อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ•ตอนที่ 11

ปาร์ตี้และการเผชิญหน้า

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
“ความสมบูรณ์แบบที่คุณพยายามขาย มันไม่มีอยู่จริงในโลกของศิลปะหรอกค่ะคุณกวินท์ มันเป็นแค่ชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อหลอกล่อให้คนตายใจว่าโลกนี้มีระบบระเบียบ” รินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีแจ๊สคลอเบาๆ ในห้องโถงกว้างที่ประดับด้วยแสงไฟสลัว เธอไม่ได้มองหน้าคู่สนทนา หากแต่จดจ้องไปยังภาพวาดแอบสแตรกต์ตรงหน้า สายตาของเธอสะท้อนความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มเรียบหรู กวินท์เลิกคิ้วเล็กน้อย แก้วแชมเปญในมือของเขาสั่นไหวน้อยมากจนแทบสังเกตไม่เห็น เขาขยับตัวเข้าใกล้จนรินรดาได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นอายของเทคโนโลยีที่ดูแปลกแยกจากบรรยากาศในหอศิลป์แห่งนี้ “ระบบระเบียบคือสิ่งที่ปกป้องเราจากความโกลาหลนะรินรดา” กวินท์ตอบ น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่เฉียบคม “คุณเรียกมันว่าความไร้ระเบียบ แต่ผมเรียกมันว่า ‘ความผิดพลาดที่รอวันถูกแก้ไข’ การที่โปรเจกต์นี้จะล่มหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่างานศิลปะของคุณมีจิตวิญญาณแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าอัลกอริทึมที่ผมออกแบบ จะพยากรณ์ความต้องการของเหล่านักลงทุนได้แม่นยำแค่ไหนต่างหาก” รินรดาหันมามองเขา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย “ถ้าคุณมองทุกอย่างเป็นตัวเลข วันนี้คุณก็คงมองเห็นตัวเลขที่แสดงถึง ‘ความล้มเหลว’ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในงานเปิดตัวนี้แล้วสิคะ” บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นขึ้นทันตาเมื่อแขกเหรื่อระดับวีไอพีในชุดสูทเนี้ยบกริบเริ่มขยับเข้ามาใกล้กลุ่มของพวกเขา รินรดารู้ดีว่าบิดาของเธอกำลังจับจ้องมาจากมุมห้องด้วยสายตาที่กดดันถึงขีดสุด การเปิดตัวโปรเจกต์ ‘Digital Soul’ ในค่ำคืนนี้ไม่ใช่แค่การแสดงงานศิลปะ แต่มันคือการเดิมพันด้วยชื่อเสียงของหอศิลป์ที่ครอบครัวเธอรักษามาสามชั่วอายุคน กับบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ที่กวินท์กุมบังเหียนอยู่ “คุณรินรดาครับ” เสียงทุ้มต่ำของชายสูงวัยคนหนึ่งดังแทรกขึ้น เขาคือประธานบอร์ดบริหารที่กำลังเป็นกังวล “ผมได้รับรายงานมาว่าระบบวิเคราะห์อารมณ์ที่ติดตั้งไว้ในเซนเซอร์รอบงาน ดูเหมือนจะแสดงค่าความผิดปกติในช่วงสิบนาทีที่ผ่านมา นี่มันหมายความว่าอย่างไรครับ? แขกของเรากำลังรู้สึกแย่กับงานของคุณหรืออย่างไร?” รินรดาชะงัก เธอไม่ได้เตรียมคำตอบสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ เธอเชื่อในศิลปะที่สื่อสารกับหัวใจ ไม่ใช่ตัวเลขที่กระพริบไหวบนหน้าจอแท็บเล็ตของกวินท์ ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปาก กวินท์กลับก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงโปร่งของเขาดูมั่นคงและน่าเกรงขามในสายตาของผู้ใหญ่เหล่านั้น เขาไม่ได้แก้ต่างให้เธอ แต่เขากลับพลิกเกมด้วยตรรกะที่เหนือชั้น “ค่าที่เห็นไม่ใช่ความผิดปกติครับท่าน แต่มันคือ ‘ความคาดหวัง’ ที่เพิ่มสูงขึ้น” กวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ “อัลกอริทึมของผมตรวจพบว่าแขกทุกคนกำลังอยู่ในสภาวะ 'Emotional Engagement' ขั้นสูงสุด ศิลปะกับเทคโนโลยีไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่มันกำลังเต้นรำด้วยจังหวะเดียวกันอยู่ตอนนี้ต่างหาก” รินรดามองเขาด้วยความตกตะลึง กวินท์ไม่ได้โกหก แต่เขาแค่เลือกหยิบข้อมูลด้านที่ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้กุมความลับมาใช้ เขาฉลาดพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นพอใจ ในขณะที่ตัวเขาก็ยังคงกอดกุมอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ไว้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อกลุ่มผู้บริหารเดินเลี่ยงออกไป รินรดาจึงกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “คุณทำแบบนั้นทำไม? นั่นมันเป็นการบิดเบือนข้อมูลชัดๆ” กวินท์หันมามองเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความว่างเปล่าที่อ่านไม่ออก “ผมแค่ป้องกันไม่ให้งานของคุณพังลงต่อหน้าต่อตา ถ้าคุณอยากจะสู้เพื่ออุดมการณ์ คุณต้องมีชีวิตรอดให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อนรินรดา” เขาจงใจยื่นมือเข้ามาจัดปอยผมที่ปรกหน้าเธอเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในอกของรินรดาอย่างรุนแรง มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตราย ทั้งที่อุดมการณ์ของพวกเขาอยู่คนละขั้ว แต่แรงดึงดูดกลับรุนแรงจนน่ากลัว ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความขัดแย้ง พนักงานฝ่ายเทคนิคคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาไม่ได้สนทนา แต่ยื่นแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งให้กวินท์พร้อมกระซิบรายงานสั้นๆ สีหน้าของกวินท์เปลี่ยนไปทันทีที่เขากวาดสายตาอ่านหน้าจอ ความเยือกเย็นที่เคยมีหายไปสิ้นแทนที่ด้วยความประหลาดใจ “มีอะไรคะ?” รินรดาถามด้วยความสังหรณ์ใจ กวินท์หันมามองเธอ ดวงตาของเขาฉายแวววูบหนึ่งที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือความสับสน... หรืออาจจะเป็นความหวาดกลัว เขาหมุนหน้าจอแท็บเล็ตให้เธอดู ข้อมูลดิบที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ได้มาจากเซนเซอร์ของงาน แต่มันคือเส้นกราฟจากภายนอกที่กำลังเจาะเข้ามาในระบบรักษาความปลอดภัยของหอศิลป์ โดยมีชื่อบัญชีผู้ใช้ที่รินรดาคุ้นเคยดีปรากฏเด่นหราอยู่บนตำแหน่งผู้บงการ “นี่มันชื่อบัญชีของคุณพ่อฉัน...” รินรดาพึมพำ มือสั่นเทาจนแทบประคองตัวไม่อยู่ กวินท์เก็บแท็บเล็ตเข้ากระเป๋าสูทแล้วคว้าข้อมือเธอไว้แน่น “เราต้องไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้ งานนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์งานศิลปะ แต่มันถูกออกแบบมาให้เป็น 'กับดัก' และคนที่คุมเกมอยู่ ไม่ใช่ทั้งผมและคุณ” ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าออกจากห้องโถง เสียงประตูกระจกบานใหญ่ด้านหน้าก็ถูกล็อกลงโดยอัตโนมัติพร้อมกับไฟในหอศิลป์ที่ดับวูบลงเหลือเพียงแสงสีแดงฉานจากระบบฉุกเฉิน และเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาจากด้านหลังของม่านกำมะหยี่สีแดง แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%