ประโยคทิ้งท้ายที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศเมื่อครู่ ยังคงทำหน้าที่เหมือนรอยร้าวเล็กๆ บนกระจกใส ที่ต่อให้พยายามทำเป็นมองไม่เห็น มันก็ยังเด่นชัดอยู่ในสายตา
“ถ้าคุณเข้ามาเร็วกว่านี้อีกนิดเดียว... คุณคงได้รู้แล้วล่ะค่ะพศิน ว่าฉันกับรินรดากำลัง 'เคลียร์' เรื่องสำคัญระดับชาติกันอยู่ขนาดไหน”
ฟ้าใสเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงกึ่งท้าทายกึ่งเย้าแหย่ ขณะที่ดวงตากลมโตคู่สวยไม่ได้กะพริบลงเลยแม้แต่น้อยยามที่จ้องมองผู้ชายในชุดสูทเนี้ยบที่ยืนขวางประตูอยู่ ปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัวผสมความดื้อรั้นที่พศินมักจะหาว่าเธอกวนประสาทอยู่เสมอ
พศินขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบกวาดตามองสภาพในห้องทำงานจำลองของไซต์งานโปรเจกต์ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยกระดาษแปลน แผ่นพับสี และกลิ่นหอมจางๆ ของชาเขียวที่ยังอุ่นอยู่บนโต๊ะทำงาน สายตาของเขาหยุดลงที่รินรดาก่อนจะเลื่อนกลับมาที่ฟ้าใสด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูก
“ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าคุณสองคนกำลังคุยเรื่องสำคัญระดับชาติหรือเรื่องไร้สาระอะไรกันอยู่ แต่เอกสารสรุปงบประมาณล็อตสุดท้ายที่ต้องส่งให้ทางกรรมการบริหารตรวจทานในวันพรุ่งนี้... มันควรจะอยู่บนโต๊ะทำงานของผมตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้ว ไม่ใช่มานอนแอ้งแม้งรอการอนุมัติแบบนี้” พศินสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างชัดเจน สมกับที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญที่คอยจ้องจะฮุบโปรเจกต์นี้จากพวกเธอ
“โอ้โห คุณพศินคะ นึกว่าเดินออกมาจากตู้แช่แข็งสำนักงานใหญ่ซะอีก เย็นชาและตรงเวลาเป็นนาฬิกา Swiss Made ซะจริงนะ” ฟ้าใสแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าถอยหลังออกมาจากระยะประชิดตัวของรินรดาเพียงก้าวเดียว แต่ระยะห่างนั้นไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะของเธอกลับมาสงบลงได้เลย “นี่มันนอกเวลางานแล้วนะคะคุณหุ้นส่วนผู้แสนดี เอกสารนั่นพวกฉันเช็คละเอียดทุกตัวอักษรแล้ว ไม่ตกหล่นไปถึงหูบอร์ดบริหารจนคุณอดเอาหน้าหรอกน่า”
“ผมไม่ได้กลัวอดเอาหน้าครับฟ้าใส แต่ผมกลัวว่า ‘ความละเอียด’ ของคุณสองคนจะทำให้บริษัทเราพังไม่เป็นท่าก่อนที่โปรเจกต์จะเริ่มสร้างต่างหาก” พศินก้าวเข้ามาในห้องทีละก้าว รองเท้าหนังส่งเสียงกระทบพื้นปูนขัดมันดังสะท้อนก้องในพื้นที่แคบๆ จนรินรดาที่เงียบมานานต้องขยับตัวลุกขึ้นยืน
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงเอาความนิ่งและมาุกษ์ของสถาปนิกสาวจอมเนี้ยบกลับมา แม้ว่าในใจตอนนี้ความร้อนผ่าวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่บนพวงแก้ม เธอยกมือขึ้นเสียวผมที่หลุดรุ่ยจากการทำงานอย่างลวกๆ พลางป้องปรามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“พอค่ะทั้งคู่ คุณพศินคะ เอกสารอยู่ตรงนั้น เชิญตรวจดูให้พอใจได้เลยค่ะ แล้วก็รบกวนช่วยออกจากพื้นที่ส่วนตัวของเราได้แล้ว เพราะมันหมดเวลาทำการของวันนี้ไปนานแล้วเช่นกัน” รินรดาชี้ไปยังแฟ้มสีน้ำเงินเข้มที่วางอยู่มุมโต๊ะ สายตาคมปลาบของเธอจ้องตอบผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
พศินหันไปมองรินรดา แววตาที่เคยก드ดันและฉาบด้วยความเย่อหยิ่งเมื่อครู่กลับไหววูบไปชั่วขณะเมื่อสังเกตเห็นรอยแดงเรื่อที่ยังจางไม่หมดบนพวงแก้มเนียนใสของสถาปนิกสาว เปลือกตาของรินรดากะพริบถี่กว่าปกติด้านข้าง และริมฝีปากที่ปกติมักจะเม้มเป็นเส้นตรงเพื่อความเนี้ยบ บัดนี้กลับเผยอขึ้นเล็กน้อยคล้ายคนกำลังขาดอากาศหายใจ
บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ เสียงแอร์เก่าๆ บนเพดานส่งเสียงฮัมเบาๆ แข่งกับเสียงหัวใจของคนสามคนที่เต้นในจังหวะที่ไม่เท่ากัน
“คุณหน้าแดงนะรินรดา... แอร์เสียเหรอ หรือว่าเมื่อกี้... มีการประชุมที่ร้อนแรงเกินไปจริงๆ” พศินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นจางๆ แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้ฟ้าใสต้องรีบก้าวเข้ามาขวางหน้าพศินไว้อีกรอบด้วยความหมั่นไส้
“พูดมากจริงนะคะคุณพศิน ถ้าตรวจเอกสารเสร็จแล้วก็เชิญออกไปค่ะ ประตูอยู่ทางนั้น เชิญ!” ฟ้าใสผายมือไปยังทางเข้าด้วยรอยยิ้มหวานหยดแต่ตาดุราวกับแมวป่าที่กำลังพองขนปกป้องอาณาเขต
พศินไม่ได้สนใจท่าทีฮึดฮัดของกราฟิกสาวตัวแสบ เขาก้มลงหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ สายตาคมยังคงแอบชำเลืองมองรินรดาที่ตอนนี้เดินเลี่ยงไปหยิบกระบอกน้ำบนโต๊ะเพื่อซ่อนอาการพิรุธ เคมีที่อบอวลอยู่ในห้องเมื่อครู่ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเข้ามา มันทิ้งร่องรอยความอึดอัดที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเอาไว้ จนแม้แต่คนนอกอย่างเขายังพอจะสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกของอารมณ์บางอย่างที่เพิ่งดับลง
“โอเค เอกสารไม่มีปัญหา... พรุ่งนี้เช้าผมจะจัดการต่อเอง” พศินปิดแฟ้มดังปึ้ง สายตาคมกริบมองตรงไปที่รินรดา “หวังว่าพรุ่งนี้ คุณจะ ‘เคลียร์’ งานเสร็จโดยไม่มีเรื่องอื่นมาแทรกแซงอีกนะสถาปนิกคนเก่ง”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับออกไปทันที โดยไม่รอให้ใครได้สวนคำพูดแสบๆ กลับมาอีก เสียงฝีค่อยๆ ดังห่างออกไปทางทางเดินด้านนอก จนกระทั่งเงียบหายลง
ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง ฟ้าใสถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หมุนด้วยความหมดแรง เธอยกมือขึ้นพัดหน้าตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปมองรินรดาที่ยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน
“ให้ตายเถอะ ตาบ้านั่นโผล่มาขัดจังหวะได้ถูกเวลาซะจริง เกือบจะได้รู้แล้วเชียวว่า... คนเนี้ยบๆ อย่างเธอจะทำหน้ายังไงถ้าฉันล้ำเส้นมากกว่านั้น” ฟ้าใสเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลกกลบเกลื่อนความเขินอายที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาอีกรอบ
รินรดาหันขวับมามองค้อนเพื่อนสนิททันที ใบหน้าที่พยายามทำเป็นนิ่งสนิทเริ่มขึ้นสีแดงก่ำขึ้นมาอีกระลอก “ฟ้าใส! เลิกพูดจาเล่นบ้าๆ แบบนี้สักทีเถอะค่ะ นี่มันที่ทำงานนะ แล้วเมื่อกี้นายพศินก็เกือบจะเห็น...”
“เห็นแล้วไงล่ะคะ? หรือว่าเธอกลัวเขาจะรู้ว่า... เธอก็แอบหวั่นไหวกับฉันเหมือนกัน?” ฟ้าใสลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปหารินรดาช้าๆ ด้วยรอยยิ้มพราวระยับในดวงตา ระยะห่างระหว่างพวกเธอค่อยๆ ลดลงทีละน้อย จนกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นสตรอว์เบอร์รีผสมวนิลลาลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัว
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน ขาเรียวถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน ไม่มีทางหนีอีกต่อไปแล้วเมื่อมือเรียวของฟ้าใสเอื้อมไปทาบลงบนขอบโต๊ะทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างตัวเขากับโต๊ะ
“ฟ้าใส... ถอยไปเดี๋ยวนี้เลยนะ” รินรดาเอ่ยเสียงสั่น พยายามดึงอำนาจทางสายตากลับมา แต่ดวงตากลมโตคู่สวยที่มองตรงมานั้นกลับเต็มไปด้วยความท้าทายและความลึกซึ้งที่เธอไม่อาจต้านทาน
“ไม่ถอยค่ะ จนกว่าเธอจะตอบคำถามฉันมาก่อน...” ฟ้าใสโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน “ว่าเมื่อกี้... ถ้าพศินไม่เข้ามาขัดซะก่อน เธอยังจะกล้าไล่ฉันให้ออกไปจากห้องนี้อยู่ไหม?”
รินรดานิ่งงัง ปลายเล็บจิกเข้ากับขอบโต๊ะแน่นเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออก เคมีที่พอดิบพอดีระหว่างความดื้อรั้นและความอ่อนโยนกำลังหลอมรวมพวกเธอให้จมดิ่งลงไปในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเธอกำลังจะขยับเข้าใกล้กันอีกเพียงคืบเดียว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
“คุณรินรดาครับ! แย่แล้วครับ! ระบบไฟที่ชั้นสามเกิดช็อตขึ้นมาเพราะน้ำรั่ว ทีมวิศวกรหน้างานโทรมาแจ้งว่าตอนนี้ไฟดับทั้งโซนเลยครับ!”
เสียงตะโกนร้องด้วยความตกใจของลูกน้องหนุ่มดังทะลุบานประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่กำลังจะถูกเปิดออกโดยที่พวกเธอยังไม่ทันได้ตั้งตัว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาใจฟูด้วยกันในตอนนี้นะคะ
เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 8
ความเผลอไผลที่ไม่มีใครพูด
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!