Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 42

การบ้านที่ยากที่สุด

ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
“ถ้ามึงยังคิดว่าตึกนี้สร้างขึ้นมาเพื่อโชว์โครงสร้างเหล็กบ้าๆ ของวิศวะอย่างเดียว โดยไม่สนว่าคนแก่จะเดินขึ้นบันไดไหวไหม มึงก็เก็บกระเป๋าไสหัวออกไปจากโปรเจกต์นี้ซะเถอะ เกียร์!” เสียงกระแทกแฟ้มแบบแปลนลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ในห้องประชุมภาควิชาดังสนั่น หักล้างความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศมานานนับชั่วโมง ตินยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ ร่างเพรียวภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเรียบร้อยสั่นน้อยๆ ด้วยความโกรธ ปลายจ้องมองร่างหนาของคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ ทว่าถูกเจ้าตัวกะพริบไล่มันกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นความอ่อนแอ เกียร์ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับเสียงตบโต๊ะนั้นเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าคมคายที่มักจะมีรอยยิ้มกวนประสาทประดับอยู่เสมอในยามปกติ ตอนนี้กลับเรียบเฉยจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองลอดผ่านสันจมูกโด่งเป็นสันตรงมายังคนตัวขาวที่กำลังยืนหายใจหอบกระชั้น “ถ้ากูเก็บกระเป๋าไสหัวไป แล้วใครจะมาคอยแก้สมการโครงสร้างบ้าๆ ที่มึงเอาแต่ใจอยากจะได้เส้นโค้งพาราโบลาอินดี้ๆ นั่นล่ะคุณชายสถาปัตย์?” เกียร์พ่นลมหายใจออกทางจมูก น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเยาะหยันเล็กน้อยตามนิสัยปากไม่ตรงกับใจ “ดีไซน์สวยหรู วาดฝันให้คนในชุมชนมีความสุข แต่พอคำนวณแรงลมจริงๆ ตึกมึงจะพับฐานลงมาทับหัวคนตายห่าทั้งชุมชนไหมล่ะ ห๊ะ?” “มันไม่พับหรอก ถ้ามึงเลิกเอาแต่คัดค้านแล้วลองใช้สมองวิศวกรคิดหาทางออกร่วมกันดูบ้าง ไม่ใช่เอาแต่บอกว่า ‘ไม่ได้’ กับ ‘เป็นไปไม่ได้’!” ตะคอกกลับเสียงสั่น ปลายเล็บจิกเข้าหากันแน่นจนฝ่ามือเจ็บแปลบ นี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำโปรเจกต์ร่วมกันของ “Blueprint of Love” โครงการออกแบบศูนย์ชุมชนอเนกประสงค์ที่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการชุมชน ตัวแทนผู้สูงอายุ และกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ ภายใต้โจทย์หินที่ว่า “ต้องออกแบบให้ตรงกับความต้องการของทุกคน” ซึ่งมันกลายเป็นโจทย์ปราบเซียนที่ทำให้ตินและเกียร์ต้องมานั่งทะเลาะกันข้ามวันข้ามคืนแบบนี้ วินที่นั่งอยู่มุมห้องทำได้เพียงถอนหายใจยาวนาน มือหนายกขึ้นกุมขมับเมื่อเห็นเพื่อนสนิทสถาปัตย์กับหนุ่มวิศวะตัวแสบเริ่มเปิดฉากสงครามประสาทใส่กันอีกรอบแล้ว ส่วนมินที่ยืนกอดอกพิงผนังอยู่ใกล้ประตู มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจในความพินาศที่กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ “ก็เพราะว่ากูฟังความต้องการของทุกคนไง กูถึงต้องเบรกมึง” เกียร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ร่างหนาโน้มตัวลงมาจนระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับตินเหลือเพียงแค่คืบเดียว “คนแก่ในชุมชนเขาไม่ได้อยากได้หลังคารูปทรงเรขาคณิตล้ำยุคอะไรนั่นหรอก สิ่งที่เขาต้องการคือร่มเงาที่กันฝนสาด และทางลาดรถเข็นที่ไม่ได้ชันจนเข็นแล้วหงายหลัง... ส่วนพวกเด็กๆ เขาอยากได้พื้นที่โล่งๆ ไว้เตะบอล ไม่ใช่ห้องสมุดเงียบเชียบสไตล์มินิมอลที่มึงร่างมาเนี่ย!” คำพูดที่พ่นออกมาด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง แท้จริงแล้วซ่อนความห่วงใยและข้อมูลเชิงลึกที่เกียร์แอบไปลงพื้นที่สำรวจมาด้วยตัวเองเมื่อวานนี้ แต่เพราะทิฐิและฟอร์มที่ค้ำคอทำให้เขาเลือกที่จะโยนมันใส่อีกฝ่ายด้วยถ้อยคำเชือดเฉือน ตินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ยืนอยู่ใกล้เกินไป ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดระคนแปลกใจ ข้อมูลที่เกียร์พูดออกมาเมื่อกี้... มันตรงกับคอมเมนต์ที่เขาเพิ่งได้รับจากตัวแทนชุมชนเมื่อช่วงบ่ายไม่มีผิดเพี้ยน “มึง... แอบไปคุยกับชาวบ้านมาเหรอ?” ตินถามเสียงแผ่วลง ความแข็งกร้าวในน้ำเสียงเมื่อครู่จางหายไปเหลือเพียงความประหลาดใจ “ถ้ากูไม่ไป แล้วกูจะรู้ไหมล่ะว่าแบบแปลนเพอร์เฟกต์ไร้ที่ติของคุณชายเนี่ย มันใช้งานจริงไม่ได้ห่วยแตกแค่ไหน” เกียร์ผละตัวถอยหลังกลับไปยืนท่าเดิม ทว่าสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานที่ตอนนี้เริ่มแดงก่ำด้วยความอับอายและซาบซึ้งปนเปกัน “แล้วทำไมมึงไม่บอกกูดีๆ ล่ะ เกียร์... ทำไมต้องคอยพูดจากวนประสาทแดกดันกูอยู่เรื่อยด้วยวะ” ตินทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่รั้นจะไหลออกมาอย่างสุดกลั้น ความกดดันสะสมตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพรั่งพรูออกมาในจังหวะนี้ จนคนตัวขาวถึงกับไหล่สั่นเทา ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน วินเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความอึดอัดแทนเพื่อน ส่วนมินที่เห็นท่าไม่ดีเริ่มขยับตัวทำท่าจะเดินเข้ามาแทรกแซง แต่เกียร์ไวกว่า ร่างสูงก้าวฉับๆ เข้ามาดึงเก้าอี้ของตัวเองให้เลื่อนเข้าไปชิดกับเก้าอี้ของติน มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะไหล่บางเพื่อปลอบโยน แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ ชักมือกลับด้วยความเก้ๆ กังๆ ก่อนจะตัดสินใจใช้ปลายนิ้วเขี่ยกล่องกระดาษทิชชูบนโต๊ะให้เลื่อนไปตรงหน้าอีกฝ่ายแทน “เอ้า... ร้องไห้ทำไมวะเนี่ย แค่นี้ทำเป็นบ่อน้ำตาแตก” เกียร์พึมพำเสียงเบาลงกว่าเดิมมาก ความกวนประสาทเมื่อครรลองหายไป เหลือเพียงความเก้ๆ กังๆ ของผู้ชายปากแข็งที่ไม่รู้จะรับมือกับน้ำตาของคนที่ตัวเองแอบรักอย่างไรดี “กูก็แค่... หงุดหงิดที่มึงเอาแต่โหมงานจนไม่หลับไม่นอน หน้าตาดำเป็นแพนด้าแบบนี้ ถ้าตึกเสร็จแล้วมึงเป็นลมล้มพับไป ใครจะรับผิดชอบชีวิตกูวะ” “ใครอยากให้มึงมารับผิดชอบชีวิตกันล่ะ... คนบ้า” ตินคว้ากระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา น้ำเสียงอู้อี้เจือสะื้นเล็กน้อย “เอ่อ... ถ้าเคลียร์กันลงตัวแล้ว ข้าพเจ้าขอเสนอว่าเรามาเริ่มกางแบบแปลนแล้วแก้ใหม่ตั้งแต่หน้าแรกเถอะครับ ก่อนที่คณะกรรมการชุมชนเขาจะไล่พวกเราออกจากพื้นที่จริงๆ” วินกระแอมเบาๆ ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่เกือบจะก่อตัวขึ้น พร้อมกับส่งสายตารู้ทันไปให้เพื่อนรัก มินกัดฟันกรอดด้วยความขัดแย้งในใจ ก่อนจะเดินเข้ามาแทรกกลางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ในเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน งั้นเรามาโหวตแยกส่วนกันดีไหมคะ แบบแปลนส่วนโครงสร้างให้ทางวิศวะตัดสินใจ ส่วนดีไซน์สถาปัตย์ให้ตินจัดการ แยกกันทำไปเลย จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันแบบนี้อีก” คำเสนอนั้นฟังดูเป็นประชาธิปไตย แต่ทว่าในทางปฏิบัติมันคือการทำลายความเชื่อมโยงของงานออกแบบทั้งหมดให้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ตินเงยหน้าขึ้นมองมินด้วยแววตาไม่ไว้วางใจ อ้าปากเตรียมจะปฏิเสธ แต่เกียร์กลับพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องขนลุก “แยกกันทำเหรอ?” เกียร์แค่น้ำเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบหันไปจ้องมินนิ่ง “มึงไม่เคยเรียนวิชาบูรณาการมารึไงวะ คุณมิน... งานออกแบบที่ต้องสะท้อนความต้องการของ ‘ทุกคน’ มันไม่มีทางสำเร็จได้หรอก ถ้าคนทำสองฝั่งไม่แม้แต่จะพยายามเข้าใจโลกของกันและกัน” พูดจบ เกียร์ก็หันกลับมามองหน้าตินที่กำลังมองเขาด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ แม้คราบน้ำตาจะยังเปื้อนแก้มอยู่ก็ตาม มือหนายื่นออกไปคว้าปากกาเมจิกสีดำบนโต๊ะมาถือไว้ ก่อนจะดึงกระดาษร่างแบบแปลนแผ่นใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยขีดฆ่าเข้ามาใกล้ตัว “เอ้า... อยากได้ทางลาดรถเข็นเชื่อมกับหลังคาพาราโบลาใช่ไหมคุณชาย?” เกียร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มจริงจังที่เต็มไปด้วยเสน่ห์จนตินต้องใจเต้นรัว “ขยับเข้ามาใกล้ๆ ดิ มึงต้องช่วยกูคำนวณองศาทางลาด ไม่ใช่มานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่แบบนี้” “ใครขี้มูกโป่งกันฮะ!” ตินแหวใส่เบาๆ ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ก่อนจะขยับเก้าอี้เข้าไปชิดกับร่างหนาโดยอัตโนมัติ ไหล่บางแนบชิดกับแผงอกกว้าง กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่อจากการทำงานของเกียร์โชยเข้าจมูก ปลุกหัวใจที่เคยห่อเหี่ยวให้กลับมาเต้นแรงเป็นจังหวะเดียวกันอีกครั้ง พวกเขาก้มหน้าลงมองแบบแปลนแผ่นเดียวกัน ปลายปากกาและดินสอเริ่มขีดเขียนเส้นสายลงบนกระดาษร่วมกันทีละนิด ความขัดแย้งเมื่อครู่ถูกหลอมรวมด้วยความเข้าใจและเป้าหมายเดียวกัน ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปสู่ความลงตัว ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็กระแทกดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ก่อนที่ประธานคณะกรรมการชุมชน วัยชราผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในพื้นที่ จะก้าวเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ สีหน้าของท่านเคร่งเครียดจนทุกคนในห้องต้องหยุดหายใจ “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว...” ชายชากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า กวาดสายตามองหน้าเด็กหนุ่มทั้งสี่คนก่อนจะหยุดที่ตินกับเกียร์ “ฉันมีข้อเสนอใหม่ที่ยากกว่าเดิมสิบเท่า ถ้าพวกเธอทำไม่ได้ภายในสามวัน โปรเจกต์นี้... เป็นอันยกเลิก” พุดดิ้งคาราเมลขอเป็นกำลังใจให้ตินและเกียร์ผ่านพ้นอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้นะคะ!
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%