"ดึกป่านนี้... ยังทำงานกันใหม่อยู่อีกเหรอคะ สถาปนิกคนเก่ง?"
คำทักทายที่จงใจดัดเสียงล้อเลียน ทำเอารินรดาที่กำลังงงงวยกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว เธอเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษแปลนสถาปัตยกรรมด้วยแววตาคมกริบที่พร้อมจะพิฆาตใครก็ตามบังอาจมารบกวนเวลาอันมีค่าของเธอ แต่ทว่า... ภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยรอยยิ้มมุมปาก กลับทำให้คำพูดจิกกัดที่เตรียมไว้ต้องกลืนกลับลงคอไปเสียดื้อๆ
พศิน... ศัตรูตัวฉกาจที่ควรจะนั่งเครียดอยู่ฝั่งตรงข้ามในฐานะคู่แข่งทางธุรกิจ กลับมายืนลอยชายอยู่กลางสำนักงานของเธอในยามวิกาลแบบนี้ได้อย่างไร
"คุณเข้ามาได้ยังไง ประตูข้างล่างฉันล็อคแล้วนี่คะ" รินรดาถามเสียงแข็ง พยายามซ่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีรวนขึ้นมาในอกเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่พราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์
"แม่บ้านคงลืมคล้องกุญแจสำรองมั้งคะ หรือไม่... สวรรค์ก็แค่อยากเปิดทางให้คนแพ้ได้มาศึกษาดูงานจากคนเก่งใกล้ๆ หน่อย" พศินตอบหน้าตาเฉย ก้าวเท้าย่างสามขุมเข้ามาในอาณาเขตของเธอทีละก้าวอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับไอฝนยามค่ำคืนลอยมาแตะจมูก รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างเธอกับเขามันแคบลงจนน่าใจหาย
ในจังหวะนั้นเอง ฟ้าใสที่หายตัวไปชงกาแฟนานสองนานก็เดินถือแก้วเซรามิกสองใบกลับเข้ามาพอดี เธอชะงักฝีเท้ากึกเมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญยืนประชิดโต๊ะทำงานของเพื่อนสนิท ร่างเพรียวบางรีบวางแก้วกาแฟลงแล้วก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างคนทั้งสองทันที พร้อมส่งสายตาพิฆาตใส่ชายหนุ่ม
"อุ๊ย ตายจริง! นึกว่าใคร หมาป่าแถวไหนหลงเข้ามาในถิ่นสถาปนิกซะอีกนะคะเนี่ย" ฟ้าใสยิ้มหวานหยดแต่แววตาดุราวนางพือ "ดึกดื่นป่านนี้ไม่กลับบ้านกลับช่อง หรือว่าที่บริษัทไม่มีใครคบจนต้องมาเดินเร่หาเศษหาเลยแถวนี้คะ คุณพศิน"
พศินหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน เขายอมถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง แต่สายตากลับยังคงพุ่งตรงมาที่รินรดาคนเดียวเหมือนจงใจเมินคำเหน็บแนมของกราฟิกดีไซเนอร์สาวจอมแสบ
"เปล่าหรอกค่ะ แค่บังเอิญขับรถผ่านแล้วเห็นไฟที่นี่onอยู่... แล้วก็บังเอิญอีกนั่นแหละที่เป็นห่วงกลัวว่าโปรเจกต์ล้านบาทจะเจ๊งคามือคนหัวรั้นซะก่อน" พศินเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน แต่แววตาที่มองมากลับมีความอ่อนโยนบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ จนรินรดาจับสังเกตได้
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะของสถาปนิกสาว รินรดารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้ม เธอเบือนหน้าหนีสายตากรุ้มกริมคู่นั้นแล้วหยิบปากกาขึ้นมาหมุนเล่นในมือเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
"ขอบคุณสำหรับความหวังดีที่ล้นเหลือจนล้นตoนี้นะคะ แต่โปรเจกต์นี้ไม่มีทางเจ๊งแน่ถ้าไม่มีใครแถวนี้คอยมาขัดขาอยู่เรื่อย" รินรดาตอกกลับเสียงเรียบ พยายามดึงความเยือกเย็นและมาดมั่นของตัวเองกลับคืนมา
"ถ้าอย่างนั้น... เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าโปรเจกต์นี้จะรอดจริงๆ และเพื่อเป็นการขอโทษที่ฉันอาจจะเคย... ไปกวนประสาทคุณไว้" พศินเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมประกายระยิบระยับขึ้นในความมืดสลัวของห้องทำงาน "ไปทานมื้อดึกด้วยกันหน่อยไหมคะ? แถวนี้มีร้านบะหมี่เจ้าอร่อยเปิดอยู่ รับรองว่ากินแล้วสมองแล่นจนออกแบบตึกได้อีกสิบหลังเลย"
ฟ้าใสเลิกคิ้วสูง หันไปมองหน้าเพื่อนสนิทสลับกับชายหนุ่มราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยแซวทันที "อุ๊ย! ชวนไปเดตยามดึกเหรอคะเนี่ย ระวังนะคะ... สถาปนิกแถวนี้ปากแข็งยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กซะอีก"
"ฟ้าใส!" รินรดาหันไปถลึงตาใส่เพื่อนรักทันควัน หน้าเนียนขึ้นสีแดงจัดด้วยความเขินอายที่ถูกรู้ทัน
"อ้าว ก็ฉันพูดความจริงนี่คะ หน้าตาคุณรินออกจะฟ้องว่าอยากไปใจจะขาด" ฟ้าใสลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะหันไปทางพศินแล้วโบกมือไล่ "ฝากดูแลยัยนี่ด้วยนะคะคุณพศิน อย่าให้เครียดจนหัวระเบิดตายคาโต๊ะซะก่อนล่ะ เดี๋ยวไม่มีคนส่งแบบให้ฉันแก้"
รินรดากัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ อย่างขัดใจ อยากจะปฏิเสธคำชวนนั้นใจจะขาด แต่ท้องที่ส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ ประกอบกับความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานมาทั้งวัน ก็ทำให้เธอยอมจำนนต่อความจริง
สิบหนาทีต่อมา รถเก๋งคันหรูของพศินก็เคลื่อนตัวมาจอดเทียบท่าริมฟุตบาท ณ ย่านการค้าเก่าแก่ที่ยังคงมีแสงไฟนีออนสว่างไสว ผู้คนบางตาแต่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของเมืองยามค่ำคืน ทั้งสองเลือกโต๊ะมุมสุดติดกระจกใสที่มองเห็นวิวถนนเบื้องล่าง ซึ่งอาบไล้ไปด้วยแสงไฟระยิบระยับจากตึกสูงระฟ้า
ไอน้ำร้อนกรุ่นลอยขึ้นมาจากชามบะหมี่เกี๊ยวทรงเครื่องตรงหน้า ทว่าความสนใจของรินรดากลับไม่ได้อยู่ที่อาหารบนโต๊ะ หากแต่อ1ยู่ที่ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามที่กำลังถอดสูทพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นอย่างไม่ถือตัว ภาพลักษณ์นักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่งในห้องประชุมมลายหายไป เหลือเพียงชายหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ดูผ่อนคลายและมีเสน่ห์จนน่าประหลาด
"มองหน้าฉันแบบนี้... หลงรักความหล่อของคนตรงข้ามเข้าแล้วเหรอคะ?" พศินเอ่ยแซ਼วขึ้นมาลอยๆ พร้อมกับดันชามเกี๊ยวน้ำพิเศษมาให้อย่างเอาอกเอาใจ
รินรดารีบดึงสายตากลับ กระแอมไอเบาๆ เพื่อปรับเสียงให้เป็นปกติ "หลงตัวเองมากกว่าค่ะคุณพศิน ว่าแต่... ทำไมจู่ๆ ถึงมาชวนฉันกินข้าวล่ะคะ ปกติเราเห็นหน้ากันทีไรเหมือนหมากับแมวทุกที"
พศินชะงักมือที่กำลังจะหยิบคะน้าเข้าปาก เขาวางตะเกียجลงบนขอบชาม ช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงตากลมโตของหญิงสาวนิ่งนาน แววตาที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์เมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและลึกซึ้งขึ้นจนรินรดาเผลอกลั้นหายใจ
"เพราะฉันเบื่อที่จะต้องทะเลาะกับคุณแล้วมั้งคะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบา ทว่าชัดเจนในความเงียบสงบของบรรยากาศรอบตัว "เวลาเห็นคุณเครียด ขมวดคิ้วจนหน้าผากจะย่นเป็นโบราณสถาน... รู้ไหมคะว่ามันน่ารำคาญใจแค่ไหนสำหรับฉัน"
รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ในอก คำพูดห้วนๆ แต่แฝงความห่วงใยนั้นทำเอาเธอบอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกโกรธหรือควรรู้สึกอย่างไรดี ความอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในช่องอก ไล่ความเหน็บหนาวของค่ำคืนนี้ให้หายไปจนหมดสิ้น
"คุณนี่มัน... ปากเสียไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ" เธอพึมพำเบาๆ หลบสายตาคมคายคู่นั้นด้วยความเขินอายที่ปิดไม่มิด
"แต่ก็จริงใจนะคะ" พศินสวนกลับทันควัน รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน "รินรดา... ฉันรู้ว่าคุณแบกรับความคาดหวังไว้เยอะแค่ไหน ครอบครัวของคุณ บริษัทของคุณ หรือแม้แต่ความสมบูรณ์แบบที่คุณสร้างมันขึ้นมาเป็นเกราะกำบังตัวเอง แต่บางครั้ง... การมีใครสักคนให้พิง ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอนะคะ"
คำพูดนั้นสะท้อนลึกเข้าไปในปมในใจที่รินรดาพยายามซ่อนเร้นมาตลอด น้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาอย่างดะทบกระเทือนใจ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกใจ ซาบซึ้ง และหวั่นไหวจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นตรงกัน พศินเอื้อมมือหนามาวางทับลงบนหลังมือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสอุ่นร้อนส่งผ่านผิวเนื้อเข้าสู่หัวใจของเธออย่างจัง รินรดาสบตาเขา นิ่งงัน ปราศจากคำพูดใดๆ จะเอื้อนเอ่ย
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความหวานล้ำกำลังโอบล้อมหัวใจของคนทั้งคู่ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของพศินก็แผדเสียงดังทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน
พศินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิด เขาดึงมือกลับชั่วคราวแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แต่เพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรบนหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที รินรดาสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"มีอะไรเหรอคะ?"
พศินเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาไหววับด้วยความกังวลระคนตกใจ ก่อนที่เขาจะเอ่ยชื่อบุคคลที่สามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลมหายใจของรินรดาต้องสะดุดกึกลงทันที
"พ่อของคุณ... เพิ่งเดินทางมาถึงหน้าสำนักงานของคุณแล้วค่ะ ริน..."
*********************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมเดินทางไปกับรินรดาและพศินจนถึงตอนนี้นะคะ!
เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 12
ค่ำคืนแห่งการเปิดใจ
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!