หยุดเต๊าะสักวัน เดี๋ยวฉันหลงรัก•ตอนที่ 9

ซ้อมลีดจำเป็น

ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
"หนึ่ง ส่อง สาม ซ้ายยย! สี่ ห้า หก ขวาดิแก! อย่าเพิ่งล้มนะเว้ย ยัยหมอก! ถ้าแกเซลงมาล่ะก็ กูจะฟ้องแม่แกจริงๆ ด้วย!" เสียงตะโกนแว้ดๆ ของเจ้านายดังลั่นโรงยิมคณะนิเทศศาสตร์ท่ามกลางเสียงเพลงบีิทยูบีทเร่งเร้า สภาพของหมอกหนาตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกนกตกน้ำ เหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวเต็มกรอบหน้าขาวเนียน เสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งแนบติดแผ่นหลังบางจากแรงกายที่ทุ่มเทให้กับการซ้อมลีดเดอร์จำเป็นเฉพาะกิจ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาแค่มารับเคราะห์แทนรุ่นพี่ปีสองที่ดันอาหารเป็นพิษกะทันหันแท้ๆ แต่ทำไมชะตากรรมถึงพาเขามาอยู่ตรงจุดนี้—จุดที่ต้องยืนใจหายใจคว่ำอยู่บนยอดพีระมิดมนุษย์กึ่งสำเร็จรูปได้เนี่ย หมอกหนาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อฐานด้านล่างเริ่มสั่นพั่บๆ จากความล้า แต่ก่อนที่เขาจะได้แหกปากโวยวายใส่เจ้านายที่ยืนลุ้นจนหน้าดำหน้าแดงอยู่ข้างสนาม สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างสูงโปร่งคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงประตูทางเข้าโรงยิมเสียก่อน เสื้อวินมอเตอร์ไซค์สีเข้มกับกางเกงยีนส์เซอร์ๆ... ท่าทางยืนล้วงกระเป๋า กวนประสาท และรอยยิ้มมุมปากที่ส่งตรงมาให้เขาราวกับกำลังดูละครสัตว์อยู่ฟากหนึ่งของสนาม *ให้ตายเถอะ... เจ้ากรรมนายเวรเบอร์หนึ่งมาทำไมตอนนี้วะเนี่ย!* พี่ทัพ... หรือทัพฟ้า เดือนวิศวะปีสามตัวแสบที่ฝากประโยคชวนขนลุกไว้เมื่อคืน ค่อยๆ เดินเอื่อยๆ เข้ามาใกล้สเตจซ้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ในมือข้างหนึ่งถือแก้วน้ำเต้าหู้ใส่ถุงพลาสติกผูกยางแดงแกว่งไปมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับที่นี่เป็นสนามเด็กเล่นหลังบ้านของเจ้าตัว "อ้าว, น้องหมอกหนา... ระวังหน่อยดิ เดี๋ยวตกลงมาหัวฟาดพื้นไม่สวยนะเราน่ะ" เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยตะโกนแซงเสียงเพลงขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้ไมค์ สายตาแพรวพราวคู่นั้นกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกเอ็นดูระคนขบขันอย่างชัดเจน หมอกหนาเกือบจะหลุดปากด่าออกไปแล้วเชียว ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทรงตัวอยู่บนบ่าของเพื่อนร่วมทีมอีกสองคน ถ้าขยับปากหรือวีนแตกตอนนี้ มีหวังได้ลงไปนอนวัดพื้นโรงยิมโชว์อับอายขายขี้หน้าชาวคณะแน่ๆ "พี่ทัพ! มาทำไมเนี่ย! แถวนี้ไม่มีวิศวะให้เต๊าะเหรอ ถึงได้ถ่อสังเวียนมาไกลถึงนิเทศ!" หมอกหนากัดฟันกรอด ตะโกนสวนกลับไปเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง พยายามทำหน้าดุใส่เต็มที่ แต่แก้มแดงๆ ที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะความเหนื่อย (และเพราะความเขินที่เจ้าตัวไม่ยอมรับ) กลับทรยศทุกอย่าง ทัพฟ้าหัวเราะในลำคอเบาๆ "หึ... ก็คิดถึงเด็กแถวนี้มั้งครับ เลยแวะเอาพลังงานมาส่ง" พูดจบ เจ้าตัวก็เดินดุ่มๆ ตรงเข้ามาใกล้สเตจซ้อมมากขึ้นอีกนิด จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฐานที่หมอกหนากำลังยืนอยู่พอดี ทัพฟ้าไม่ได้สนใจสายตาของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ที่หันมามองเป็นตาเดียวเลยสักนิด สองมือยกแก้วน้ำเต้าหู้ขึ้นดูดหลอดอึกใหญ่ ก่อนจะฉีกยิ้มกริ่มแล้วเงยหน้ามองคนตัวเล็กที่อยู่สูงกว่า "ลงมาพักก่อนเร็ว หน้าซีดเป็นไก่ต้ม, เดี๋ยวถ้าเป็นลมล้มพับไป พี่ต้องอุบังสังขารพาไปห้องพยาบาลอีก... เปลืองแรงพี่ตาย" "ใครซีด! หน้าผมออกจะสดใสเปล่งปลั่งเบอร์นี้ มองยังไงให้เป็นไก่ต้มวะพี่!" หมอกหนาโวยวายเสียงหลง ลืมตัวขยับขาไปข้างหนึ่งตามสัญชาตญาณความโมโห จนลืมไปว่าตัวเองอยู่บนที่สูง "เห้ย!/ยัยหมอก ระวัง!" เสียงอุทานด้วยความตกใจดังประสานกันระหว่างเจ้านายและเพื่อนในทีม ร่างบางเซถลาไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน แรงโน้มถ่วงพรากการทรงตัวไปในพริบตา หมอกหนาหลับตาปี๋ เตรียมใจรับแรงกระแทกกับพื้นแข็งๆ ของโรงยิมแล้ว ทว่า... ความเจ็บปวดที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้น มีเพียงอ้อมแขนแข็งแกร่งคู่หนึ่งที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของเขาไว้ได้อย่างทันท่วงที แรงกระชากเบาๆ ดึงให้ร่างของหมอกหนาตกลงมาอยู่ในอ้อมอกของใครบางคนอย่างพอดิบพอดี กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นไอแดดจางๆ ลอยเข้าจมูกทันทีที่ใบหน้าของเขาซบลงกับแผงอกกว้างนั้น ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจสองดวงที่เต้นรัวผิดจังหวะดังแข่งกันจนน่าอาย หมอกหนาลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือปลายคางได้รูปของคนที่มารับไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ทัพฟ้าก้มมองคนในอ้อมแขนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม... มันไม่ใช่แววตากวนประสาทหรือความเจ้าเล่ห์แบบทุกที แต่เป็นประกายความห่วงใยที่ลึกซึ้งจนคนมองเผลอสะดุดลมหายใจ "ซุ่มซ่ามจริงนะเรา..." เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอทำเอาขนอ่อนลุกชันไปหมด "ปล่อยเลยนะ! ใครใช้ให้มาจับ... ปล่อยดิพี่!" หมอกหนารีบดันอกอีกฝ่ายออกสุดแรงเกิด ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู แดงแจ๋จนแทบจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์ มือบางรีบปัดเสื้อตัวเองป้อยๆ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ทัพฟ้าขาวยิ้มกริ่ม ยอมปล่อยมือออกแต่โดยดี แต่สายตายังคงพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเนียนที่เต็มไปด้วยเหงื่อด้วยความมันเขี้ยว มือหนายื่นแก้วน้ำเต้าหู้ที่เจาะหลอดเรียบร้อยแล้วไปจ่อใกล้ปากอีกฝ่าย "อ่ะ... กินซะ จะได้มีแรงมาเถียงพี่ต่อ น้ำเต้าหู้ใส่ปาท่องโก๋... สั่งแบบหวานน้อยพิเศษให้เด็กดื้อโดยเฉพาะเลยนะเนี่ย" หมอกหนาชะงัก มองแก้วน้ำเต้าหู้สลับกับใบหน้ายิ้มแย้มของรุ่นพี่ตัวสูง ความขุ่นเคืองเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความรู้สึกแปลกๆ ที่ตีรันandวนเวียนอยู่ในช่องท้อง... หวานน้อยพิเศษงั้นเหรอ? หมoกหนากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปากก็ยังทำเป็นฟอร์มจัดเชิดใส่ "ใครบอกให้ซื้อมาเล่า... ผมไม่ได้อยากกินสักหน่อย!" "อ้าวเหรอ งั้นพี่กินเองดีกว่า..." ทัพฟ้าทำท่าจะดึงแก้วกลับจริงๆ "เฮייה! ใครบอกว่าจะไม่กินเล่า เอามานี่เลยนะ!" หมอกหนารີบคว้าหลอดดูดมาคาบไว้เองทันที แก้แก้มนวลพองลมด้วยความขัดเคืองระคนขัดเขิน ท่าทางฟึดฟัดแบบนั้นทำให้ทัพฟ้ายิ่งหัวسเพราะความเอ็นดู เจ้านายที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ไม่ไกล แอบยกมือถือขึ้นมาแอบถ่ายรูปโมเมนต์หวานๆ นั้นไว้รัวๆ ก่อนจะกระซิบกระซาบกับเพื่อนข้างๆ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอุ่นและชวนให้อมยิ้ม ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของหมอกหนาก็สั่นครืดคราดขึ้นมาขัดจังหวะ หมอกหนาหยิบขึ้นมาเปิดดูอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่พอสายสืบตาดำๆ กวาดมองข้อความล่าสุดจากหน้าจอเท่านั้นแหละ... ร่างบางก็ถึงกับแข็งทื่อ รอยยิ้มค้างเติ่งทันที *ข้อความจาก: [คุณแม่ (ที่เคารพรัก)]* *‘หมอกหนา ลูกรัก... แม่กับป๊ามาถึงกรุงเทพฯ แล้วนะจ๊ะ ตอนนี้กำลังนั่งแท็กซี่ไปหาลูกที่คณะนิเทศฯ พอดีเลย อยากเจอเซอร์ไพรส์ไหมจ๊ะลูกชาย?’* หมอกหนาเบิกตากว้างจนแทบถล่น สมองขาวโพลนในพริบตา—แม่มาเหรอ? มาตอนไหนไม่มา ดันมาตอนที่เขายืนกินน้ำเต้าหู้ในอ้อมอกของเดือนวิศวะที่แม่ไม่เคยรู้จักเนี่ยนะ! "พี่ทัพ..." หมอกหนาหันขวับไปมองหน้าพระเอกตัวแสบด้วยสีหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ "แม่ผม... แม่ผมกำลังจะมาถึงคณะแล้ว!" *(โปรดติดตามตอนต่อไป...)* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานน้อยๆ แต่ฟินเกินร้อยด้วยกันในตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยุดเต๊าะสักวัน เดี๋ยวฉันหลงรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%