เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 11

ทัศนคติที่เริ่มจูนตรงกัน

ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
"ฝันกลางวันอะไรกันอยู่คะ คุณพศิน?" เสียงราบเรียบแต่เฉียบคมของรินรดาพุ่งทะลุความเงียบงันในห้องทำงานโปร่งโล่ง สถาปนิกสาวไม่ได้ขยับเขยื้อนถอยหนีแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนกอดอก แผ่นหลังตั้งตรงราวกับไม้บรรทัดเหล็กที่ใช้ในงานเขียนแบบ สายตาดุดันจ้องมองซองเอกสารในมือของชายหนุ่มราวกับมันเป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่า ทั้งที่ในความเป็นจริง หัวใจของเธอกำลังเต้นรำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปจากความควบคุม พศินชะงัก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนมุมปากกระตุกค้างไปเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นความตื่นตระหนกในดวงตาสีเข้มคู่นั้น เขาคาดหวังจะได้เห็นน้ำตา ความโกรธเกรี้ยว หรือท่าทีลนลานจากการถูกตัดหน้าโปรเจกต์สำคัญ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความนิ่งงันที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนง "ปากดีให้ได้ตลอดเถอะครับ คุณรินรดา" พศินกัดฟันกรอด ก้าวเท้าเข้าประชิดโต๊ะทำงานของเธอ "บอร์ดบริหารตัดสินใจแล้ว และบริษัทของผมก็มีข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่าพวกคุณหลายเท่าตัว งานออกแบบบ้านพักตากอากาศลักชัวรีหลังนี้ จะถูกรื้อทิ้งและเริ่มต้นใหม่ภายใต้ไอเดียของผม... ส่วนพวกคุณ ก็แค่หมามองเครื่องบินที่ตกรอบไปตามระเบียบ" ฟ้าใสที่ยืนอยู่ข้างกายรินรดาขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ มือเรียวเล็กกำหมัดแน่นจนข้อต่องอขาว กราฟิกดีไซเนอร์สาวเตรียมจะพ่นคำด่าทอเจ็บแสบใส่หน้าผู้ชายอวดดีคนนี้สักชุดใหญ่ แต่กลับถูกมือเรียวของรินรดายกขึ้นแตะเบาๆ ที่ต้นแขนเพื่อห้ามปราม รินรดาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เธอยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นได้อย่างน่าทึ่ง นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะทำงานอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าสบตากับพศินตรงๆ "ถ้าข้อเสนอของคุณมันดีจริง คุณคงไม่ต้องวิ่งเต้นใช้เส้นสายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้บอร์ดบริหารชุดนี้มาเซ็นอนุมัติในยามวิกาลหรอค่ะ" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเย้ยหยันแต่สุภาพเรียบร้อย "งานออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่ตัวเลขผลกำไรบนกระดาษ หรือการประจบสอพลอผู้ถือหุ้น... แต่มมันคือหัวจิตหัวใจและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์มนุษย์ ซึ่งคุณไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ เพราะในหัวของคุณมีแต่คำว่า 'ชัยชนะจอมปลอม' เต็มไปหมด" "คุณ!" พศินหน้าชาวาบ คำพูดแทงใจดำนั้นทำเอาเขาพูดไม่ออก "เชิญเอาเอกสารบ้าๆ นั่นออกไปจากพื้นที่ของเราได้แล้วค่ะ ก่อนที่เราจะแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาเชิญคุณออกไปฐานบุกรุกยามวิกาล" ฟ้าใสฉวยโอกาสเสริมขึ้นทันควัน น้ำเสียงประชดประชันและรอยยิ้มหวานหยดแต่เคลือบยาพิษถูกส่งให้พศินแบบเต็มแมกซ์ "อ้อ... แล้วก็ช่วยกรุณาใส่รองเท้าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ พื้นห้องนี้เพิ่งลงแว็กซ์ราคาแพง รอยเท้าเปื้อนโคลนจากความโลภของคุณ มันเช็ดออกยากค่ะ" พศินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาตวัดสายตาโกรธเกรี้ยวใส่ผู้หญิงสองคนตรงหน้า ก่อนจะสะบัดหน้าหนีและก้าวเท้ากระแทกกระทั้นเดินออกจากห้องไปพร้อมกับซองเอกสารในมือ เสียงประตูกระแทกปิดดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งชั้น ทันทีที่ลับร่างของพศิน ฟ้าใสก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หมุนอย่างหมดแรง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความคับแค้นใจ "ยัยริน! แกใจเย็นเกินไปแล้วนะ ทำไมไม่ยอมให้ฉันสาดกาแฟใส่หน้ามันสักแกกล่ะ หมอนั่นมันหน้าด้านเกินเยียวยาจริงๆ!" ฟ้าใสโวยวาย สีหน้าบึ้งตึงด้วยความขัดเคือง รินรดาไม่ตอบ เธอทรุดตัวลงนั่งตามเพื่อนสนิท สายตาเหม่อมองไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงเปิดแบบร่างสามมิติของบ้านพักตากอากาศค้างไว้ แสงไฟสีนวลจากหน้าจอสาดกระทบใบด้านข้างของสถาปนิกสาว เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเข้มแข็ง "สาดกาแฟไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอค่ะ ฟ้าใส..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตากวาดมองเส้น 3D Model ของตัวบ้านที่เธอและเพื่อนช่วยกันรังสรรค์ขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและเวลาหลายสัปดาห์ "สิ่งที่พศินพูดเมื่อครู่... แม้จะเป็นคำพูดที่น่ารังเกียจ แต่เขามีจุดที่พูดถูกอย่างหนึ่ง" "หา? แกจะบอกว่าไอ้บ้านั่นพูดถูกเหรอ ยัยริน สมองแกกระทบกระเทือนจากแรงกระแทกเมื่อกี้หรือเปล่าเนี่ย!" ฟ้าใสโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ "เปล่าค่ะ... ฉันหมายถึง 'ฟังก์ชันและการใช้งานจริง' ต่างหาก" รินรดาหันมามองหน้าเพื่อนสนิท แววตาเป็นประกายจริงจังขึ้นมาทันที "ตอนที่พศินพูดถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ถึงแม้เจตนาเขาจะต้องการทำลายแบบของเราเพื่อโชว์เหนือ... แต่ถ้าลองวิเคราะห์จากมุมมองของวิศวกรและนักธุรกิจแบบเขา พื้นที่โซนระเบียงด้านทิศตะวันตกที่เราออกแบบไว้ มันรับแดดจัดเกินไปในช่วงบ่าย ซึ่งในความเป็นจริง ลูกค้าอาจจะใช้งานจริงไม่ได้ในยามบ่ายแก่ๆ" ฟ้าใสชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าที่เคยบึ้งตึงเริ่มเปลี่ยนเป็นความครุ่นคิด ดวงตากลมโตกลอกไปมาอย่างใช้สมองในฐานะกราฟิกและนักจัดองค์ประกอบพื้นที่ "เอ... จริงด้วยสินะ" ฟ้าใสพึมพำ เริ่มคล้อยตาม "ถ้าแดดจัดเกินไป โซนนั้นก็จะกลายเป็นพื้นที่ตายที่ไม่มีใครอยากมานั่ง ต่อให้ดีไซน์จะสวยล้ำอลังการแค่ไหน แต่ถ้าใช้งานไม่ได้จริง ลูกค้าก็คงไม่ประทับใจในระยะยาว... แหม ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าอีตาบ้านั่นก็มีตาหามีแววไม่เหมือนกันนะเนี่ย" "เห็นไหมล่ะคะว่า ในความแย่มักจะมีมุมมองอื่นซ่อนอยู่เสมอ" รินรดาคลี่ยิ้มจางๆ ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าสวยเฉี่ยวดูผ่อนคลายและมีเสน่ห์ขึ้นเป็นกอง "ถ้าเราปรับแก้จุดนั้นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการเพิ่มระแนงบังแดดปรับองศาได้ หรือผสานพื้นที่สีเขียวเข้าไปช่วยลดความร้อน ฉันเชื่อว่าแบบของเราจะสมบูรณ์แบบจนต่อให้มีบอร์ดบริหารอีกสิบบอร์ด ก็ปฏิเสธไม่ลงแน่นอนค่ะ" "เยี่ยม! คิดตรงกันพอดี" ฟ้าใสดีดนิ้วเปาะด้วยความตื่นเต้น ไฟนักสู้ในตัวลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง "ถ้าอย่างนั้นเรามาลุยแก้โปรเจกต์นี้กันใหม่แบบข้ามคืนให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยดีกว่าค่ะคุณหัวหน้าสถาปนิก! ฉันจะช่วยปรับโทนสีและเรนเดอร์ภาพใหม่ให้ดูไฮend ขึ้นไปอีกสิบระดับ ให้ไอ้คุณพศินมันกระอักเลือดตายคาโต๊ะประชุมพรุ่งนี้เช้าไปเลย!" รินรดาหัวเราะเบาๆ ออกมากับความกระตือรือร้นของเพื่อนรัก ความเครียดและความกดดันที่สะสมมาตลอดทั้งวันมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงพลังงานและความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคด้วยฝีมือและเนื้องานของพวกเธอเอง ทั้งคู่ก้มหน้าก้มตาทำงานร่วมกันอย่างเข้าขา เสียงคลิกเมาส์ เสียงแป้นพิมพ์กระทบกันรัวๆ และเสียงถกเถียงแลกเปลี่ยนไอเดียอย่างออกรสชาติ ดังประสานไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศในยามดึก บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเคมีในการทำงานที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ชนิดที่ต่อให้มีอุปสรรคใดถาโถมเข้ามา ก็ไม่มีวันสั่นคลอนความตั้งใจของพวกเธอได้ เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งเข็มนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้องบอกเวลาตีสามครึ่ง รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้าที่ต้นคอ ก่อนจะเดินถือแก้วกาแฟเปล่ามุ่งหน้าไปยังเคาน์เตอร์ครัวเล็กๆ มุมห้องเพื่อชงน้ำอุ่นดื่มแก้คอแห้ง ในจังหวะที่เธอกำลังยืนรอให้น้ำร้อนในกาต้มเดือด สายตาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่ผนังฝั่งตรงข้าม... เงาร่างของใครบางคนกำลังยืนนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้าประตูห้องทำงานที่ถูกเปิดแง้มไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้! รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจ เธอกลั้นหายใจแล้วรีบหันขวับกลับไปมองต้นตอของเงานั้นทันที ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง เมื่อพบว่าผู้ชายที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวของโถงทางเดิน คือ "พศิน" คนเดิม... แต่ในยามนี้ บนใบหน้าคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมหรือท่าทีเย่อหยิ่งเมื่อหัวค่ำ มีเพียงแววตาซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา และรอยยิ้มมุมปากบางเบาที่ถูกส่งตรงมายังเธอโดยเฉพาะ "ดึกป่านนี้... ยังทำงานกันใหม่อยู่อีกเหรอครับ สถาปนิกคนเก่ง?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบาในความเงียบงัน พร้อมกับก้าวเท้าล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของพวกเธอทีละก้าวอย่างจงใจ -------------------------------------------------- ขอบคุณทุกการติดตามและกำลังใจที่อบอุ่นเสมอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%