"บอกว่าอย่าใส่เกลือเยอะไงวะ มือพังหรือสมองพัง เลือกเอาสักอย่าง"
เสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องสตูดิโอคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ตอนนี้เหลือเพียงหลอดไฟนีออนดวงเดียวส่องสว่างเหนือโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เอกสาร โมเดลกระดาษชานอ้อย และเศษซากชีวิตของโปรเจกต์มหาภัยกองระเกะระกะ
เกียร์ยืนค้ำหัวโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือกระป๋องโซดาเย็นจัดที่หยดน้ำเกาะพราว อีกข้างใช้ปลายนิ้วเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะกวนประสาท ใบหน้าคมคายเปื้อนรอยเขม่าดินสอและคราบสีอะคริลิกนิดหน่อย แต่แววตาที่มองกล่องข้าวพลาสติกตรงหน้ากลับไม่ได้หงุดหงิดอย่างที่ปากพูด
คนถูกด่าไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษไข ตินยังคงก้มหน้าก้มตาใช้ปากกาตัดเส้นหัวเข็มขัดเน้นมุมมองเปอร์สเปกทีฟของอาคารด้วยความนิ่งสนิท เส้นสายที่ลากลงไปเฉียบคมและแม่นยำราวกับพิมพ์ด้วยเครื่องจักร แต่ถ้าสังเกตให้ดี ปลายนิ้วเรียวที่ถือปากกานั่นกำลังสั่นน้อยๆ จากความเหนื่อยล้าสะสมมาสามวันเต็ม
"ถ้าไม่อินพุต ก็หุบปากแล้วออกไป" ตินตอบเสียงเรียบ ไร้อารมณ์ แต่แฝงความเหนื่อยอ่อนที่ซ่อนไม่มิด
เกียร์แค่นหัวเราะในลำคอ กวนประสาทชะมัด—นี่คือคำนิยามเดียวที่ตินมอบให้ไอ้เด็กวิศวะโยธาคนนี้ตั้งแต่โปรเจกต์ร่วมคณะเริ่มต้นขึ้น คนหนึ่งเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว แบบแปลนต้องสมบูรณ์แบบ เส้นศูนย์ต้องเป๊ะ ส่วนอีกคนดิบเถื่อน คำนวณโครงสร้างด้วยสัญชาตญาณและความบ้าระห่ำ แต่น่าแปลก... ที่โครงสร้างบ้าๆ ของเกียร์ดันรับน้ำหนักไอเดียเพ้อฝันของตินได้พอดีเป๊ะอย่างไร้รอยต่อ
พรึ่บ!
จู่ๆ กล่องข้าวพลาสติกบรรจุข้าวผัดกุ้งฝีมือแม่ค้าหน้าคณะถูกเลื่อนออกไปจากรัศมีสายตา ก่อนที่ถุงกระดาษสีน้ำตาลอีกใบจะถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะแทนที่ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนของราดหน้าหมูหมักร้อนๆ จนคนอดนอนมาสองคืนถึงกับท้องร้องโครกครากโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตินชะงัก ปากกาในมือหยุดลากเส้น เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนกวนประสาทที่ตอนนี้ดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งคร่อมกลับหลัง คางเกยพนักพิง สายตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าซีดเซียวของสถาปนิกหนุ่มด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"มองอะไร กินซะ กูไม่ได้ซื้อมาให้มดกิน" เกียร์เลิกคิ้วกวนๆ "หรือต้องให้ก้อนความเนี๊ยบอย่างมึงป้อน ถึงจะยอมอ้าปาก?"
"นายซื้อมาทำไม ในเมื่อฉันมีข้าวกล่องอยู่แล้ว" ตินขมวดคิ้ว เจ้าระเบียบตามเคย แม้ในยามที่ร่างกายแทบจะไม่ไหว
"ข้าวกล่องมึงเย็นชืดจนจะกลายเป็นฟอสซิลอยู่แล้ว คุณชายตินครับ... แดกเข้าไปเถอะ เดี๋ยวผอมตายห่าไป งานผมก็ต้องพังเพราะไม่มีคนคอยแก้สเกลให้อีก" เกียร์พูดยียวนพลางแกะกล่องราดหน้าส่งเสียงดังน่ารำคาญ แต่กลับเลื่อนตะเกียบมาวางไว้ตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างเสร็จสรรพ
บรรยากาศในห้องสตูฯ ยามวิกาลเงียบสงบลงอย่างประหลาด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ แสงไฟสีส้มสลัวจากด้านนอกสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ ทอดเงาทับซ้อนกันบนโต๊ะทำงาน ตัวตนของคนสองคนที่เคยผลักไสและปะทะคารมกันทุกครั้งที่หายใจเข้าออก บัดนี้กลับถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียงพื้นที่โต๊ะอาหารเฉพาะกิจตัวนี้
ตินถอนหายใจยาวเหยียด ยอมวางปากกาลงในที่สุด เขารับตะเกียบมาถือไว้ ความอุ่นจากไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะกับใบหน้า ช่วยบรรเทาความเหน็บหนาวในอกที่สะสมมานานได้อย่างน่าประหลาด ตินตักเส้นราดหน้าเข้าปาก เคสนี้ไม่มีการวางแผน ไม่มีกำหนดการ ไม่มีในแบบแปลนชีวิตที่เขาร่างไว้... แต่มันกลับเป็นมื้ออาหารที่รสชาติดีที่สุดในรอบปี
เกียร์ไม่ได้กินอะไร แค่นั่งมองอีกฝ่ายเงียบๆ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากถูกซ่อนไว้ภายใต้ความมืดสลัว สายตาที่เคยแพรพราวด้วยความกวนประสาท ยามนี้กลับมีความนุ่มลึกบางอย่างซ่อนอยู่—ความรู้สึกที่เกียร์พยายามปฏิเสธมาตลอดว่ามัน "เกินเลย" กว่าคำว่าเพื่อนร่วมงานเฉพาะกิจ
"อร่อยไหม?" เสียงทุ้มเอ่ยถามทำลายความเงียบ น้ำเสียงเบากว่าปกติ
ตินเคี้ยวช้าๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ "อื้ม... ใช้ได้"
"ปากแข็งชิบหาย" เกียร์หัวเราะในลำคอ เอื้อมมือหนาออกไปหมายจะปัดเศษดินสอที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มเนียนของคนตรงข้ามตามสัญชาตญาณ
ตินชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของอีกฝ่ายแตะโดนผิวแก้ม สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาสถาปนิกผู้เพอร์เฟกต์ถึงกับสมองรวน ลมหายใจสะดุดกักค้างไว้ในลำคอ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นสบตากับนัยน์ตาคู่คมที่อยู่ใกล้แค่คืบ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนน่าใจหาย กลิ่นบุหรี่จางๆ เจือกลิ่นสบู่สะอาดจากตัวเกียร์ลอยวนอยู่ในจมูก
ไม่มีใครขยับเขยื้อน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
โลกทั้งใบคล้ายจะหมุนช้าลงเหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นดังแข่งกับเสียงแอร์ เกียร์ชะงักค้างเช่นกัน นิ้วที่แตะแก้มตินไม่ยอมผละออก สายตาคมกริบเคลื่อนมองลงมาที่ริมฝีปากสีระเรื่อโดยไม่รู้ตัว ความยียวนกวนประสาทเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงประกายความปรารถนาบางอย่างที่เด่นชัดจนคนมองหายใจไม่ทั่วท้อง
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกดังขึ้นกะทันหัน ราวกับมีคนจงใจทำลายจังหวะเวลาโลกแตกนี้ให้พังครืนลงมาในพริบตา
เกียร์สะดุ้ง ชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก ส่วนตินรีบดีดตัวถอยหลังจนเก้าอี้ไถลไปครูดกับพื้นเสียงดังแหลม ทั้งคู่หันขวับไปมองยังต้นเสียงพร้อมกันด้วยหัวใจที่เต้นรัวระรัว
ร่างสูงโปร่งของ "มิน" คู่แข่งคนสำคัญในโครงการยืนยันแบบ ยืนส่งยิ้มพินيسพิเคราะห์อยู่หลังกระจก มือข้างหนึ่งถือกาแฟสองแก้ว พร้อมกับกระดาษแปลนชุดใหญ่ในมือ
"ขอโทษที... รบกวนเวลาสวีตกันหรือเปล่า พอดีฉันเอาแบบแปลนโครงสร้างส่วนแก้ไขมาส่ง ดึกป่านนี้แล้ว ไม่คิดว่าพวกนายจะยัง... อยู่กัน 'ลำพัง' แบบนี้นะ"
พุดดิ้งคาราเมลขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาเติมความหวานและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นของตัณและเกียร์ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 8
มื้อค่ำที่ไม่ได้นัดหมาย
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!