“ฉันบอกแล้วไงคะว่าเส้นฟลอร์แปลนตรงนี้ มันต้องขยับออกไปอีกสองเซนติเมตร ไม่ใช่เพราะความเรื่องมากของฉัน แต่มันคือสัดส่วนที่มนุษย์จะใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องเดินชนมุมโต๊ะ!”
น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดของรินรดาตวัดสูงขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางความเงียบงันของออฟฟิศในยามวิกาล เธอยืนกอดอกอยู่หน้าจอแท็บเล็ต แว่นสายตาไร้กรอบสะท้อนแสงไฟนีออนจนดูราวกับพิพากษากลายๆ สถาปนิกสาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบในทุกอณูขยับแว่นครั้งหนึ่งด้วยความขัดใจ เมื่อคนตรงหน้ายังคงนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟดำสนิทด้วยท่าทีลอยชายราวกับไม่ได้ยินคำบ่นยาวเหยียดตลอดสิบนาทีที่ผ่านมา
ฟ้าใสชำเลืองมองคู่สนทนาผ่านขอบแก้วเซรามิกสีเทาอ่อน รอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความกวนประสาทปรากฏขึ้นอย่างปิดไม่มิด เจ้าแม่กราฟิกดีไซเนอร์ติสต์แตกวางแก้วลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง *ก๊อก* เบาๆ ก่อนจะเอייהตัวพิงพนักเก้าอี้หมุนอย่างผ่อนคลาย
“สถาปนิกสาวสุดเนี้ยบอย่างคุณรินนี่น่ากลัวเป็นบ้าเลยค่ะรู้ตัวไหมคะ” ฟ้าใสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทว่าแววตาคู่คมกลับพราวระยับ “เครียดอะไรเบอร์นั้นคะ? โปรเจกต์นี้เราเพิ่งผ่านรอบพรีเซนต์กับลูกค้ามาหมาดๆ แถมผลงานก็ออกมาปังปุริเย่จนพศินแทบจะกลืนโต๊ะทำงานตัวเองเข้าไปอยู่แล้ว คุณยังจะมานั่งจ้องจะแก้เส้นตารางบ้าบออะไรนี่อีกรอบรอบที่ล้านแปด”
“มันไม่ใช่เส้นตารางบ้าบอนะคะฟ้าใส!” รินรดาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว มือเรียวบางตบลงบนพื้นผิวโต๊ะเบาๆ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญ “งานออกแบบที่ดีมันคือรายละเอียดค่ะ ถ้าเราปล่อยผ่านจุดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตมันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่หาย และที่สำคัญ...”
เธอชะงักไปนิดเมื่อรู้ตัวว่ายืนใกล้เกินไป กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับความขมเข้มของกาแฟคั่วบดลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส ฟ้าใสไม่ได้ถอยหนี ร่างโปร่งกลับเอนตัวเข้ามาหาเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ความดื้อรั้น
“สำคัญอะไรคะ หืม?” ฟ้าใสทวนคำ เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาจนเกือบกลืนหายไปกับเสียงแอร์ในห้อง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยอมรับก็ได้ว่าในยามที่ฟ้าใสถอดมาดกวนๆ ออกแล้วใช้สายตาแบบนี้มองมา หัวใจเจ้ากรรมมักจะเต้นผิดจังหวะเสมอ... มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความหงุดหงิดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ต่างหาก
“...ช่างเถอะค่ะ” รินรดาเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามค่ำคืน “คุณไม่มีทางเข้าใจคนที่มีความคาดหวังอยู่บนบ่าหรอกค่ะฟ้าใส”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ฟ้าใสถอนหายใจเบาๆ รอยยิ้มกวนๆ เมื่อครู่เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างกะทันหัน มือเรียวที่เคยถือแก้วกาแฟเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของสถาปนิกสาวไว้หลวมๆ ไม่ได้ออกแรงรั้ง แต่สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่านผิวหนัง
“ใครบอกว่าฉันไม่เข้าใจล่ะคะ” ฟ้าใสพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นจนรินรดาต้องหันกลับมามอง “คุณแบกความคาดหวังของครอบครัว แบกความสมบูรณ์แบบที่คนอื่นขีดเส้นไว้ให้... จนลืมไปหรือเปล่าคะว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะเหนื่อย มีสิทธิ์ที่จะทำพลาด หรือแม้แต่มีสิทธิ์ที่จะไม่ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลาก็ได้”
คำพูดนั้นแทงใจดำรินรดาเข้าอย่างจัง ราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความรู้สึกตัวเองมานานหลายปี ดวงตากลมโตไหววับ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่เธอเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด แต่ทำไมพอกลายเป็นยายกราฟิกคนนี้ทีไร กำแพงที่สร้างไว้ถึงพังทลายลงได้ง่ายดายนัก
“คุณ... รู้ได้ยังไง” เสียงของรินรดาแผ่วเบat สั่นเครือเล็กน้อย
“ก็ฉันมองคุณมาตลอดนี่คะ” ฟ้าใสตอบหน้าตาเฉย แต่แววตากลับจริงจังเสียจนคนฟังหัวใจกระตุก “มองเวลาที่คุณเครียด มองเวลาที่คุณพยายามฝืนยิ้มทั้งที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด... และบอกตามตรงนะคะ มันน่าหมั่นไส้มากที่ฉันดันอยากเป็นคนเดียวที่คุณยอมถอดเกราะพวกนั้นออกซะด้วยสิ”
บรรยากาศในห้องอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างกะทันหัน รินรดารู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เคมีระหว่างพวกเธอในตอนนี้มันอันตรายเกินกว่าจะยืนคุยกันในระยะประชิดแบบนี้เสียแล้ว
ก่อนที่รินรดาจะได้หาคำพูดไหนมาโต้แย้งเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
*ก๊อกๆๆ*
เสียงเคาะประตูกระจกหนาของออฟฟิศดังขึ้นสองครั้งติดกัน ตามด้วยการบิดลูกบิดเปิดเข้ามาอย่างไร้มารยาทของบุคคลที่พวกเธอไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดในเวลานี้
“อุ๊ย ขอโทษทีครับ ขัดจังหวะอะไรสวีทกันอยู่หรือเปล่าเอ่ย?”
เสียงทุ้มติดจะเยาะหยันของพศิน หุ้นส่วนบริษัทคู่แข่งดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงานด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารบางอย่างชูขึ้นเล็กน้อย “พอดีผมบังเอิญผ่านมา แล้วเห็นไฟยังเปิดอยู่ นึกว่ามีขโมย... ที่แท้ก็คู่หูตัวแสบที่กำลังจะทำให้โปรเจกต์ล้านบาทของผมต้องพังไม่เป็นท่าอยู่นี่เอง”
รินรดารีบดึงข้อมือตัวเองออกจากมือของฟ้าใสทันที ความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้าสวยเนี้ยบ เธอปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงและเย็นชาอย่างรวดเร็วเพื่อตั้งรับการมาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญนี้ ขณะที่ฟ้าใสค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความหงุดหงิดแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธออย่างชัดเจนเมื่อเหยื่ออันโอชะถูกขัดจังหวะในวินาทีสำคัญ
พศินกวาดสายตามองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มเหนือกว่า ก่อนจะโยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของรินรดาเสียงดังสนั่น
“เตรียมตัวเก็บของกลับบ้านได้แล้วมั้งครับ เพราะพรุ่งนี้เช้า... คุณอาจจะไม่มีบริษัทให้อยู่ทำงานอีกต่อไปแล้วก็ได้”
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับความวุ่นวายนี้ในตอนนี้นะคะ! — สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 4
กาแฟรสขมกับความเห็นต่าง
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!