"คุณจะยืนซื่อบื้อเป็นตอไม้ตรงนั้นอีกนานไหมคะ หรือว่าแปลงผักออร์แกนิกแปลงนี้มันมีวิญญาณสิงสถิตจนทำให้ขาของคุณก้าวไม่ออกกันแน่"
น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่เล็กน้อยเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างระหงของรินรดาที่เดินถือตะกร้าหวายสานบรรจุปุ๋ยหมักชีวภาพเข้ามาใกล้ ทว่าฝีเท้าของเธอกลับต้องชะงักกึก เมื่อดวงตาคู่คมกริบกวาดไปเห็นแผ่นหลังกว้างของสามีหนุ่มที่กำลังยืนนิ่งค้างอยู่หน้าแปลงคะน้าฮ่องกง
คะน้าฮ่องกงในแปลงนี้... ไม่ใช่คะน้าธรรมดา
เมื่อคืนก่อน เข้านอนตอนที่ต้นกลายังสูงเท่าข้อเท้า ผ่านไปไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงดี ตอนนี้พวกมันกลับอวบอ้วน ใบเขียวสดราวกับถูกเคลือบด้วยหยาดน้ำค้างสวรรค์ ลำต้นอวบหนาจนน่าตกใจ ที่สำคัญที่สุดคือกลิ่นหอมหวานจางๆ ที่ลอยกรุ่นออกมาจากเนื้อดินและใบผัก มันเป็นกลิ่นอบริมธารที่เธอคุ้นเคยดี กลิ่นที่บ่งบอกถึงพลังงานจาก "มิติพิศวง" ในแหวนหยกโบราณที่เธอดึงออกมาใช้เร่งการเจริญเติบโตเพื่อเตรียมส่งล็อตแรกให้ทันตลาดเช้าวันพรุ่งนี้!
รินรดาหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม สติสัมปชัญญะที่เคยเฉียบคมประหนึ่งเชฟมือหนึ่งและนักธุรกิจสาวผู้กุมความลับระดับจักรวาลปั่นป่วนชั่วขณะ มือบางที่ถือตะกร้ากำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน สมองพรั่งพรูคิดหาคำแก้ตัวสารพัด ตั้งแต่เรื่องฮอร์โมนเร่งโตสูตรธรรมชาติ ไปจนถึงปุ๋ยหมักสูตรลับเฉพาะตัวที่หมักจากมูลไส้เดือนผสมแร่ธาตุประหลาด
ทว่า... ผู้กองภูผาไม่มีท่าทีตกใจลานแต่อย่างใด
ชายหนุ่มค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคมปลาบสีสนิมคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัว หรือความโลภโมโทสันฉายชัดอยู่เลย มีเพียงประกายความอบอุ่นล้ำลึก และรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความเจ้าเล่ห์นิดๆ แบบฉบับชายหนุ่มบ้านไร่ผู้กุมความลับบางอย่างไว้ในกำมือเช่นกัน
"ผักพวกนี้... โตเร็วกว่าต้นหอมหลังบ้านผมตอนเด็กๆ ตอนที่แม่เอาขี้เถ้าแกลบไปโรยเสียอีกนะ"
ภูผาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มต่ำ เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหาเธอย่างช้าๆ ทิ้งระยะห่างพอเหมาะเพื่อให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่ก็ใกล้พอที่จะทำให้กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นดินและเหงื่อจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก
"ถ้าคุณจะบอกว่ามันเป็นเพราะดินแถบนี้อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ... ผมก็คงต้องเชื่อภรรยาตัวเองสินะครับ" เขาเน้นคำว่า 'ภรรยา' ด้วยน้ำเสียงพินิศพิเคราะห์ ทว่าแววตากลับระยิบระยับราวกับมองทะลุปรุโปร่งไปถึงก้นบึ้งหัวใจของเธอ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยืดอกขึ้น เชิดคางเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ แม้ภายในใจจะเริ่มสั่นไหวกับความนิ่งสงบของสามีหนุ่มตรงหน้า
"ถ้าคุณคิดว่ามันไร้สาระ หรือเป็นเรื่องหลอกเด็ก จะหัวเราะเยาะฉันก็ได้นะคะ ผู้กองภูผา ฉันไม่ได้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มานั่งบรรยายให้คุณฟังหรอกว่าทำไมผักพวกนี้ถึงโตข้ามคืนได้ขนาดนี้" น้ำเสียงของเธอแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยเพื่อป้องกันตัว เป็นเกราะกำบังอันคุ้นชินของเชฟสาวผู้ผ่านสมรภูมิครัวและสังคมจอมปลอมมาอย่างโชกโชน
แต่ภูผากลับส่ายหัวช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายอ่อนโยนลงจนแทบละลายใจคนมอง มือหนาที่ผ่านการจับปืนและจับจอบมาอย่างโชกโชนเอื้อมมาปัดเศษใบไม้แห้งที่ติดอยู่ข้างแก้มเนียนใสของเธออย่างเบามือ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้รินรดาเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
"ผมเป็นทหารเก่า ริน... ผมถูกฝึกมาให้สังเกตรายละเอียด และผมก็รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรควรเก็บเงียบ" ภูผากระซิบชิดริมฝีปากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มจนขึ้นสีแดงระเรื่อ "ในเมื่อคุณเลือกที่จะลงหลักปักฐานทำไร่ที่นี่กับผม ความลับอะไรก็ตามที่เป็นของคุณ มันก็คือความลับของผมเหมือนกัน"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของสามี ไม่มีความระแวงสงสัย มีเพียงความจริงใจและความมั่นคงที่หนักแน่นราวกับขุนเขา
"คุณ... ไม่คิดว่าฉันเป็นปีศาจ หรือตัวประหลาดที่เสกของวิเศษได้เหรอคะ" เธออดไม่ได้ที่จะถามออกไปตรงๆ
ภูผาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นก้องกังวานอยู่ในอก "ถ้าคุณเป็นปีศาจที่เสกผักอร่อยขนาดนี้ออกมาได้ ผมคงเป็นปีศาจตนแรกที่จะยอมจำนนต่อคุณตลอดชีวิตแล้วล่ะ" เขาเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างใบหูที่ขึ้นสีแดงจัด "จำไว้นะครับรินรดา ของวิเศษอะไรนั่นเก็บไว้ใช้ให้เต็มที่เถอะ หน้าที่ของผมมีแค่เรื่องเดียว... คือการกาง 'อาณาเขต' คุ้มครองแปลงผักและภรรยาคนเก่งของผมไม่ให้ใครหน้าไหนมายุ่มย่ามต่างหากล่ะ"
คำพูดเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอารินรดารู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง ความอบอุ่นแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วร่างจนขอบตาพาลจะร้อนผ่าว เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ต้องพึ่งพาใคร แต่การมีผู้ชายคนนี้มายืนเคียงข้าง คอยช่วยปิดบัง และพร้อมจะปกป้องเธอจากสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านในตำบล โดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงให้รำคาญใจ... มันคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่มิติวิศวงในแหวนหยกไม่อาจเสกขึ้นมาได้
"พูดจาเลี่ยนเป็นบ้าเลยนะคะ..." รินรดาบ่นพึมพำ แก้เขินด้วยการผลอกอกแกร่งเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะหันหลังกลับไปหยิบตะกร้าผัก "ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อคุณรู้งั้นแล้ว ก็มาช่วยฉันเก็บคะน้าฮ่องกงพวกนี้ลงตะกร้าให้หมดซะดีๆ ก่อนที่พวกมันจะอวบจนล้นแปลงไปมากกว่านี้!"
"รับบัญชาครับ คุณนาย..." ภูผายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เขารีบก้าวเข้าไปช่วยภรรยาลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างคล่องแคล่ว บรรยากาศยามสายในไร่ผักออร์แกนิกเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่อบอวลด้วยความหวานล้ำเกินบรรยาย
ทว่า ความสงบสุขมักเป็นเพียงฉากหน้าของพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัว
ตกดึกคืนนั้น ขณะที่ทั้งไร่ปกคลุมด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องลงมากระทบหลังคาบ้านไม้กระดาน รินรดากำลังงละมุนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบในครัวสำหรับทำน้ำซุปสูตรลับเพื่อใช้หมักหมูย่างสำหรับตลาดรุ่งขึ้น กลิ่นหอมของเครื่องเทศจีนผสมผสานกับรากผักชีและพริกไทยดำโชยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นกะทันหันในยามวิกาล สามครั้งติดๆ กันด้วยจังหวะกระชั้นชิดและไร้มารยาท ซึ่งผิดวิสัยของชาวบ้านในละแวกนี้อย่างสิ้นเชิง
รินรดาวางตะหลิวในมือลงทันที ใบหน้าหวานเฉี่ยวตึงขึ้นในเสี้ยววินาที เธอหันไปสบตากับภูผาที่เดินออกมาจากห้องนอนพอดี ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเย็นชาดุดันสไตล์นายทหารสนามรบ
ภูผาก้าวฉับๆ ไปเปิดประตูไม้ โดยมีรินรดายืนถือทัพพีสเตนเลสหน้าตาขึงขังเตรียมฟาดอยู่ด้านหลัง
ประตูถูกกระชากเปิดออก เผยให้เห็นร่างอวบอ้วนของ "ป้าเพ็ญ" แม่ค้าคนกลางเจ้าประจำจากตลาดอำเภอ ยืนหอบแฮกใบหน้าบูดบึ้ง ดวงตากวาดมองสำรวจรอบบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะพุ่งเป้ามาที่รินรดาด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน
"นึกว่าจะหนีหน้าหนี้สินไปซะแล้วนะยะ รินรดา! ฉันได้ข่าวจากพวกในตลาดว่าพวกเธอเอาผักหน้าตาประหลาดมาวางขายลับๆ แถมยังมีคนตาดีบอกว่า... ผักของเธอมันสดผิดมนุษย์มนา ราวกับแอบไปปลูกในที่ลับตาคนอะไรทำนองนั้น!" ป้าเพ็ญเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงแหลมสูงเต็มไปด้วยความระแวงและจ้องจะเอาเรื่อง "ไหนล่ะสูตรลับของเธอ? ส่งมาให้ฉันตรวจสอบซะดีๆ ไม่อย่างนั้นฉันจะไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่าพวกเธอแอบลักลอบใช้สารเคมีต้องห้ามเร่งโตทำลายชื่อเสียงหมู่บ้านเรา!"
รินรดากระตุกยิ้มมุมปาก ความรู้สึกสนุกสนานที่ได้สั่งสอนคนโลภพลุ่งพล่านขึ้นในอก เธอเตรียมจะก้าวออกไปซัดหน้าหงายด้วยวาจาเชือดเฉือนตามสไตล์เชฟสาวสมองเพชร
ทว่า ก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากเถียง ภูผากลับก้าวขึ้นมาบังร่างบางของเธอไว้ครึ่งหนึ่ง มือหนาจับขอบประตูแน่น รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาจนป้าเพ็ญสะดุ้งโหยงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
"ถ้าไม่อยากให้ขาหักกลับไป... กรุณาถอนคำพูดและไสหัวออกจากเขตไร่ของผม เดี๋ยวนี้" ภูผาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน น่ากลัวจนคนฟังขนลุกซู่
ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด สายตาของป้าเพ็ญก็เหลือบไปเห็นช่องหน้าต่างห้องครัวที่เปิดทิ้งไว้ แสงไฟนีออนสว่างจ้าส่องกระทบเข้ากับ "บางสิ่ง" ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ด้านใน...
สิ่งนั้นคือตะกร้าหวายสานที่บรรจุ "แครอทสีทองอร่าม" ขนาดใหญ่เท่าท่อนแขน เปล่งประกายแสงเรืองรองอ่อนๆ ออกมาทะลุเนื้อตะกร้า และส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอทะลุกรอบหน้าต่างออกมาแตะจมูกทุกลมหายใจ!
ป้าเพ็ญอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโลภจนแทบถลնออกมานอกเบ้า ร่างอวบพยายามจะแทรกตัวผ่านหน้าต่างเข้ามาทันทีพร้อมตะโกนลั่น
"นั่นมัน... ผักบ้าอะไรวะนั่น! ผักวิเศษเหรอ?! ส่งมาให้ฉันนะยะอีนังเด็กเปรต!"
====================================
ติดตามตอนต่อไป: เมื่อความลับที่ถูกเปิดเผยต่อหน้าคนโลภ นำมาซึ่งศึกชิงแกรอทวิเศษที่ดุเดือดและสะใจกว่าเดิม!
====================================
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "กระท่อมไผ่ริมธาร" เสมอมานะคะ)
กับดักหัวใจในไร่ผักออร์แกนิกของเชฟสาวจอมฟาด•ตอนที่ 7
เมื่อความลับในมิติดันถูกจับได้
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจในไร่ผักออร์แกนิกของเชฟสาวจอมฟาด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!