“ถ้ามึงจะเงียบใส่กันแบบนี้ เอาเวลากระดาษไขกับฟิวเจอร์บอร์ดไปเผากลบหน้าตึกคณะเรายังจะดีกว่าซะอีก เกียร์”
เสียงของวินที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความอึดอัดในห้องสตูดิโอคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ร่างโปร่งของตินยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวที่เคยจับปากกาหมึกซึมร่างเส้นแปลนบ้านอย่างแม่นยำ ตอนนี้กลับกำเมาส์แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจดจ้องอยู่ที่หน้าจอ ซึ่งมีแบบจำลอง 3 มิติของโปรเจกต์ใหญ่ที่เขาและวิศวกรหนุ่มจอมกวนประสาทต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่มันไม่ใช่เรื่องงานหรอกค่ะที่กำลังกัดกินหัวใจของคนทั้งคู่ในเวลานี้
เกียร์ยืนพิงสะโพกกับขอบหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ มือหนากอดอกแน่น ดวงตาคมดุที่มักจะฉายแววเจ้าเล่ห์และกวนประสาทอยู่เสมอกลับหลบเลี่ยงการสบตา เขากัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน บรรยากาศรอบตัวของนายวิศวะผู้รักอิสระและเกลียดการผูกมัดในยามนี้ เต็มไปด้วยความอึดอัดราวกับมีก้อนเมฆฝนสีดำทะมึนลอยเคคว้างอยู่เหนือศีรษะ
หลังจากผ่านพ้นวิกฤตเรื่องแผนงานที่มินตั้งใจเข้ามากลั่นแกล้งและทำลายความน่าเชื่อถือของทั้งสองคนไปได้เมื่อไม่กี่วันก่อน ความสัมพันธ์ที่เคยลหุและลอยเคว้งระหว่างสถาปนิกเนี๊ยบเจ้าระเบียบกับวิศวกรปากแข็งก็เดินทางมาถึงจุดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ความเงียบงันในห้องสตูดิโอดังกล่าวนี้มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าคำพูดเป็นร้อยๆ คำ
“วิน… มึงกลับไปก่อนเถอะ” เสียงทุ้มของตินเอ่ยขึ้นเรียบๆ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว แต่มันสั่นเครือเล็กน้อยในพยางค์สุดท้าย
“แน่ใจนะว่าไหว?” วินถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตาคมมองสลับระหว่างเพื่อนสนิทของตัวเองกับร่างสูงของหนุ่มวิศวะที่ยังคงยืนนิ่งเป็นหุ่นปูนปั้น “กูไม่อยากให้พวกมึงจบแบบ ‘พังแบบแปลน’ อีกนะเว้ย มีอะไรก็พูดกันดีๆ โตๆ กันแล้ว”
ประโยคเตือนสติของวินทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนที่เสียงประตูกระจกจะปิดลงเบื้องหลัง พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่สะท้อนความตึงเครียดภายในห้องให้เด่นชัดขึ้นไปอีก
ตอนนี้เหลือเพียงแค่เขาสองคน… ตินและเกียร์
ตินค่อยๆ ถอดแว่นสายตาออกแล้ววางลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างทะนุถนอม มือเรียวonยกขึ้นนวดหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อขับไล่ความปวดตุบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการทำงานหักโหมติดต่อกันหลายวัน แต่ลึกๆ แล้ว อาการปวดหัวนี้เทียบไม่ได้เลยกับความหนقหน่วงที่บีบรัดหัวใจอยู่ข้างใน
“นายจะยืนเป็นเสาเข็มอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม เกียร์” ตินเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดขึ้นมองร่างสูงที่ยังคงยืนค้างท่าเดิม “ถ้าโปรเจกต์นี้เสร็จแล้ว… นายก็คงเตรียมตัวบินไปดูงานที่ไซต์ต่างจังหวัดยาวเลยใช่ไหมล่ะ”
คำถามนั้นไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับงาน แต่มันคือคำถามที่ซ่อนความคาดหวังและความหวาดกลัวเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มหยันที่ตินจงใจสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความรู้สึกของตัวเอง
เกียร์สะดุ้งเล็กน้อย ขยับตัวออกจากขอบหน้าต่าง ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของสถาปนิกหนุ่มทีละก้าวอย่างช้าๆ ฝีเท้าที่หนักแน่นนั้นสะท้อนความลังเลที่ซ่อนอยู่ภายใน
“แล้วถ้าใช่… มันทำไมล่ะ” เกียร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะกวนประสาทตามนิสัยเดิม แต่ทว่าแววตาคู่คมกลับไหววูบอย่างปิดไม่มิด “คนอย่างคุณ ติน… สถาปนิกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ผู้มีแบบแปลนชีวิตเป๊ะทุกตารางเซนติเมตร คงไม่ชอบหรอกมั้งที่จะมีตัวถ่วงจอมกวนอย่างผมเข้าไปทำให้แผนชีวิตคุณพัง”
“นายคิดว่าฉันมองนายเป็นแค่ตัวถ่วงงั้นเหรอ?” ตินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีรื้นน้ำใสๆ คลอหน่วย แต่เจ้าตัวรีบกะพริบตาไล่มันกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว ศักดิ์ศรีค้ำคอไมยอมให้ผู้ชายตรงหน้าเห็นความอ่อนแอเด็ดขาด “ตลอดเวลาที่เราต้องมานั่งแก้แบบด้วยกัน ตลอดเวลาที่เราต้องทะเลาะกันเรื่องโครงสร้างกับความงาม… นายเคยคิดไหมว่า สำหรับฉันแล้ว นายไม่ใช่แค่วิศวกรที่ต้องทำงานร่วมกัน”
ประโยคที่ถูกกลั้นกรองออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นโครมคราม
เกียร์หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของติน ระยะห่างระหว่างพวกเขามีน้อยเสียจนกลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษและสีอะคริลิกตีวนอยู่ในอากาศ หัวใจของหนุ่มวิศวะเต้นรัวระรัวราวกับเครื่องจักรที่ทำงานเกินกำลัง ความกลัวจากการถูกผูกมัดในอดีต—ปมในใจที่เขาไม่เคยเปิดปากเล่าให้ใครฟัง—กำลังตีรันฟันแทิงกับความรู้สึกโหยหาที่อัดแน่นอยู่ในอก
“ติน…” เกียร์เรียกชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความกวนประสาท ไร้ซึ่งความยวนยอก มีเพียงความสั่นไหวที่เปราะบาง “คุณก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง ผมเกลียดการสัญญา ผมเกลียดการผูกมัด… ชีวิตผมมันเหมือนเหล็กเส้นที่โค้งงอตามแรงเหวี่ยง ไม่มีทิศทางที่แน่นอน ไม่เหมือนแบบแปลนบ้านสวยหรูของคุณหรอก”
“แล้วใครบอกให้นายต้องมาเป็นแบบแปลนของฉันล่ะ เกียร์!” ตินทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงอารมณ์ทำให้เก้าอี้ไม้ไถลถอยหลังไปครูดกับพื้นเสียงดังลั่น ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความอัดอั้นตันใจ “ฉันไม่ได้ต้องการให้นายต้องมาเปลี่ยนตัวเองเพื่อเดินตามเส้นที่ฉันตีเอาไว้! ฉันแค่อยากรู้… ว่าพื้นที่ตรงนี้ พื้นที่ในหัวใจของนาย มันมีที่ว่างให้คนอย่างฉันบ้างไหม หรือฉันก็เป็นแค่โปรเจกต์ชั่วคราว ที่พอสร้างเสร็จ นายก็พร้อมจะเก็บของแล้วเดินจากไปเหมือนงานออกแบบชิ้นอื่นๆ!”
น้ำเสียงที่หลุดออกมาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตัดพ้อ ตินไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามหาความชัดเจนในความสัมพันธ์กับผู้ชายที่เอาแต่กวนประสาทเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอ แต่วันนี้… ความอดทนมันเดินทางมาถึงขีดจำกัดแล้ว
เกียร์ชะงักงัน ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหยดน้ำใสๆ ที่รื้นขึ้นมาขอบตาของคนตรงหน้า ภาพของสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและเนี๊ยบในทุกกระเบียดนิ้ว กำลังยืนตัวสั่นด้วยความรู้สึกที่แท้จริง มันพังทลายกำแพงที่เกียร์สร้างขึ้นมาตลอดหลายปีลงในพริบตา
มือหนายื่นออกไปโดยอัตโนมัติ หมายจะเอื้อมไปสัมผัสแก้มเนียนที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธและอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แต่ปลายนิ้วก็ยังคงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ—ลังเลที่จะแตะต้อง เพราะกลัวว่าความสัมพันธ์ที่เปราะบางนี้จะแตกสลายคามือ
“ติน… ผม…” เกียร์อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง คำอธิบายที่เตรียมไว้มากมายในหัว กลับติดอยู่ที่ลำคอเมื่อเจอสายตาที่เว้าวอนแต่ก็เด็ดเดี่ยวในเวลาเดียวกันของคนตรงหน้า
“ตอบฉันมาสิ เกียร์” ตินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว จนหน้าอกแทบจะแนบชิดกับอกแกร่งของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน “เราเป็นอะไรกันแน่… ในแบบแปลนชีวิตของนาย ตอนนี้ฉันมีสถานะเป็นแค่ ‘เพื่อนร่วมงาน’ หรือว่าเป็น… คนที่นายยอมให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าเบื่อหน่าย หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ราวกับสะพานแขวนที่กำลังรับน้ำหนักเกินพิกัด เกียร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต ผู้ชายที่เก่งกาจเรื่องคำนวณโครงสร้างตึกสูงสิบชั้น กลับรู้สึกว่าการตัดสินใจบอกความจริงในวินาทีนี้ยากเสียยิ่งกว่าการคำนวณแรงแผ่นดินไหว
ริมฝีปากหนากำลังจะขยับเปล่งคำตอบที่ตินรอคอยมานานแสนนาน…
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะไต่ระดับไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ ประตูห้องสตูดิโอที่ปิดสนิทอยู่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทโดยปราศจากเสียงเคาะเตือนใดๆ ร่างระหงของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่เคลือบยาพิษ
“อุ๊ย… ขอโทษทีค่ะ ขัดจังหวะอะไรสำคัญอยู่หรือเปล่าคะ พอดีมินมีเอกสารด่วนที่ต้องให้พี่ตินเซ็นอนุมัติคืนนี้เลยค่ะ”
เสียงหวานหยดย้อยของมินดังแทรกขึ้นมาทำลายทุกบรรยากาศลงจนราบคาบ พร้อมกับซองเอกสารในมือที่ถูกยื่นเข้ามาขวางกลางระหว่างตินและเกียร์พอดีเป๊ะ
ตินผละถอยหลังออกมาด้วยความหงุดหงิด ขณะที่เกียร์หันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาดุร้ายราวกับเสือที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ แต่ในจังหวะที่เกียร์กำลังจะเอ่ยปากไล่มินออกไปนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่โผล่พ้นซองเอกสารออกมา—มันคือสำเนาแบบแปลนโครงสร้างลับที่ควรจะมีแค่เขากับตินรู้เท่านั้น และที่สำคัญ… มันมีลายเซ็นปลอมแปลงของตินกำกับอยู่มุมขวาล่างเรียบร้อยแล้ว!
พุดดิ้งคาราเมลขอส่งกำลังใจให้คุณตินและคุณเกียร์ผ่านวิกฤตความรู้สึกและเล่ห์เหลี่ยมครั้งนี้ไปให้ได้นะคะ!
Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก•ตอนที่ 47
วันที่เราต้องพูดความจริง
ผลงานโดย พุดดิ้งคาราเมล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พุดดิ้งคาราเมล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Blueprint of Love: แบบแปลนนี้มีไว้ให้เธอรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!