“นายเอาคัตเตอร์กรีดโมเดลตัวเองทำไมวะไอ้เกียร์!”
เสียงตערครางลั่นห้องสตูดิโอสถาปัตย์ฯ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟดำและกาวลาเท็กซ์ ติน (ตฤณ) สะบัดหัวแรงจนเส้นผมสีเข้มชื้นเหงื่อสะบัดปรกหน้าผาก ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแววเหลือเชื่อ ระคนหงุดหงิดจนแทบจะกินหัวคนตรงหน้าได้อยู่แล้ว
มือเรียวบางที่ปกติมักจะจับด้ามปากกาเทคนิคัลเพนด้วยความทะนุถนอม บัดนี้กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด
ตรงหน้าเขา—ร่างสูงโปร่งของ ‘เกียร์’ (กฤติน) วิศวกรหนุ่มปีสามเจ้าของฉายา ‘หมาบ้าฝั่งธน’ กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้สตูลเหล็ก กวนประสาทด้วยการหมุนคัตเตอร์ด้ามสีเหลืองในมือเล่นไปมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว บนโต๊ะทำงานของติน กระดาษชานอ้อยความหนาแปดมิลลิเมตรที่ถูกตัดต่อขึ้นมาเป็นโครงสร้างโปรเจกต์ส่งอาจารย์สัปดาห์หน้า มีรอยเฉือนยาวเฟื้อยผิดรูปอย่างไร้ทิศทาง
“ก็มันดูแข็งทื่อเกินไป” เกียร์ลากเสียงกวนๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักมีรอยเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องจางๆ เสมอยักคิ้วให้เขาอย่างน่าหมั่นไส้ “สถาปนิกอย่างพวกนายเนี่ยนะ วันๆ เอาแต่วัดมุมองศาเป๊ะๆ ชีวิตไม่เคยมีความยืดหยุ่นเลยรึไงวะ ฉันแค่มือลั่น... เอ้ย ช่วยเติม ‘จิตวิญญาณ’ ให้มันต่างหาก”
“จิตวิญญาณบ้าอะไรของนาย! นี่มันโมเดลโครงสร้างอาคารสาธารณะ ไม่ใช่งานศิลปะแนวดาดาที่จะมาทำลายล้างตามใจชอบ!” ตินแทบจะป3าฟุตเหล็กในมือใส่หน้ากวนๆ นั้นให้รู้แล้วรู้รอด
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอ้เด็กวิศวะคนนี้หาเรื่องปั่นป่วนชีวิตเขา ตั้งแต่มีคำสั่งคณะบดีให้สถาปัตย์กับวิศวะจับคู่กันทำโปรเจกต์บูรณาการตึกร้างริมแม่น้ำ เกียร์ก็ทำตัวเหมือนแมวป่าที่เข้ามาพังห้องรับแขก ตินซึ่งเป็นพวกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ วางแผนชีวิตและงานทุกมิลลิเมตรตามแบบแปลนในหัว ต้องมาประสาทกินกับความอินดี้บ้าบิ่นของอีกฝ่ายทุกวี่ทุกวัน
แต่วันนี้... มันแปลกไป
ตินสังเกตเห็นตั้งแต่บ่ายแล้ว เกียร์ไม่ได้เข้ามาโวยวายเรื่องงบประมาณหรือตารางเวลาเหมือนเคย แถมยังเดินวนเวียนอยู่แถวโต๊ะเขาราวกับหมาป่ากำลังเล็งเหยื่อ จนกระทั่งจังหวะที่ตินลุกไปเข้าห้องน้ำ... พรวดพราดกลับมาอีกที โมเดลที่เขาใช้เวลาอดหลับอดนอนทำมาสามคืนก็มีรอยแผลเป็นซะแล้ว
“โกรธเป็นฟองเบียร์เลยว่ะติน หน้าแดงหมดแล้ว” เกียร์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นติดจะแหบพร่าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบสีสนิมคู่นั้นไม่ได้มองโมเดลที่พังเสียหายเลยสักนิด มันกลับจดจ้องอยู่ที่พวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธของตินอย่างพิจารณา
“ออกไปจากโต๊ะฉัน” ตินสั่งเสียงลอดไรฟัน พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนขึ้นมาในอก ความโกรธมันพุ่งพล่านจนน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองที่มันเริ่มรัวผิดจังหวะยามที่สบตากับอีกฝ่ายในระยะประชิดแบบนี้
“ไม่” เกียร์ตอบสั้นๆ ชวนหาเรื่อง มือหนาวางคัตเตอร์ลง แล้วเอื้อมมือมาคว้ากระป๋องกาแฟกระป๋องโปรดของตินที่วางอยู่บนโต๊ะไปถือไว้หน้าตาเฉย “เหนื่อยนักก็พักก่อนเหอะ หน้าตึงเป็นตูดเป็ดแบบนี้เดี๋ยวริ้วรอยถามหาไม่รู้ด้วยนะ”
“เกียร์!”
“เออๆ รู้แล้วน่า อย่าเพิ่งเรียกชื่อเสียงดัง หัวใจฉันทำงานหนัก”
คำพูดกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ส่งมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ตินชะงักค้างไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ความกวนประสาทที่ไร้ที่ติของเกียร์มักจะมีลูกเล่นประหลาดๆ ซ่อนอยู่เสมอ บางครั้งก็นิ่งขรึมจนน่ากลัว บางครั้งก็กวนจนอยากเอาไม้บรรทัดตีหัว แต่บางครั้ง... อย่างเช่นตอนนี้ แววตาของไอ้บ้านี่กลับไหววูบคล้ายกำลังซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ตินไม่อาจคาดเดา
“นายต้องการอะไรกันแน่วะ” ตินผ่อนลมหายใจยาวเหยียด พยายามดึงสติแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ถ้าอยากแกล้งฉันให้งานพัง นายก็ทำสำเร็จแล้ว พอใจยัง? เชิญกลับฝั่งวิศวะไปได้แล้วไป”
เกียร์ไม่ยอมขยับเขยื้อน เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ร่างสูงใหญ่โน้มตัวไปข้างหน้าวางข้อศอกไว้บนโต๊ะทำงานของติน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย กลิ่นอายความเป็นผู้ชายปนกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นสบู่หอมสะอาดลอยแตะจมูกจนตินต้องเผลอกลั้นหายใจ
“ถ้าฉันบอกว่า... ที่ทำทั้งหมดเนี่ย ไม่ได้อยากแกล้งล่ะ”
เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบา ทว่าชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาท ตินนิ่งอึ้งสมองประมวลผลไม่ทัน ดวงตากลมกวาดมองใบหน้าคมคายที่ไร้เงาความกวนประสาทหลงเหลืออยู่ มีเพียงความจริงจังบางอย่างที่สั่นไหวอยู่ก้นบึ้งของดวงตาสีนิลคู่นั้น
“นาย... พูดบ้าอะไรของนาย” ตินเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว
“เปล่าไม่ได้บ้า” เกียร์ยืดตัวกลับช้าๆ มุมปากยกยิ้มร้ายกาจขึ้นมาตามเดิมราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา เขายกกระป๋องกาแฟขึ้นจิบหน้าตาเฉย ทั้งที่เป็นของติน “ก็แค่อยากเห็นตินคนเนี๊ยบ เสียอาการเพราะฉัน... มันก็ตื่นเต้นดี”
“ไอ้โรคจิต!”
“ฮ่าๆๆๆ เออ ยอมรับก็ได้วะ” เกียร์หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนตินต้องเงยหน้ามอง ร่างสูงคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่าก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้ข้างหูตินจนเส้นผมปรกโดนแก้ม “พรุ่งนี้แปดโมงเช้า เจอกันที่ไซส์งานตึกร้างนะคุณสถาปนิก... อย่าตื่นสายล่ะ เพราะฉันอาจจะไปปลุกถึงห้อง”
พูดจบ เจ้าตัวก็หมุนตัวเดินฮัมเพลงออกไปจากห้องสตูดิโอ ทิ้งให้ตินยืนแข็งทื่ออยู่หน้าโต๊ะทำงานที่พังยับเยิน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า มือเรียวยกขึ้นแตะพวงแก้มตัวเองที่ร้อนฉ่าอย่างไม่เข้าใจตัวเอง
นี่มันความกวนประสาทระดับไหนกัน... ทำไมเขาถึงรู้สึกว่า หัวใจตัวเองกำลังถูกรุกรานพื้นที่ทีละน้อย โดยที่ตินเองก็หาทางป้องกันไม่ได้เลยสักนิด
แต่ความวุ่นวายยังไม่ทันได้สงบลง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมบทสนทนากระซิบกระซาบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นบริเวณทางเดินหน้าห้องสตูดิโอ
*“มึงแน่ใจนะว่าแผนนี้จะทำให้ไอ้ตินมันถอนตัวจากโปรเจกต์ได้ทันก่อนส่งกรรมการ?”*
เสียงของ ‘มิน’ คู่แข่งตัวฉกาจดังลอดเข้ามาในห้อง พร้อมกับเงาร่างของใครอีกคนที่ไม่คาดฝันว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในยามวิกาล—บุคคลที่ถือเอกสารลับโครงการอยู่ในมือ และกำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องของตินพอดี!
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสูดกลิ่นกาแฟและกาวลาเท็กซ์ด้วยกันตอนนี้นะครับ เจอกันตอนหน้า รับรองว่ามีเซอร์ไพรส์ตับพังแน่! - พุดดิ้งคาราเมล)*
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 5
ความกวนที่ไม่เข้าพวก
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!