“ถ้าการทำโปรเจกต์นี้ต้องแลกมาด้วยชื่อเสียงที่ป่นปี้ ผมว่าเราสองคนควรเลิกทำตั้งแต่วินาทีนี้เลยดีกว่าค่ะอาจารย์”
เสียงของตินสั่นพร่าขณะพยายามจัดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ มือของเขาสั่นจนแทบจะคุมไม่อยู่ ความร้อนผ่าวแล่นริ้วไปทั่วใบหน้าเมื่อแสงแฟลชจากกล้องของมินยังคงทิ้งรอยแผลเป็นทางสายตาเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าอาจารย์ทวีศักดิ์เห็นภาพอะไรไปก่อนหน้านี้ แต่น้ำเสียงนิ่งเรียบที่ซ่อนความกดดันมหาศาลไว้เบื้องหลังนั้น บ่งบอกชัดเจนว่า ‘ความอดทน’ ของชายวัยกลางคนคนนี้กำลังจะสิ้นสุดลง
“เลิกทำงั้นเหรอ?” อาจารย์ทวีศักดิ์ก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากเครื่องฉายโปรเจกต์เตอร์เปลี่ยนใบหน้าของเขาให้ดูเหมือนปีศาจที่กำลังตัดสินชะตากรรม “ติน... งานสถาปัตย์ที่ปราศจากโครงสร้างวิศวกรรมที่มั่นคง ก็เหมือนกับชีวิตพวกเธอตอนนี้แหละ ถ้ามันพังลงมา ใครจะรับผิดชอบ?”
เกียร์ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ ก้าวออกมาบังตินไว้ช้าๆ แม้ปกติจะเป็นคนกวนประสาทไม่ดูเวล่ำเวลา แต่ในยามที่สถานการณ์ตึงเครียดจนลมหายใจขาดห้วง เขากลับดูนิ่งขรึมและสุขุมจนน่าประหลาด มือหนาของวิศวะหนุ่มคว้าข้อมือตินไว้แน่น แฝงความหมายว่า ‘อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวฉันจัดการเอง’
“พวกเราไม่ได้จะทิ้งงานครับ... เอ่อ... ค่ะอาจารย์” เกียร์เปลี่ยนสรรพนามกะทันหันเมื่อสายตาคมกริบของตินตวัดมอง “คือแบบนี้ครับ สิ่งที่เห็นมันเป็นแค่ ‘การทดลองเรื่องมวลและแรงเสียดทาน’ แบบสดๆ ถ้าอาจารย์มองไม่ออกว่ามันคือการทำงานร่วมกันแบบ Deep Collaboration... ผมก็คงต้องบอกว่าวิสัยทัศน์ของทางคณะคงมีปัญหาแล้วล่ะ”
“กวนประสาทให้มันน้อยๆ หน่อย ไอ้เกียร์!” อาจารย์ทวีศักดิ์คำราม มินที่ยืนอยู่ข้างหลังเผยรอยยิ้มสมเพชออกมาอย่างชัดเจน “มิน... เธอเอาไฟล์รูปภาพที่เพิ่งถ่ายได้ไปเคลียร์ที่ห้องพักครูซะ ถ้าภาพพวกนี้หลุดออกไปถึงหูอธิการบดี... งานเปิดตัวโปรเจกต์ในวันพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องจัดให้เสียเวลา!”
มินรับคำด้วยน้ำเสียงดัดจริตก่อนจะเดินเฉียดผ่านพวกเขาทั้งสองไป ทิ้งกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกเอาไว้เป็นหลักฐานความสะใจ ตินมองตามหลังอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้นจนกำหมัดแน่น แต่ความกดดันทั้งหมดก็ต้องถูกพับเก็บไว้เมื่ออาจารย์เดินจากไปพร้อมคำสั่งสุดท้าย
“วันพรุ่งนี้ ถ้าโมเดลตัวนี้ไม่สามารถอธิบายคอนเซปต์ ‘แรงยึดเหนี่ยว’ ได้ตามที่ฉันคาดหวัง... พวกเธอสองคนเตรียมเก็บของออกจากโปรเจกต์นี้ไปซะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสตูดิโอในวินาทีถัดมา ตินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูล พิงหลังกับโต๊ะดราฟต์ที่เต็มไปด้วยรอยคัตเตอร์ “จบแล้ว... เกียร์ เราจบเห่แล้ว มินมันต้องเอาภาพนั้นไปประจานในบอร์ดนักศึกษาแน่ๆ”
เกียร์มองคนตรงหน้าที่ดูจะสติแตกจนเสียการควบคุม เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบปากกาเขียนแบบมาหมุนเล่นในมือ “ติน... มองหน้าฉัน”
ตินเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเนี๊ยบเฉียบคมตอนนี้ดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “มองไปก็แก้อะไรไม่ได้หรอก เราขาดโครงสร้างหลัก เรายังไม่ได้สรุปเรื่องวัสดุ แล้วอาจารย์ยังมาจับได้อีก มินมันจ้องจะเล่นงานเรา...”
“ฉันบอกให้มองหน้าฉัน!” เกียร์ขึ้นเสียงเล็กน้อย แต่เป็นโทนเสียงที่นุ่มนวลจนตินต้องชะงัก “พวกเราเป็นคู่หู ไม่ใช่คู่แข่ง มินอยากได้ภาพนั้นก็ปล่อยมันไป ถ้าคนอื่นจะคิดว่าเราทำอะไรกันในสตูดิโอ ก็ให้มันคิดไป... แต่ถ้าโปรเจกต์นี้พัง เราจะไม่ได้มีชื่อร่วมกันในแบบแปลนแห่งความสำเร็จนั้นนะ เธออยากให้ชื่อ ‘ติน’ หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์คณะเพราะเรื่องไร้สาระพวกนี้เหรอ?”
ตินกะพริบตาถี่ๆ คำพูดของเกียร์กระแทกเข้าที่หัวใจของเขาอย่างจัง ความเจ็บปวดจากการถูกกลั่นแกล้งกลายเป็นพลังงานบางอย่างที่เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น เขาหยิบดินสอขึ้นมาวางบนกระดาษไขแผ่นยักษ์ที่ยังว่างเปล่า
“ถ้ามินอยากเล่นเกมนี้... เราก็จะเล่น” ตินพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม “เราต้องทำโมเดลใหม่ ให้มันล้ำกว่าที่มินคิดไว้สิบเท่า ต้องเป็นงานวิศวกรรมที่ผสานกับสถาปัตย์แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน”
“นั่นสิที่ฉันรอฟังอยู่” เกียร์ยิ้มมุมปาก ความกวนประสาทเริ่มกลับมาอีกครั้ง “คืนนี้ไม่ต้องหลับต้องนอนกันล่ะนะ คุณสถาปนิก... เตรียมกาแฟไว้ให้พร้อม เพราะงานนี้ฉันจะทำให้มินหน้าหงายกลางงานเปิดตัวจนลืมไม่ลงเลย”
ทั้งสองเริ่มลงมือทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง ความเนี๊ยบของตินที่คอยคุมสเกลและเส้นสาย ผสานเข้ากับจินตนาการด้านโครงสร้างที่ไร้ขีดจำกัดของเกียร์ พวกเขาไม่ได้พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ที่พัวพันยุ่งเหยิงนั่นอีก แต่ความใกล้ชิดผ่านจังหวะการหยิบจับอุปกรณ์ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมือที่สัมผัสกันบนแปลนงาน... ทุกอย่างบ่งบอกว่าพวกเขาผูกพันกันมากกว่าแค่เพื่อนร่วมงานไปเสียแล้ว
เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีสี่ งานโครงสร้างหลักเสร็จสิ้นลงเหลือเพียงการเก็บรายละเอียดชิ้นสุดท้าย ทั้งคู่ฟุบหลับไปข้างโต๊ะดราฟต์ในท่าทางที่ดูใกล้ชิดกว่าเดิม กระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูสตูดิโอ
ตินสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขาเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนยืนถือซองเอกสารสีน้ำตาลอยู่หน้าประตู ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นแล้วรีบเดินหนีไป
ตินรีบคว้าซองนั้นมาเปิดดู ทันทีที่เห็นภาพถ่ายภายในซอง หน้าของเขาก็ซีดเผือดจนไร้สีเลือด มันไม่ใช่ภาพที่มินถ่ายในตอนแรก... แต่มันเป็นภาพ ‘ผังโครงการที่ถูกแก้ไข’ โดยมีลายเซ็นของอาจารย์ทวีศักดิ์กำกับไว้ว่า ‘โมฆะ’ ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่พวกเขาทำกันมาตลอดทั้งคืน คือความว่างเปล่า
ในจังหวะที่หัวใจกำลังจะแตกสลาย เสียงโทรศัพท์ของเกียร์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นครืดขึ้นมา หน้าจอโชว์ชื่อผู้โทรเข้าที่ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดหายใจ... ‘แม่ของเกียร์’
“อย่ารับนะเกียร์...” ตินพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ “ถ้ารับตอนนี้... ทุกอย่างจะจบจริงๆ”
พุดดิ้งคาราเมลหวังว่าตอนที่ 11 นี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นไปกับความสัมพันธ์และบททดสอบของตินกับเกียร์นะคะ!
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 11
งานเปิดตัวโปรเจกต์
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!