อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ•ตอนที่ 13

ขอบเขตของความสัมพันธ์

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
แสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พ่นแสงสีฟ้าจัดจ้ากระทบเข้ากับกรอบแว่นสายตาของกวินท์ ในขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของเขายังคงเคาะลงบนคีย์บอร์ดด้วยจังหวะที่แม่นยำราتىเครื่องจักร แต่ทว่า—ในเวลานี้ เสียงคลิกเมาส์ครั้งแล้วครั้งเล่ากลับไม่ได้สร้างความสงบให้กับห้องทำงานกระจกใสที่เงียบงันแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย บนโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม รินรดาไม่ได้กำลังก้มหน้าตรวจสอบแค็ตตาล็อกนิทรรศการศิลปะดิจิทัลเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตางอนงามคู่นั้นกำลังจ้องมองเขา นิ่งสนิท และเต็มไปด้วยคำถามที่อัลกอริทึมใดๆ ในโลกก็ไม่สามารถประมวลผลออกมาเป็นคำตอบที่ถูกต้องได้ "คุณกำลังรันโค้ดชุดเดิมซ้ำเป็นรอบที่เจ็ดแล้วนะคะ, คุณกวินท์" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมดังขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาลดแท็บเล็ตในมือลงอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหมายในเชิงชื่นชม แต่เป็นการรู้ทัน "และฉันมั่นใจว่าตรรกะระดับคุณ ย่อมรู้ดีว่าข้อมูลขยะย่อมให้ผลลัพธ์ที่เป็นขยะวันยังค่ำ ต่อให้คุณจะพยายามประมวลผลมันสักกี่ร้อยรอบก็ตาม" กวินท์หยุดนิ้วที่กำลังพิมพ์ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคมกริบหลังเลนส์แว่นไหววับชั่วขณะราวกับระบบเซิร์ฟเวอร์ที่กำลังเผชิญกับคำสั่งที่ไม่ชอบมาพากล ความเงียบงันระหว่างพวกเขาทั้งคู่มีความหนาแน่นสูงเสียจนคล้ายกับว่าอากาศในห้องนี้กำลังถูกสูบออกไปทีละน้อย "ผมแค่กำลังตรวจสอบความถูกต้องของตัวแปร" กวินท์ตอบเสียงเรียบ น้ำนิ่งแต่คลื่นใต้น้ำเชี่ยวกราก "ในโลกของผม ตัวแปรที่ไม่คงที่จะถูกกำจัดทิ้งเพื่อไม่ให้ระบบล่ม แต่ดูเหมือนว่า... ทฤษฎีนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับโปรเจกต์ร่วมระหว่างหอศิลป์กับทีมซอฟต์แวร์ของเรา" "เพราะคุณมองฉันเป็น 'ตัวแปรที่ผิดพลาด' ตั้งแต่แรกต่างหากล่ะคะ" รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอเดินเข้าใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของห้องปรับอากาศลอยมาแตะจมูก "คุณพยายามใช้สูตรทางคณิตศาสตร์มาอธิบายทุกความรู้สึก ทุกรอยต่อของงานศิลปะ และแม้กระทั่ง... วิธีที่เรายืนมองหน้ากันในตอนนี้" กวินท์ขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ปฏิกิริยาทางกายภาพที่ซื่อตรงยิ่งกว่าคำพูดใดๆ เขาเกลียดความรู้สึกสูญเสียการควบคุม และยิ่งเกลียดเข้าไปใหญ่ที่รินรดากำลังอ่านใจเขาออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง—ราวกับเธอมีสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวที่เขาเข้ารหัสล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนา "อย่าพยายามใช้หลักจิตวิทยามาวิเคราะห์ผมเลยครับ—เอ๊ด..." กวินท์ชะงักกึกทันทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่ไม่ควรใช้ รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของเธอกลายเป็นความสนุกสนานที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้มาดของภัณฑารักษ์ผู้เยือกเย็น "ค่ะ? เมื่อครู่นี้คุณเกือบจะหลุดคำว่าอะไรนะคะ?" เธอก้าวเข้าไปประชิดขอบโต๊ะทำงานของเขาอีกก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงแค่พื้นที่ของความอึดอัดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณ "หรือว่าตรรกะในสมองอัจฉริยะของคุณ กำลังเริ่มรวนเพราะตระหนักว่า... สถานะ 'เพื่อนร่วมงาน' ที่เราตกลงกันไว้ตั้งแต่เริ่มต้น มันกำลังถูกก้าวก่ายด้วยความรู้สึกที่อัลกอริทึมของคุณคำนวณไม่ถึง?" ดวงตาของกวินท์วาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง เขาไม่ได้ถอยหนีอีกต่อไป แต่กลับโน้มตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย แรงกดดันจากความเงียบถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่แทบจะหลอมรวมเป็น "คุณกำลังเล่นกับไฟ, รินรดา" เสียงทุ้มต่ำของกวินท์ลอดไรฟันออกมาด้วยความกดอัด "และผมไม่ใช่คนที่จะใจดีพอที่จะดับไฟให้... ถ้ามันเริ่มลุกลามจนควบคุมไม่ได้" "ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้มันไหม้ไปสิคะ" รินรดาตอบกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง "หรือว่าคุณกลัว... กลัวว่าความรู้สึกจริงๆ ที่ถูกฝังไว้ใต้โค้ดเย็นชาเหล่านั้น จะถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว คุณไม่ได้ใจisเย็นอย่างที่พยายามแสดงออกเลยสักนิด" คำพูดนั้นเฉียบคมราتىใบมีดที่กรีดผ่านเกราะป้องกันทุกชั้นที่กวินท์สร้างขึ้นมาตลอดหลายปี กรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ปลายนิ้วที่เคยจับเมาส์เลื่อนขึ้นมาคว้าขอบโต๊ะไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เขารู้ดีว่าเขากำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเป็นมืออาชีพกับความปรารถนาอันตรายที่ไม่อาจปฏิเสธ และรินรดาก็กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม—พร้อมที่จะผลักเขาข้ามเส้นนั้นไปตลอดกาล ทว่า... ก่อนที่กวินท์จะทันได้เอ่ยคำพูดใดเพื่อดึงสถานะความสัมพันธ์นี้กลับมาสู่กรอบเดิม เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ ก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งคู่สะดุ้งเล็กน้อยจากภวังค์แห่งความตึงเครียด รินรดาผละตัวถอยหลังออกไปยืนเว้นระยะห่างตามเดิมอย่างรวดเร็ว ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติในเสี้ยววินาที ขณะที่กวินท์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมาควบคุมระบบความคิดของตนเองอีกครั้ง "เข้ามา" กวินท์เอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ร่างของประจักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสของหอศิลป์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะถูกวางลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้ากวินท์และรินรดา เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวโต๊ะดังทึบ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ "ฉันไม่อยากมารบกวนเวลาทำงานดึกดื่นแบบนี้หรอกนะ..." ประจักษ์กวาดสายตามองคนทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล "แต่พวกเธอต้องดูนี่... ระบบฐานข้อมูลกลางของหอศิลป์เพิ่งถูกเจาะเมื่อสิบนาทีที่แล้ว และไฟล์ภาพผลงานชิ้นเอกที่เตรียมจะจัดแสดงในวันพรุ่งนี้... ถูกเข้ารหัสล็อกด้วยคีย์นิรภัยที่ไม่มีใครในองค์กรถอดได้" กวินท์ขมวดคิ้วมุ่นทันที สัญชาตญาณวิศวกรซอฟต์แวร์ตื่นตัวขึ้นเต็มพิกัด เขารีบเอื้อมมือไปคว้าซองเอกสารมาเปิดออกดู แผ่นกระดาษพิมพ์โค้ดคำสั่งแปลกประหลาดถูกดึงออกมา ดวงตาคมกวาดมองตัวอักษรและตัวเลขเหล่านั้นอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการโจมตี แต่แล้ว... ลมหายใจของกวินท์ก็สะดุดกึก ร่างกายทั้งร่างแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อสายตาไปสะดุดเข้ากับลายเซ็นดิจิทัลที่ซ่อนอยู่ท้ายบรรทัดสุดท้ายของโค้ดโจมตีนั้น มันไม่ใช่ฝีมือของแฮกเกอร์ทั่วไป... และไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ *แต่มันคือรูปแบบโค้ดเฉพาะตัว... ที่มีเพียงคนเดียวในโลกเท่านั้นที่เขียนขึ้นมาได้แบบนี้* ดวงตาของกวินท์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลังเมื่อเขาตระหนักได้ว่า ลายมือดิจิทัลที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นนี้ คือโค้ดโปรแกรมลับที่เขาเคยเขียนขึ้นด้วยมือของตนเอง—เมื่อเจ็ดปีก่อน... ในวันที่เขาถูกหักหลังและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%