อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ•ตอนที่ 14

ระยะห่างที่วัดไม่ได้

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
"ถ้าคุณยังวัดความคุ้มค่าของงานศิลปะด้วยจำนวนตั๋วที่ขายได้ในระบบพรีเซลล์ คุณก็กำลังทำหน้าที่เป็นแค่นักการตลาดที่บังเอิญยืนอยู่ในหอศิลป์เท่านั้นค่ะคุณกวินท์" เสียงของรินรดาคมกริบและนิ่งสนิทพอ ๆ กับอุณหภูมิสิบเก้าองศาเซลเซียสภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการไร้แสงธรรมชาติยามวิกาล แสงไฟสปอตไลท์ LED สีวอร์มไวท์ดวงเดียวสาดส่องลงบนประติมากรรมเหล็กกล้าผสมเรซินรูปทรงบิดเบี้ยวตรงหน้า ทั้งคู่ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงช่วงแขน แต่ช่องว่างทางความคิดระหว่างวิศวกรซอฟต์แวร์ผู้เชื่อมั่นในตรรกะเชิงเส้นตรง กับภัณฑารักษ์ผู้มองเห็นรอยร้าวของจิตวิญญาณผ่านงานศิลป์ กลับกว้างเสียจนดูเหมือนขอบเขตที่ไม่มีวันบรรจบ กวินท์ไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าเธอ นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบา ๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตแสดงผลกราฟิกวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เข้าชมงาน ชุดข้อมูลบิ๊กดาต้านับแสนแถวถูกประมวลผลออกมาเป็นเส้นกราฟสีแดงและน้ำเงินพาดผ่านหน้าจออย่างเย็นชา "ความรู้สึกของคุณมันไม่มีหน่วยวัดทางสถิติค่ะคุณรินรดา" กวินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่มักจะทำให้คนฟังรู้สึกราวกับถูกตบหน้าด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด "แต่ตัวเลขบนหน้าจอพวกนี้มันบอกความจริงว่า พื้นที่สามตารางเมตรตรงนี้ที่อุทิศให้กับงานศิลปะเชิงปรัชญาอันเงียบงันของคุณ กำลังทำให้อัตราการไหลเวียนของผู้เข้าชมลดลงร้อยละสิบสองจุดสี่ในช่วงสามวันที่ผ่านมา ในเชิงสถาปัตยกรรมข้อมูล นี่คือจุดอับที่สร้างความล้มเหลวให้กับระบบนิเวศน์ของนิทรรศการทั้งหมด" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแฝงความหยันราวีที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีสุภาพเรียบร้อย เธอก้าวเข้าไปประชิดอีกนิด กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไวท์ทีและกระดาษเก่าลอยแตะนาสิกของชายหนุ่ม ทำให้ระบบประสาทที่เคยคำนวณแต่เรื่องโค้ดดิ้งของกวินท์สะดุดไปชั่วเสี้ยววินาที "คุณมองไม่เห็นมันหรอกค่ะ เพราะในอัลกอริทึมที่คุณเขียน ไม่มีตัวแปรสำหรับ 'ความเงียบงันที่สั่นสะเทือนหัวใจคน' มนุษย์เราไม่ได้เดินเข้าหอศิลป์เพื่อคำนวณความคุ้มค่าต่อตารางเมตรเหมือนกำลังเช่าเซิร์ฟเวอร์คลาวด์นะคะ บางที... สิ่งที่คุณพยายามจะแก้ไขให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด อาจจะเป็นตัวทำลายความงามที่เปราะบางที่สุดไปโดยไม่รู้ตัว" กวินท์เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นสายตาจดจ้องเข้ามาในนัยน์ตาของเธอ ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งสองนานนับอึดใจ เป็นความเงียบที่ไม่ได้ว่างเปล่า หากแต่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตที่มองไม่เห็น แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างที่ทั้งคู่พยายามปฏิเสธมาตลอดสัปดาห์เริ่มส่งเสียงคำรามเบา ๆ อยู่ใต้ผิวหนัง เขารู้สึกได้ถึงจังหวะชีพจรที่เต้นผิดปรกติของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับชายผู้ควบคุมทุกอย่างด้วยสคริปต์อัตโนมัติ รินรดากำลังยืนอยู่ใกล้เกินไป ใกล้จนเขาสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ดวงตาที่มักจะมองเขาด้วยความท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางบางอย่างที่ดึงดูดให้เขากล้าพอจะทำลายกำแพงของตัวเองลงทีละน้อย "คุณคิดว่าผมกำลังพยายามทำลายมันเหรอครับ" กวินท์ลดแท็บเล็ตในมือลง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนโทนลงเล็กน้อย ความเย็นชาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลุ่มลึกที่กดดันหัวใจคนฟัง "คุณต่างหากที่กำลังใช้ความดื้อรั้นทางอารมณ์มาปิดกั้นความจริง งานชิ้นนี้... มันกำลังพังทลายลงตั้งแต่วันที่คุณเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปผูกติดกับมันแล้ว" รินรดาชะงัก คำพูดของเขาแทงใจดำเธอนัก เพราะงานประติมากรรมชิ้นที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่นี้ ถูกสร้างขึ้นโดยศิลปินผู้ล่วงลับที่เป็นดั่งอาจารย์และคนสำคัญในอดีตของเธอ รอยร้าวบนเรซินชิ้นนั้นไม่ใช่แค่ความบกพร่องทางศิลปะ แต่มันคือบาดแผลในความทรงจำที่เธอพยายามปกป้องจากการถูกตัดสินด้วยตรรกะทางธุรกิจที่ไร้หัวใจ "คุณไม่มีทางเข้าใจหรอกค่ะ..." เสียงของเธั่นไหวเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด มือบางเผลอกำชายเสื้อสูทของตัวเองแน่นเพื่อระบายความอึดอัด "สำหรับคุณ ทุกอย่างบนโลกใบนี้คือสมการที่ต้องหาคำตอบให้ลงตัว แต่สำหรับฉัน บางคำถาม... การปล่อยให้มันค้างคาและสวยงามในความเจ็บปวด อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วก็ได้" กวินท์มองท่าทางนั้น ความนิ่งงันของวิศวกรหนุ่มถูกสั่นคลอนด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างในแววตาของหญิงสาว ความดื้อรั้นที่แฝงความเปราะบางนี้ทำให้เขาอยากจะยื่นมือออกไปสัมผัส เพื่อพิสูจน์ว่าภายใต้เกราะกำบังอันแข็งกร้าวของภัณฑารักษ์สาวคนนี้ หัวใจเธอกำลังเต้นแรงไม่ต่างจากเขาในตอนนี้เลย มือหนายื่นออกไปโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านกลุ่มผมยาวสลวยที่ตกลงมาเคลียแก้มเนียนของรินรดาอย่างแผ่วเบา หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ดวงเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ร่างกายของทั้งคู่แข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาล ความใกล้ชิดนี้ไม่มีคำว่า "ระยะห่าง" หลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันในความสลัว และสายตาที่เปิดเผยความปรารถนาอันซับซ้อนออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธเคืองและอุดมการณ์ที่เคยคานกันไว้เมื่อครู่สลายกลายเป็นอากาศธาตุ เมื่อปลายนิ้วอุ่นของกวินท์ยังคงแตะค้างอยู่ข้างกรอบหน้าของเธอ เขาก้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างลดลงจนเหลือแค่เพียงลมหายใจกั้น แต่ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะขยับเข้าหา Biên เผลอผสานความรู้สึกที่อัดแน่นมานาน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากโถงทางเดินด้านนอก พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องลอดผ่านช่องประตูบานกระจกฝ้าเข้ามาในห้องจัดแสดง! รินรดาสดุ้งสุดตัวผละถอยหลังออกห่างจากกวินท์ทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ขณะที่กวินท์ดึงสีหน้ากลับสู่โหมดเย็นชาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันไปมองเงาร่างของใครบางคนที่กำลังเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู บานประตูห้องจัดแสดงถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของผู้อำนวยการหอศิลป์ที่มาพร้อมกับชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเข้ม ท่าทางภูมิฐาน และเอกสารลับในแฟ้มสีดำสนิทในมือ "คุณกวินท์ครับ... ทางสำนักงานใหญ่เพิ่งส่งอัปเดตชุดข้อมูลฉุกเฉินมาเมื่อครู่นี้เองครับ" ผู้อำนวยการเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "ระบบอัลกอริทึมพยากรณ์ความเสี่ยงที่คุณเขียนไว้เมื่อเดือนก่อน กำลังตรวจพบว่า... งานศิลปะชิ้นเอกอีกสามชิ้นในห้องนิรภัยใต้ดินกำลังถูกสับเปลี่ยนโดยฝีมือของคนวงใน และผู้ต้องสงสัยคนแรก... กำลังยืนอยู่ตรงนี้กับเราในห้องนี้ครับ" แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%