู่กลางห้อง มือเรียว, กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อระบายความโกรธ
แกร็ก... เสียงลูกบิดประตูด้านหลังขยับ
"บอกให้ออกไปไง!" ตินตวาดลั่นโดยไม่หันไปมอง "ฉันไม่อยากคุยกับคนทรยศ!"
"ถ้าฉันเป็นคนทรยศจริง ป่านนี้ฉันเอาไฟล์แบบแปลนทั้งหมดไปส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาฝั่งนู้นแล้ว ไม่มายืนเปียกเป็นหมาอยู่ตรงนี้หรอก" เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับกลิ่นอายความชื้นและกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ตินจำได้แม่น
ตินหันขวับกลับไป แสงวาบจากสายฟ้าทำให้เห็นร่างสูงของเกียร์ยืนพิงกรอบประตู น้ำฝนไหลหยดลงมาจากเส้นผมสีเข้มเปียกชุ่มแนบไปกับกรอบหน้าคมคาย เสื้อช็อปวิศวะชุ่มน้ำจนแนบเนื้อเผยให้เห็นแผงอกกว้างที่กำลังกระเพื่อมไหวตามแรงหายใจหอบ
"แล้วนายยืนคุยอะไรกับมัน?" ตินถามเสียงสั่น แม้ความโกรธจะยังคุกกรุ่น แต่ความมืดและความเปียกปอนของอีกฝ่ายกลับทำให้หัวใจที่กำลังแข็งกระด้างเริ่มอ่อนยวบลงอย่างน่าสมเพช
"อยากรู้จริงๆ เหรอ?" เกียร์ก้าวเท้าเข้ามาหาช้าๆ ในความมืด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเรื่อยๆ จนตินสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย "อยากรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงรู้จักกับมิน... และทำไมมันถึงมั่นใจนักว่าฉันจะช่วยมัน?"
เกียร์หยุดยืนตรงหน้าติน ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือถึง มือใหญ่เอื้อมขึ้นมาฉวยข้อมือของตินที่กำแน่นไว้ พาไปแนบลงกับอกข้างซ้ายของตัวเอง
ตินสะดุ้งสุดตัว สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วและหนักหน่วงราวกับคนเพิ่งวิ่งมาราธอน
"สัมผัสดูสิ..." เสียงกระซิบของเกียร์แหบพร่าและใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างแก้ม "หัวใจดวงนี้... มันไม่เคยคิดจะทรยศนายเลยสักวินาทีเดียว... แม้ว่าอดีตเฮงซวยของฉันมันจะกลับมาหลอกหลอนก็ตาม"
ตินเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินประโยคกำกวมที่เต็มไปด้วยปมปัญหาที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ความมืดรอบตัวราวกับบีบอัดให้โลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เราสองคน
ทว่า... ก่อนที่ตินจะได้เอ่ยถามอะไรออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังลั่นจากด้านนอกก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงทันที
*ก๊อกๆๆ!*
"ติน! แกอยู่ในนั้นไหมวะ ไฟดับตึกทั้งตึก คณะเราโดนตัดไฟแล้ว!" เสียงของวินตะโกนแทรกเสียงฝนเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูดดงรัว
ตินรีบดึงมือออกจากอกของเกียร์ ถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ แต่เกียร์กลับไวกว่า คว้าเอวบางไว้แล้วดึงเข้าไปหลบหลังชั้นวางโมเดลสูงทึบในมุมอับสายตา พร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากตินไว้แน่นไม่ให้ส่งเสียง
"ชูส์..." เกียร์กระซิบแนบใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเปร่องเปื้อนซอกคอขาวจนขนลุกซู่ "อย่าเพิ่งให้ไอ้วินมันเห็นสภาพนี้... ไม่งั้นฉันโดนมันซักยาวแน่"
ตินพยักหน้ารัวๆ ด้วยความจำยอม มือของเกียร์ยังคงทาบทับอยู่บนริมฝีปากของเขา สัมผัสอุ่นจัดทำให้สตูดิโอที่หนาวเหน็บจากพายุฝนกลับร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างประหลาด
ทว่า ในวินาทีที่วินผลักประตูกว้างเข้ามาพร้อมกับไฟฉายในมือ และกำลังส่องกวาดไปทั่วห้องนั้นเอง...
หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คว่ำอยู่บนโต๊ะทำงานของตินก็สว่างวาบขึ้นมาในความมืด พร้อมกับข้อความไลน์แจ้งเตือนตัวเบ้อเร่อจาก "มิน" ที่เด้งขึ้นมาให้เห็นเต็มตา—
*[ภาพถ่ายเอกสารสัญญาเก่า]* พร้อมข้อความสั้นๆ: **"คิดให้ดีนะติน... ถ้ารู้ว่าเกียร์เคยทำอะไรกับโปรเจกต์ของพี่ชายฝาแฝดนาย นายจะยังกล้าให้มันยืนอยู่ข้างๆ อีกเหรอ?"**
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังติดฝนและเดินทางไปพร้อมกับตินและเกียร์นะครับ — พุดดิ้งคาราเมล
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 4
ติดฝนในสตูดิโอ
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!