เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 7

ระยะห่างที่เริ่มลดทอน

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร่างดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง แสงสีขาววาบสว่างวาบขึ้นผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องประชุมโครงการรีสอร์ทริมผา ก่อนที่ความมืดสนิทจะเข้าปกคลุมทั่วบริเวณทันทีเมื่อกระแสไฟฟ้าตัดขาดลงอย่างไร้สัญญาณเตือน รินรดาเผลอสะดุ้งสุดตัว มือเรียวที่กำลังถือแท็บเล็ตตรวจแปลนสถาปัตยกรรมเผลอบีบเข้าหากันจนข้อนิ้วขาวซีด เธอนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อความมืดและเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดใส่ตัวอาคารราวกับพายุคลั่งเริ่มโหมกระหน่ำเข้ามาปิดกั้นโลกภายนอกทั้งหมด "ไฟดับสนิทขนาดนี้... ดูท่าทางเราคงติดอยู่ที่นี่กันยาวแล้วล่ะค่ะ ท่านสถาปนิกจอมเนี้ยบ" เสียงทุ้มติดจะกวนประสาทของฟ้าใสลอยลอดความมืดเข้ามาใกล้ รินรดาชะงัก หันขวับไปตามทิศทางของเสียง แม้จะมองเห็นเพียงเค้าโครงร่างเลือนรางในความมืด แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกสตรอว์เบอร์รีป่าที่ลอยวนอยู่ใกล้จมูกอย่างไร้สาเหตุ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเอาเสียเลย... การต้องมาทำงานนอกสถานที่ตรวจพื้นที่ก่อสร้างรีสอร์ทที่ห่างไกลความเจริญกับฟ้าใส สถาปนิกสาวรุ่นน้องผู้กุมความลับอันดำมืดบนผืนผ้าใบเมื่อวานไว้เต็มมือ แถมยังต้องมาติดแหง็กอยู่ภายในสำนักงานชั่วคราวกลางหุบเขาแห่งนี้เพราะพายุฤดูร้อนที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ "คุณฟ้าใส ช่วยกรุณาถอยห่างไปสักสองก้าวได้ไหมคะ บรรยากาศมันมืดเกินไป... และฉันไม่ชอบให้ใครมายืนประชิดตัวในระยะหายใจรดต้นคอแบบนี้" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบพยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด แม้หัวใจจะเต้นรัวผิดจังหวะด้วยความตื่นตระหนกจากเสียงฟ้าคำรณเมื่อครู่ "อ้าว รินกลัวความมืดหรือคะเนี่ย ถึงได้รีบหาข้ออ้างไล่ฉันให้ออกห่าง" ฟ้าใสหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงเจือความขบขันอย่างเปิดเผย ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนรินรดาหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ พรึ่บ! แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตคู่สวยของฟ้าใสพราวระยับด้วยประกายซุกซนแกมเจ้าเล่ห์ ขณะที่รินรดากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติเมื่อพบว่าใบหน้าของเธอกำลังสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน "เลิกเล่นเกมจิตวิทยาไร้สาระเสียทีค่ะ ฟ้าใส... เรามีงานที่ต้องเคลียร์ให้จบก่อนที่ระบบอินเทอร์เน็ตจะล่มถาวร และถ้าคุณยังจำเหตุการณ์ที่สตูดิโอเมื่อวานไม่ได้ ฉันคิดว่าเราควรมีเรื่องต้องเคลียร์กันให้ชัดเจนเสียที" รินรดาเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น พร้อมกับใช้หลังมือดันไหล่บางของอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย แต่ฟ้าใสกลับไม่มีทีท่าว่าจะถอยหนี แถมยังก้าวเข้ามาประชิดยิ่งกว่าเดิมจนแผ่นหลังของรินรดาแนบสนิทติดผนังห้องอย่างไร้ทางหนี "เรื่องภาพวาดบนผืนผ้าใบนั่นน่ะเหรอคะ?" ฟ้าใสเอียงคอเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหรี่ลงมองเจ้าของผลงานด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นลึกซึ้งขึ้นทันที "รินคิดจริงๆ เหรอคะว่าฉันจะเอาเรื่องความลับงานอดิเรกของคุณไปพูดให้ใครฟัง... คุณยังไม่รู้อีกเหรอว่าสำหรับฉันแล้ว ภาพพวกนั้นมีความหมายว่าอะไร" หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ประโยคนั้น น้ำเสียงนั้น และความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกวนประสาท ทำให้เธอนิ่งงันไปสนิท บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียงพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ เสียงฝนที่สาดซัดด้านนอกกลายเป็นเพียงเสียงประกอบฉากที่ไร้ความหมาย เมื่อสายตาของทั้งสองประสานกันในระยะประชิดที่หัวใจแทบจะหลุดออกมานอกอก "คุณหมายความว่ายังไง..." รินรดาเค้นเสียงถาม แววตาไหวระริกอย่างปิดไม่มิด ฟ้าใสไม่ตอบทันที เธอยื่นมือข้างหนึ่งไปทาบลงบนผนังห้องข้างใบหูของรินรดา กักขังร่างเพรียวบางไว้ในอ้อมแขนอย่างจำยอม ปลายนิ้วเรียวอีกข้างเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนนุ่มของสถาปนิกสาวอย่างแผ่วเบาราวกับลืมตัว สัมผัสนั้นเบาราวกับปีกผีเสื้อ แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าพายุฝนด้านนอก รินรดากลั้นหายใจ เธอนิ่งค้างปล่อยให้ปลายนิ้วอุ่นลากผ่านพวงแก้มร้อนผ่าว โดยลืมแม้แต่จะขัดขืนหรือเอ่ยปากต่อว่าเหมือนทุกครั้ง เคมีอันตรายที่อบอวลอยู่ระหว่างพวกเธอในเวลานี้ กำลังกัดเซาะกำแพงความเย่อหยิ่งและระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของรินรดาจนพังทลายลงทีละน้อย "ฉันหมายความว่า..." ฟ้าใสโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหู เสียงกระซิบพร่าต่ำและเจือความสั่นเครือเล็กน้อยที่รินรดาไม่เคยได้ยินมาก่อน "ภาพทุกภาพที่คุณวาด... มันคือภาพของฉันไม่ใช่เหรอคะ รินรดา" สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า ความลับที่เธอพยายามปกปิดซ่อนเร้นมานานนับปี ถูกเปิดโปงออกอย่างหมดเปลือกในค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำและไฟฟ้าดับสนิทเช่นนี้ ก่อนที่รินรดาจะทันได้เรียบเรียงคำพูดเพื่อแก้ตัวหรือปฏิเสธ ประตูห้องประชุมด้านหลังที่ควรจะถูกล็อกสนิท กลับส่งเสียงดัง 'คลิก' เบาๆ พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การป้องกัน แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสว่างวาบสาดส่องเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของพศินที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและเร่งรีบ ดวงตาคมกริบของคู่ปรับตัวฉกาจกวาดมองสำรวจคนทั้งคู่ที่ยืนแนบชิดติดผนังในท่าทางหมิ่นเหม่ ก่อนที่พศินจะชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นสภาพอันน่าสงสัยตรงหน้า "ริน! ฟ้าใส! พวกคุณสองคนมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ กันในห้องมืดๆ นี่..." พศินเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียด สายตากวาดมองระหว่างรินรดาที่ใบหน้าแดงก่ำกับฟ้าใสที่ยังคงยืนคั่นกลางพื้นที่ส่วนตัวของเธอไว้ไม่ยอมขยับไปไหน รินรดาผวาก้าวถอยหลังสุดแรงเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธการ์ณ แต่ฟ้าใสกลับคว้าข้อมือของเธอไว้มั่น พร้อมกับหันไปสบตากับพศินด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องหยุดนิ่งสนิท "ถ้าคุณเข้ามาเร็วกว่านี้อีกนิดเดียว... คุณคงได้รู้แล้วล่ะค่ะพศิน ว่าฉันกับรินรดากำลัง 'เคลียร์' เรื่องสำคัญระดับชาติกันอยู่ขนาดไหน" คำเตือนจาก "สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี": ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความฟินปนระทึกในตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%