“ถ้ามึงจะจ้องกระดาษแผ่นนั้นให้ทะลุขนาดนี้ แนะนำให้หยิบสว่านมาเจาะแทนการใช้สายตานะครับเกียร์... อ้อ ลืมไป มึงมันวิศวะนี่เนอะ ถนัดทำลายมากกว่าสร้าง”
เสียงทุ้มที่เจือความกวนประสาทตามสไตล์ตินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสตูดิโอออกแบบที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีสเปรย์และเศษกระดาษชานอ้อย เกียร์ละสายตาจากแปลนอาคารที่ถูกขีดฆ่าจนแทบอ่านไม่ออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงข้ามที่ยืนกอดอกพิงโต๊ะดราฟต์ด้วยท่าทีเนี๊ยบกริบไม่เปลี่ยน
“ปากดีนะคุณชายสถาปัตย์” เกียร์แค่นหัวเราะ ปล่อยปากกาเคมีในมือทิ้งลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ‘ปึก’ “ที่กูจ้องไม่ใช่เพราะจะพังมัน แต่กูพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมคนเราต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมงกับแค่การขยับผนังหนีห่างไปแค่สองเซนติเมตรด้วย... มึงจะเอาไปทำอะไรนักหนา หุบเหวหรือที่เก็บความลับ?”
ตินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างที่เคยเป็นเส้นขนานเริ่มลดลงจนเขาสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของคนตรงหน้า ดวงตาสีเข้มของตินกวาดมองใบหน้ากวนๆ ที่มักจะแสยะยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกอยู่เสมอ มือเรียวที่ผ่านการกรีดกระดาษมาทั้งคืนเผลอเลื่อนไปปัดเศษฝุ่นบนไหล่เสื้อช็อปของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
เกียร์ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มกวนๆ ค่อยๆ เลือนหาย กลายเป็นความนิ่งเงียบที่ชวนให้อึดอัด กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวตินปะทะเข้ากับกลิ่นเหงื่อและกลิ่นเหล็กในแบบฉบับของวิศวะ ตินรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทำตัวอ่อนไหว แต่หัวใจที่เต้นผิดจังหวะในอกซ้ายมันกำลังตะโกนบอกสิ่งที่เขาไม่อยากยอมรับ
“สองเซนฯ ที่มึงเห็นว่าไร้ค่า...” ตินพึมพำ เสียงแผ่วลงจนแทบกลายเป็นกระซิบ “มันคือความแตกต่างระหว่างการมีพื้นที่ให้คนสองคนหายใจร่วมกัน หรือการที่ใครสักคนต้องอึดอัดจนอยากหนีไปให้พ้น มึงเข้าใจไหมเกียร์?”
“มึงพูดเรื่องแปลน... หรือเรื่องอะไรกันแน่ติน” เกียร์ถามสวนทันควัน สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องลึกลงไปในดวงตาของติน ราวกับจะค้นหาความนัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเนี๊ยบนั้น
ตินเงียบไป เขาเม้มริมฝีปากแน่น ความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ที่เคยคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนกลับใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังต้องการคำตอบอะไร ความใกล้ชิดที่เกินเส้นแบ่งในห้องสตูดิโอตอนตีสามแบบนี้มันคืออะไร? มิตรภาพ? ความร่วมมือทางธุรกิจ? หรือความรู้สึกที่เขากำลังกลัวที่จะเรียกชื่อมัน
“ถ้ากูบอกว่ากูเองก็ไม่รู้ มึงจะเชื่อไหม” ตินตอบในที่สุด
เกียร์หัวเราะในลำคอ แต่ครั้งนี้มันไม่มีแววหยามหยันอย่างที่เคยเป็น มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือของตินไว้เบาๆ ไม่ใช่การรั้งเพื่อกักขัง แต่เป็นการดึงให้ตินก้าวเข้ามาชิดจนหลังของคนตัวเล็กกว่าชนเข้ากับขอบโต๊ะดราฟต์ ตินสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับไม่คิดจะขัดขืน
“มึงชอบคุมเกมทุกอย่าง ติน... มึงวางแผนชีวิต มึงวางแปลนตึก มึงมีมาตรวัดทุกอย่างในหัว” เกียร์เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนตินสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่าย “แต่เรื่องความรู้สึกเนี่ย มึงวัดค่าไม่ได้หรอกนะ เพราะบางที... คนที่ชอบวางแผนอย่างมึง อาจจะกำลังหลงทางอยู่ในแบบแปลนที่ตัวเองวาดขึ้นมาก็ได้”
“แล้วมึงล่ะเกียร์...” ตินถามเสียงสั่น “มึงที่บอกว่าเกลียดการผูกมัด มึงที่เอาแต่หนีไปอยู่กับโปรเจกต์บ้าๆ นั่น ทำไมถึงยังยืนอยู่ตรงนี้? ทำไมถึงยังไม่ยอมเดินออกไปจากห้องนี้สักที?”
เกียร์นิ่งค้างไป คำถามนั้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ เขารู้ดีว่าคำตอบคืออะไร แต่กำแพงในอดีตที่เขาสร้างขึ้นมันสูงชันเกินกว่าจะก้าวข้ามได้ง่ายๆ มือที่จับข้อมือตินอยู่บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ผละออกเหมือนคนที่เพิ่งได้สติ
“กูแค่... ยังไม่อยากแพ้โปรเจกต์ของมินก็แค่นั้น” เกียร์พยายามแก้ตัวด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูปกติที่สุด ทั้งที่แววตาไหววูบ
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศที่กำลังตึงเครียดจะคลี่คลาย เสียงเคาะประตูห้องสตูดิโอดังขึ้นอย่างไม่มีมารยาท พร้อมกับการปรากฏตัวของมินที่เดินถือแก้วกาแฟเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่ดูเสแสร้งจนน่าหมั่นไส้ มินมองตินและเกียร์ที่ยืนอยู่ใกล้กันเกินพอดีด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“ขอโทษทีนะที่ขัดจังหวะ” มินเอ่ยพลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ “พอดีเห็นไฟเปิดอยู่เลยนึกว่ามีคนทำงานหนักจนลืมเวลา... เอ๊ะ หรือว่ากำลังวางแผน ‘ลับ’ อะไรกันอยู่หรือเปล่า?”
เกียร์ถอยห่างจากตินทันที เขากระชับเสื้อช็อปของตัวเองแล้วเดินไปคว้ากระเป๋า เตรียมจะออกจากห้องด้วยท่าทีหงุดหงิดตามนิสัย “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละมิน มึงมาก็ดีแล้ว ฝากดูแปลนส่วนที่เหลือด้วย กูไปล่ะ”
ตินมองตามแผ่นหลังกว้างของเกียร์ที่เดินหายไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความอึดอัดที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม เขาหันกลับมามองมินที่ยังคงยืนยิ้มอยู่ที่เดิม ก่อนจะสังเกตเห็นบางอย่างที่วางอยู่ใต้กองแปลนที่เกียร์ทิ้งไว้
มันไม่ใช่แปลนอาคาร แต่มันคือรูปถ่ายใบเก่าที่มุมหนึ่งมีลายมือหวัดๆ ของเกียร์เขียนไว้ว่า *‘คำถามที่ไม่มีคำตอบ... หรือจริงๆ แล้วเราแค่ไม่อยากรู้’*
ตินหยิบรูปนั้นขึ้นมา หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อในรูปนั้นไม่ได้มีแค่เกียร์ แต่มีภาพร่างของคนสองคนที่ยืนกอดกันในงานเทศกาลเมื่อปีก่อน ซึ่งหนึ่งในนั้น... มีใบหน้าของเขาเองที่เขายังไม่เคยจำได้เลยว่าเคยเกิดขึ้นตอนไหน
ในความมืดของห้องที่เหลือเพียงแสงไฟสีส้มสลัว ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความกวนประสาทและมาดนิ่งกลับเริ่มพังทลายลง พร้อมกับการก้าวเข้ามาของวินที่เปิดประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ติน! มึงรีบตามเกียร์ไปเร็วเข้า! มินมันไม่ได้มาที่นี่แค่เพราะเรื่องงาน แต่มันเอา ‘ความลับ’ เรื่องที่เกียร์เคยเป็นคนทำลายโปรเจกต์รุ่นพี่ไปบอกฝ่ายปกครองแล้ว!”
ตินเบิกตากว้าง ความหนาวเหน็บแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจทันที เมื่อรู้ว่าเกมที่เขาพยายามวางแผนมาตลอด กำลังจะจบลงด้วยการทำลายคนตรงหน้าอย่างไม่มีชิ้นดี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและหัวใจที่สั่นคลอนของตินกับเกียร์ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ พุดดิ้งคาราเมลหวังว่าทุกคนจะยังไม่ทิ้งกันไปไหนนะคะ
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 14
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!