"เงียบ..."
เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดลอดมาจากริมฝีปากของวินที่ยืนแข็งทื่อเป็นหุ่นปูนปั้น มือข้างหนึ่งที่กำลังถือแฟลชไดรฟ์ค้างเติ่งกลางอากาศสั่นระริกโดยไม่ต้องเดาเหตุผล ในห้องสตูดิโอสถาปัตย์ที่ควรจะมีแค่พวกเขาสามคน เสียงลมหายใจที่ประสานกันอย่างตึงเครียดกลับถูกแทรกด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันเบา ๆ จากบานเกล็ดหน้าต่างด้านนอก
ตินขยับตัวตามสัญชาตญาณ สัญชาตญาณความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ที่มักจะควบคุมทุกอย่างได้เสมอพังทลายลงในเสี้ยววินาที เมื่อความมืดโรยตัวเข้าปกคลุม และเสียงฝีเท้าหนักหน่วงรองเท้าคอมباتย่ำลงบนพื้นคอนกรีตระเบียงด้านนอกดังขึ้น *กริ๊บ... กริ๊บ...*
"ใครวะ?" เกียร์สบถเบา ๆ ในลำคอ ร่างสูงใหญ่ที่ปกติมักจะกวนประสาทและยืนขวางโลกอยู่เสมอ ขยับก้าวมาบังหน้าตินโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณดิบของเด็กวิศวะตื่นตัวเต็มพิกัด มือหนากำท่อนเหล็กฉากวัดแบบที่วางอยู่บนโต๊ะมั่น แรงกดดันในอากาศพุ่งสูงจนแทบหายใจไม่ออก
แสงไฟจากหน้าจอแมคบุ๊กสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของเกียร์ที่คมคายและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ดวงตาคู่นั้นไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่มันวาวโรจน์ด้วยความระแวดระวัง
*พรึ่บ!*
เงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่เปิดอ้าเข้ามา ร่างนั้นสะดุดเข้ากับกองกระดาษโรลแบบที่วางกองไว้บนพื้นจนเกิดเสียงดังโครมคราม!
"เฮ้ย!" วินร้องลั่นกระโดดหลบไปอีกทาง
"จับตัวไว้!" เกียร์ไม่รอช้า พุ่งเข้าชาร์จเงาดำนั้นอย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาห์ แรงปะทะทำให้ร่างของคนแปลกหน้าล้มกลิ้งไปกระแทกกับโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ เสียงข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ตินที่ตั้งสติได้รีบควa้ามือถือขึ้นมาเปิดแฟลชส่องไปทางต้นตอทันที
แสงสีขาวจ้าสาดส่องลงบนใบหน้าที่ตื่นตระหนกของคนที่นอนกองอยู่บนพื้น
"...มิน?!"
ชื่อนั้นหลุดออกจากปากของตินด้วยความตกใจระคนผิดหวัง คนที่อยู่เบื้องล่างไม่ใช่โจรขโมยของ ไม่ใช่ผีสางที่ไหน แต่เป็นคู่แข่งคนสำคัญในโครงการสถาปัตย์ที่มักจะตีหน้าสุภาพเรียบร้อยเสมอในยามกลางวัน สภาพของมินตอนนี้ดูไม่ได้เลย เสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ เนื้อตัวเปื้อนฝุ่น และแววตาที่ฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเกียร์ที่ใช้มือข้างหนึ่งกดไหล่เขาไว้ตรึงกับพื้น
"นายมาทำอะไรที่นี่ ดึกดื่นมืดค่ำ ปีนหน้าต่างเข้ามาแบบนี้มันโจรชัด ๆ!" เกียร์กดเสียงต่ำ แววตาดุดันจนมินหน้าซีดเผือก
"ปล่อยฉันนะโว้ย!" มินดิ้นรนสุดแรงเกิด น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาขโมยอะไรสักหน่อย!"
"แล้วปีนหน้าต่างเข้ามาทำไม ถ้าไม่ได้มาหาเรื่องไฟล์งานโปรเจกต์ของตินหายไปสามวันแล้ว อยู่ ๆ นายก็โผล่มากลางดึกตอนไฟดับพอดี คิดว่าคนอื่นเขาโง่หรือไงวะ?" เกียร์คาดคั้น เสียงทุ้มต่ำทรงพลังจนมินหุบปากสนิท ดวงตาของเด็กวิศวะกวาดมองไปทั่วโต๊ะทำงานของติน ก่อนจะสะดุดตากับแฟลชไดรฟ์สีดำที่ตกอยู่ข้างมือมิน
ตินก้าวเข้าไปช้า ๆ ลมหายใจเข้าออกลึกยาวเพื่อควบคุมความโกรธที่กำลังแผดเผาในอก มือเรียวสั่นเล็กน้อยแต่พยายามแสดงออกให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาสีเข้มจ้องมองอดีตเพื่อนร่วมคณะที่ผันตัวมาเป็นคู่แข่งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งผิดหวัง รังเกียจ และเหนื่อยหน่าย
"นายเอาไปเหรอมิน... ไฟล์โครงสร้างทั้งหมดที่ฉันอดหลับอดนอนทำมาสามสัปดาห์" เสียงของตินราบเรียบ เย็นชา จนวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยังต้องกลืนน้ำลาย
มินหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มกรอบหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างน่าสมเพช "ใช่! ฉันเอาไป! แล้วทำไมล่ะติน? นายคิดว่านายเก่งมากนักเหรอ? ทำงานคนเดียว ทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปโดยที่ไม่ต้องแคร์ใคร นายมันก็แค่พวกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์น่ารังเกียจ!"
เกียร์ขมวดคิ้วแน่น แรงกดที่มือบนไหล่มินเพิ่มขึ้นจนอีกฝ่ายร้องซี๊ด "ปากดีนะมิน ถ้าเก่งจริงก็เอาชนะด้วยฝีมือสิฟะ การมาขโมยผลงานคนอื่นมันสันดานเด็กอมมือชัด ๆ ลุกขึ้นมาเคลียร์กันให้รู้เรื่อง!"
เกียร์กระชากคอเสื้อของมินให้ลุกขึ้นยืน แต่ในจังหวะนั้นเอง มินก็สะบัดตัวสุดแรงจนหลุดจากการจับกุม วิ่งพรวดพราดพุ่งตัวออกไปทางประตูห้องสตูดิโอที่เปิดแง้มไว้ เสียงฝีเท้าวิ่งหนีหายไปในความมืดของทางเดินตึกคณะ
"ไอ้เวรนี่!" เกียร์ทำท่าจะวิ่งตามออกไป แต่ตินเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อแจ็คเก็ตชอปวิศวะของเขาไว้เสียก่อน
"พอเถอะเกียร์... ปล่อยเขาไป"
เกียร์ชะงัก หันกลับมามองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนนิ่งอยู่ใต้แสงไฟฉายมือถือ แสงสีส้มสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังค้างอยู่สะท้อนให้เห็นดวงตาที่ไหววับ ตินไม่ได้ร้องไห้ ความเข้มแข็งที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดชีวิตกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างดีเยี่ยม แต่เกียร์อ่านแววตานั้นออก... ตินกำลังเจ็บปวด
วินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ "ให้ตายเถอะ ชิบหายวายป่วงจริง ๆ คืนนี้ ไฟล์งานได้คืนมาแล้วใช่ไหมติน?"
วินก้มลงหยิบแฟลชไดรฟ์สีดำที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาเสียบเข้ากับพอร์ต USB ของแมคบุ๊ก หน้าจอกะพริบสองสามทิพย์ ก่อนที่หน้าจอโฟลเดอร์หลักจะปรากฏขึ้น พร้อมกับข้อมูลไฟล์สามมิติของโปรเจกต์ "Eco-Architecture" ที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ตินหลับตาลงช้า ๆ ผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด ความเครียดที่สะสมมาสามวันสามคืนมลายหายไปในพริบตา แต่ความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจกลับเข้าจู่โจมอย่างรุนแรงจนเข่าแทบทรุด
"เฮ้ย ติณณ์!"
เสียงทุ้มเอ็ดดังขึ้นพร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างโปร่งจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ตินเซถลาเข้าหาแผงอกกว้างตามสัญชาตญาณ กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่อจากการออกแรงวิ่งเมื่อครู่ลอยเข้าจมูก ท่ามกลางความเงียบงันของห้องสตูดิโอยามตีสอง
"ใครอนุญาตให้เป็นลมตรงนี้วะ ตัวก็แค่นี้ ทำเป็นเก่งอยู่ได้" เกียร์บ่นพึมพำ แต่เสียงนั้นไม่มีความกวนประสาทเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีแต่ความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้คำพูดขวานผ่าซาก
วินเหลือบมองเพื่อนทั้งสองคน ขยับยิ้มมุมปากเบา ๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองขึ้นสะพายไหล่ "เอ่อ... กูว่าดึกมากแล้ว ไฟล์ก็ได้คืนแล้ว เดี๋ยวรบกวนวิศวะปากร้ายช่วยดูแลสถาปนิกจอมเนี๊ยบต่อด้วยนะ พอดีกูง่วงจนตาจะปิดแล้วว่ะ ไปละ!"
สิ้นเสียงของวิน ประตูห้องสตูดิโอก็ปิดลง ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงานเบา ๆ และแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
เกียร์ประคองตินให้เดินมานั่งลงบนโซฟาตัวยาวมุมห้อง ตินนั่งกอดอก ก้มหน้ามองพื้น ใบหน้าเนียนซีดเซียวจนน่าใจหาย ความเงียบระหว่างพวกเขามันช่างน่าอึดอัด แต่มันไม่ใช่ความอึดอัดแบบที่เคยเป็น... มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
"เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เกียร์เอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติจนตินต้องเงยหน้าขึ้นมอง
ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันในระยะประชิด แสงไฟสลัวขับเน้นให้ใบหน้าของเกียร์ดูคมคายและจริงจังอย่างหาได้ยาก มือหนายื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่บริเวณหัวไหล่ของตินอย่างเบามือสัมผัสที่อบอุ่นนั้นส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนหัวใจของตินกระตุกวูบ
"ฉันไม่เป็นไร..." ตินพยายามเบี่ยงหน้าหนีสายตาคู่นั้น หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน "ขอบคุณ... สำหรับเรื่องวันนี้ ถ้าไม่ได้นาย ฉันคงแย่"
เกียร์ไม่ตอบในทันที เขานั่งลงยอง ๆ ตรงหน้าโซฟาที่ตินนั่งอยู่ เงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มผู้เพอร์เฟกต์ในทุกกระเบียดนิ้ว แต่ในตอนนี้กลับดูเปราะบางราวกับแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
นิ้วเรียวหนาเอื้อมไปแตะที่ข้อมือของตินเบา ๆ "ทีหลัง... อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียวสวะติน นายไม่ได้ตัวคนเดียวซะหน่อย มีอะไรก็บอกกันบ้าง... ฉันไม่ได้ใจร้ายขนาดจะไม่ช่วยหรอกนะ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มันกลับทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งที่ตินสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองมาเป็นแรมปี ความรู้สึกแปลกประหลาดตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย ตินเม้มปากแน่น พยายามกลั้นความรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา
"นายมัน... ปากเสียแล้วยังชอบทำตัวเผือกเรื่องชาวบ้านอีก" ตินพยายามเค้นเสียงด่าทอกลับไปเหมือนทุกที แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนปกปิดไม่มิด
เกียร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ รอยยิ้มมุมปากที่มักจะกวนบาทาในยามปกติ ตอนนี้กลับดูอบอุ่นและจริงใจจนน่าใจหาย เขาเอื้อมมือขึ้นมาขยี้ผมของตินเบา ๆ จนยุ่งเหยิง "เออ ยอมรับก็ได้ว่าชอบเผือกเรื่องของนาย... โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ"
ตินชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคกำกวมนั้น บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา ความใกล้ชิดที่มากเกินความจำเป็นทำให้กลิ่นอายความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากคู่กัดกลายเป็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุม
เกียร์ค่อย ๆ ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ชิดขึ้นทีละนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รินรดกัน ตินหัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองเพล สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก มือไม้สั่นเทาไม่รู้ควรจะวางไว้ตรงไหน
ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าใกล้กันจนแทบจะแนบชิด...
*Rrr... Rrr...!*
เสียงโทรศัพท์มือถือของเกียร์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานแผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศสีชมพูในห้องสตูดิโอลงอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม!
เกียร์สะดุ้งเล็กน้อย สบถเบา ๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะผละตัวออกห่างจากตินอย่างเสียดาย คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำเอาใบหน้าคมคายเปลี่ยนสีไปในทันที
แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึกเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่ออ่านชื่อบนหน้าจอ
ตินที่ยังคงนั่งหายใจหอบถี่ พยายามดึงสติกลับมามองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเด็กวิศวะตรงหน้า ความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความหวาดหวั่นแล่นริ้วขึ้นมาในอก
เกียร์กดรับสาย ปลายสายกรอกเสียงหวานหยดสะท้อนออกมาผ่านลำโพงท่ามกลางความเงียบงัน
*"เกียร์... อยู่ไหนคะ? มารับเรหน่อยได้ไหม... เอยอยู่ที่เดิมนะ"*
หัวใจของตินกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น... ชื่อของผู้หญิงที่เกียร์เคยพยายามลืม และเป็นอดีตฝังใจที่คอยหลอกหลอนความสัมพันธ์ของพวกเขามาโดยตลอด!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและคอยสนับสนุนผลงานของพุดดิ้งคาราเมลเสมอนะคะ ❤️
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 7
ตามหาความจริง
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!