"คุณคิดว่าความทรงจำของมนุษย์กับอัลกอริทึมของปัญญาประดิษฐ์... สิ่งไหนถูกบิดเบือนได้ง่ายกว่ากันคะ, คุณกวินท์"
น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่าก้องกังวานอยู่ในห้องทำงานกระจกใสที่เงียบเชัด แสงไฟนีออนสีนวลจากเพดานทอดเงาทาบทับลงบนสันแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลในมือของชายหนุ่ม เอกสารที่เธอบังเอิญเหลือบไปเห็นตัวเลขและแผนผังโครงสร้างของหอศิลป์—สถานที่ซึ่งเธอทุ่มเททั้งจิตวิญญาณเพื่อปกป้อง แต่สำหรับเขาแล้ว มันเป็นเพียง "พื้นที่รอการแปลงค่าเป็นข้อมูลดิบ"
กวินท์ไม่ได้ขยับตัวทันที เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์นับสิบจอฉาบไล้กรอบหน้าคมคายที่ดูราวกับถูกแกะสลักขึ้นด้วยความแม่นยำทางคณิตศาสตร์ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตา เล็งตรงมาที่เธอด้วยความนิ่งสนิท—ความนิ่งที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้จะถูกจับได้ว่ากำลังถือเอกสารลับโครงการปรับปรุงพื้นที่หอศิลป์ที่ยังไม่อนุมัติก็ตาม
"อัลกอริทึมไม่เคยโกหกครับ... เอ่อ, ดิฉันหมายถึง อัลกอริทึมไม่รู้จักคำว่าโกหก" กวินท์แก้คำพูดตัวเองเล็กน้อยเมื่อมุมปากของหญิงสาวกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะที่ฉลาดเฉลียว "มันทำงานตามตรรกะที่ถูกป้อนเข้าไป ถ้าความทรงจำของมนุษย์ถูกบิดเบือน นั่นก็เป็นเพราะพวกคุณเลือกที่จะใส่ตัวแปรด้านอารมณ์เข้าไปในสมการ"
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกควบคุมไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น เธอ้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าวหนึ่ง จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าและฝนแรกเจือจางอยู่ในอากาศรอบตัวเขา "ตัวแปรด้านอารมณ์อย่างนั้นหรือคะ? คุณเรียกว่าความผูกพัน ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมว่าเป็นแค่ 'ตัวแปร' ที่ทำให้สมการของคุณไม่ลงตัวสินะคะ"
"ถ้ามันทำให้โปรเจกต์ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ มันก็เป็นแค่ตัวแปรส่วนเกินที่ต้องตัดทิ้ง" คำตอบของเขาราบเรียบและไร้ความปรานี ราวกับกำลังพิพากษาชะตากรรมของตัวเลขในสเปรดชีต ไม่ใช่ผลงานศิลปะชิ้นเอกที่แขวนอยู่ตามผนังหอศิลป์
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะหยิบจับเป็นรูปธรรมได้ ช่องว่างระหว่างความจริงเชิงประจักษ์กับจิตวิญญาณแห่งสุนทรียศาสตร์กำลังกรีดร้องใส่กันผ่านความเงียบ กวินท์วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แต่เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องในความรู้สึกของรินรดา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปทำให้เขาดูคุกคามเธอโดยสัญชาตญาณ ทว่ารินรดากลับไม่ถอยหลังหนี เธอเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"คุณไม่เคยเข้าใจเลยสักนิด..." รินรดาพึมพำ น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความอัดอั้น "คุณมองเห็นแต่เส้นกราฟและสถิติ แต่คุณไม่เคยยืนอยู่หน้าภาพวาดแล้วรู้สึกได้ถึงหัวเต้นของคนที่วาดมันขึ้นมาเมื่อร้อยปี ่อนเลย"
กวินท์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของหญิงสาว รินรดาในยามนี้ไม่ได้ดูเปราะบาง เธอกลับเปล่งประกายด้วยพลังบางอย่างที่ดึงดูดสายตาเขาอย่างประหลาด—พลังที่เกิดจากความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลกอริทึมชิ้นไหนในโลกก็คำนวณไม่ได้
เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น กลิ่นอายอันตรายที่เคยแผ่ซ่านเปลี่ยนรูปเป็นแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่รุนแรงและเงียบงัน
"คุณคิดว่าผมไม่เคยมีความฝันงั้นเหรอ?" กวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงอย่างน่าประหลาด ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้ละลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ซ่อนบาดแผลบางอย่างไว้ลึก
รินรดากะพริบตาปริบๆ ความโกรธเกรี้ยวในใจสะดุดลงชั่วขณะเมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น "หมายความว่ายังไงคะ?"
"ตอนที่ผมอายุสิบขวบ ผมเคยฝันอยากสร้างระบบที่สามารถทำนายความสุขของมนุษย์ได้ เพื่อที่แม่ของผม... จะได้ไม่ต้องร้องไห้ทุกครั้งที่พ่อกลับบ้าน" กวินท์สารภาพออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว ราวกับเกราะป้องกันที่เขาสร้างมาตลอดชีวิตพังทลายลงชั่วคราวต่อหน้าหญิงสาวผู้ยึดมั่นในความรู้สึก "แต่สุดท้ายผมก็พบว่า ความสุขเป็นสิ่งเดียวในจักรวาลนี้ที่ไม่มีสูตรคำนวณ... และนั่นคือเหตุผลที่ผมเกลียดมัน"
คำสารภาพนั้นราวกับค้อนที่ทุบลงกลางใจของรินรดา ความแข็งกระด้างในแววตาของเธอจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่วาบขึ้นในอก เธอมองเห็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่พยายามซ่อมแซมโลกด้วยตัวเลข เพราะโลกของความรู้สึกมันเปราะบางเกินกว่าที่เขาจะรับไหว
"บางที..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตทอประกายอ่อนโยนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว "คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องคำนวณความสุขหรอกนะคะ บางครั้ง... แค่ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกไปกับมัน ถึงมันจะเจ็บปวด แต่มันก็ทำให้เรามีชีวิตอยู่จริงๆ"
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับกำลังค้นหาคำตอบในสมการที่ซับซ้อนที่สุดในชีวิต มือหนาของกวินท์เผลอยื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเกือบจะสัมผัสกับปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธอ ท่ามกลางความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
ทันใดนั้นเอง...
*กริ๊งงงงง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาคาร แสงไฟสีแดงกะพริบวาบสลับกับความมืดมิด หน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกลำดับบนโต๊ะดับวูบลงพร้อมกัน ก่อนที่หน้าจอหลักจะปรากฏข้อความแปลกประหลาดขึ้นมาเป็นตัวอักษรสีเขียวเรืองแสง—ข้อความรหัสลับที่ไม่มีใครในทีมคววรรู้ นอกจากผู้ที่เข้าถึงระบบฐานข้อมูลกลางของหอศิลป์เมื่อสิบปีก่อน
กวินท์ชักมือกลับทันที สีหน้าของเขากลับคืนสู่ความเฉียบคมและตื่นตัวในเสี้ยววินาที เขากวาดตามองหน้าจอแล้วหันขวากลับมามองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"ดูเหมือนว่า..." กวินท์กระซิบเสียงต่ำด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย "จะมีใครบางคนกำลังพยายามลบประวัติศาสตร์จริงๆ ของคุณ... ออกจากระบบเซิร์ฟเวอร์หลักแล้วล่ะครับ"
แสงดาวพร่างพราวขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของตัวละครในตอนนี้นะคะ
อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ•ตอนที่ 7
บทสนทนาหลังบานกระจก
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมรักไม่ยอมอ่านใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!