"ซองเอกสารนั่น... คุณได้แต่ใดมาคะ หรือว่าท่านราชตระกูลส่งคนมาสืบเรื่องไร่ของเราอีกแล้ว"
เสียงของมิลินดังขึ้น ทลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศในห้องครัวเล็กๆ จนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคู่คมกวาดมองตราประทับสีชาดบนซองกระดาษหนาในมือของเจ้าหน้าที่ศาลท้องถิ่นอย่างพิจารณา หัวใจของอดีตนางร้ายกระตุกวูบไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดเบื้องบน หากแต่เป็นความกังวลว่าวิถีชีวิตอันสงบสุขและการสร้างอาณาจักรเกษตรกรรมที่เธอเพิ่งลงรากปักฐานกำลังจะถูกอำนาจรัฐส่วนกลางเข้ามาแทรกแซง
ศิลาก้าวเข้ามาประชิดตัวมิลินอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบสำหรับทำงานไร่บังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มจ้องเขม็งไปยังซองเอกสารนั้นราวกับมันคือสัตว์พิษ รังสีความกดดันแผ่ออกจากตัวชายหนุ่มจนเจ้าหน้าที่ผู้นำสารถอยหลังกรูดไปสองก้าวด้วยความหวาดหวั่น
"ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ออกไปรอข้างนอกซะ" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบโค้งตัวคำนับแล้วสาวเท้าเดินหนีออกไปจากเรือนไม้ไผ่แทบไม่ทัน
ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันและกลิ่นหอมจางๆ ของดินชื้นหลังฝนตก มิลินหันกลับมามองชายหนุ่มผู้มีเบื้องหลังลึกลับ สีหน้าของศิลายามนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดที่ยากจะปิดมิด รอยย่นหว่างคิ้วลึกชันบ่งบอกถึงมรสุมลูกใหญ่ที่กำลังซัดสาดเข้ามาในชีวิตของพวกเขา
"ตราประทับรูปกางเขนคู่และใบเมเปิ้ล... นั่นไม่ใช่ตราของขุนนางทั่วไป" มิลินเปรยขึ้นเบาๆ พลางหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาซับเหงื่อบนขมับของศิลาอย่างเป็นธรรมชาติ "มันคือตราประจำองค์รัชทายาทที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ศิลา... บอกฉันมาตามตรงเถอะค่ะว่าคุณเข้าไปพัวพันกับเรื่องบ้าๆ อะไรในเมืองหลวงกันแน่ ถึงมีคนส่งข่าวลับแบบนี้มาถึงชายขอบอาณาจักร"
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย ปล่อยให้นิ้วเรียวนุ่มของหญิงสาวแตะลงบนผิวแก้วที่กร้านแดดลม ฝ่ามือใหญ่เอื้อม1ไปกุมมือเธอไว้แน่น สัมผัสอุ่นร้อนนั้นส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
"มิลิน... ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา หรือต่อให้คนทั้งกองทัพหลวงยกมาที่นี่ ผมก็จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากแปลงเกษตรอินทรีย์และบ้านหลังนี้ไปจากคุณเด็ดขาด" ศิลาเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องครัวที่เพิ่งซ่อมแซมเสร็จหมาดๆ
ใช่... ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากงานวิศวกรรมชลประทานที่เขาใช้พลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้งให้กลายเป็นแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจแล้ว ศิลายังใช้เวลาว่างยามวิกาลลงมือซ่อมแซมโครงสร้างเรือนไม้ของมิลินด้วยตนเองทุกจุด คานไม้ที่ผุกร่อนถูกเปลี่ยนใหม่ด้วยไม้เนื้อแข็งชั้นดี หน้าต่างที่เคยปิดไม่สนิทถูกไินไสและประกอบเข้ามุมอย่างประณีต ฝาผนังกันลมหนาวถูกเสริมความหนาแน่นเพื่อไม่ให้ลมฤดูหนาวพัดผ่านเข้ามาทำร้ายผิวเนียนนุ่มของหญิงสาวได้ แม้ปากของเขาจะบอกว่าทำไปเพราะรำคาญเสียงลมหวีดหิว แต่การกระทำกลับละเมียดละไมใส่ใจทุกรายละเอียดราวกับกำลังสร้างป้อมปราการแห่งความรัก
มิลินถอนหายใจยาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "ซ่อมบ้านจนหลังคาแน่นหนาขนาดนี้ แต่ถ้าเจ้าของบ้านต้องถูกลากตัวไปขึ้นศาลหลวงเพราะสามีมีความลับระดับชาติปิดบัง ฉันเกรงว่าต่อให้สร้างปราสาทหินก็คงไม่มีประโยชน์หรอกนะคะ"
"ผมไม่ใช่กบฏ... แค่รู้ความจริงที่พวกมันไม่อยากให้ใครรู้" ศิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจวางซองเอกสารลงบนโต๊ะไม้ มือกวักเรียกให้เธอนั่งลงใกล้ๆ "ในเอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีราชโองการจับกุม แต่มันคือ 'แผนที่' และ... จดหมายเชิญ"
มิลินเลิกคิ้วสูง ความสนใจถูกดึงกลับมาที่ปัญหาตรงหน้าทันที เธอบรรจงแกะผนึกครั่งสีแดงออกอย่างระมัดระวัง กระดาษแผ่นหนากลิ่นอายหมึกชั้นดีปรากฏแก่สายตา ลายมือหวัดแต่ทรงพลังเขียนไว้สั้นๆ ทว่าชัดเจนแจ่มแจ้ง
*[ข้าต้องการความช่วยเหลือจากวิศวกรผู้สร้างปาฏิหาริย์แห่งลุ่มน้ำซากพืช... แลกกับการเปิดทางให้ไร่ของคุณเป็นเขตปลอดภาษีตลอดชีพ]*
ดวงตากลมโตของมิลินเป็นประกายขึ้นมาทันที ความกังวลเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงสัญชาตญาณนักธุรกิจสาวผู้มองเห็นผลกำไรและความคุ้มค่า
"เขตปลอดภาษีตลอดชีพ?" มิลินทวนคำ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด "ข้อเสนอน่าสนใจไม่เลวเลยนี่คะ ศิลา สามีของฉัน... ดูท่าทางคุณจะมีประโยชน์มากกว่าที่ฉันคิดเสียอีกนะเนี่ย"
ศิลาหัวเราะในลำคออย่างเอือมระอา ท่าทีของภรรยาตัวแสบของเขาเปลี่ยนจากความเคร่งเครียดเป็นโหมดการคำนวณกำไรขาดทุนภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที สมแล้วที่เป็นอดีตคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้พลิกฟื้นสถานะจนกลายเป็นเศรษฐีนีเกษตรกรในเวลาไม่กี่เดือน
"แต่การไปพัวพันกับองค์รัชทายาทหมายความว่าเราต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับเกมการเมืองในราชสำนัก" ศิลาเตือนเสียงจริงจัง พลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะไม้เบาๆ "ผมไม่อยากให้คุณต้องเดือดร้อนเพราะอดีตของผม"
"ใครบอกว่าฉันจะยอมเดือดร้อนล่ะคะ?" มิลินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสุกใสเป็นประกายมุ่งมั่น เธอเดินไปหยิบขวดโหลแก้วบรรจงดองสมุนไพรสูตรลับพิเศษที่เพิ่งหมักเสร็จเมื่อเช้ามาวางกระแทกบนโต๊ะเสียงดังปัง! "ในเมื่อพวกเขาอยากได้ตัววิศวกรฝีมือดีไปช่วยงานใหญ่ ฉันในฐานะ 'ภรรยาและหุ้นส่วนชีวิต' ก็ย่อมต้องมีเงื่อนไขพ่วงท้ายเช่นกัน อย่างแรก... งบประมาณสร้างระบบชลประทานทั่วทั้งหมู่บ้านต้องเบิกมาจากท้องท้องพระคลัง อย่างที่สอง... พันธุ์พืชเมืองหนาวหายากทั้งหมดต้องถูกส่งมาให้ฉันทดลองเพาะปลูกในแปลงเกษตร และอย่างสุดท้าย..."
มิลินโน้มตัวเข้าไปใกล้ใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าลอยเข้าแตะจมูกจนศิลาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"คุณต้องสัญญาว่าจะไม่มีความลับอะไรปิดบังฉันอีก ไม่เช่นนั้น... คืนนี้คุณได้นอนตากน้ำค้างนอกบ้านหลังใหม่ที่คุณเพิ่งซ่อมเสร็จแน่ๆ ค่ะ"
ศิลายิ้มกริ่ม คว้าเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วจนร่างของมิลินเซเข้าไปปะทะแผงอกกว้าง เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นข้างใบหูของเธอ
"รับรองว่าไม่มีความลับอะไรหลงเหลืออีกแล้วครับ... เอ่อ... ค่ะ ที่รัก" ศิลาแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาคาดโทษของภรรยา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานชื่น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงตะโกนหอบแฮกของเด็กส่งสารประจำหมู่บ้าน
"คุณมิลิน! คุณศิลา!แย่แล้วครับ! พ่อค้าคนกลางจากเมืองหลวงกลุ่มเดิมที่เคยถูกพวกเราปฏิเสธสินค้า พากันยกพวกพร้อมกองคาราวานสินค้าเกษตรเคมีราคาถูกมาขวางทางเข้าตลาดกลางหมู่บ้านแล้วครับ! พวกมันประกาศกร้าวว่าจะตัดราคาขายทิ้งให้หมดจนกว่าไร่ของเราจะเจ๊งคามือ!"
มิลินผละออกจากอ้อมแขนของศิลาอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มหวานหยดที่ปรากฏบนใบหน้าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งสลัก ปลายเล็บเรียวสวยเคาะลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ทว่าทรงพลัง
"ตัดราคาอย่างนั้นหรือคะ..." มิลินพึมพำเสียงเบา รอยยิ้มของนางร้ายผู้กลับใจเหยียดขึ้นอย่างท้าทาย "สงสัยพวกมันคงยังไม่รู้ว่า สินค้าล็อตแรกในโรงเรือนอัจฉริยะที่เราเพิ่งเก็บเกี่ยวเมื่อรุ่งสาง... มีกลิ่นหอมและสรรพคุณเยียวยาร่างกายที่แม้แต่ขุนนางในวังยังต้องแย่งกันซื้อ"
หญิงสาวหันไปหยิบตะกร้าไม้สานใบย่อมที่บรรจุผลผลิตสีแดงสดส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจออกมาจากห้องเก็บของ กลิ่นอผลไม้วิเศษตลบอบอวลไปทั่วทั้งเรือนไม้ไผ่ จนแม้แต่ลมภายนอกยังต้องพัดพาความหอมนั้นออกไปสู่ชุมชนเบื้องล่าง
ศิลามองภาพภรรยาด้วยความหลงใหลระคนขบขัน เขารู้ดีว่าแผนการสั่งสอนพวกพ่อค้าหน้าเลือดในเช้าวันนี้ คงไม่ใช่แค่การปะทะฝีปากธรรมดาเสียแล้ว
"ไปกันเถอะค่ะ" มิลินหยิบหมวกฟางสวมลงบนศีรษะอย่างทะมัดทะแมง "ไปดูกันว่า... ระหว่างสารเคมีราคาถูกของพวกมัน กับปาฏิหาริย์แห่งธรรมชาติจากหยาดเหงื่อของเรา สิ่งใดจะกวาดเงินทองเข้ากระเป๋าได้เร็วกว่ากัน"
ทว่า ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าพ้นธรณีประตู สายตากลับสะดุดเข้ากับเงาดำร่างหนึ่งที่ยืนดักรออยู่ริมรั้วไม้ไผ่... บุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดกว้าง แต่สิ่งที่ทำให้มิลินต้องชะงักงันจนลมหายใจสะดุด คือ 'สัญลักษณ์รูปดอกกุหลาบสีเงิน' ที่ปักอยู่บนปกเสื้อของคนผู้นั้น!
รอยร้าวในกำแพงน้ำแข็งระหว่างวังหลวงและไร่เกษตรกรรมถูกกะเทาะออกแล้ว... และสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเงาดำนั้น คือหายนะหรือโชคลาภกันแน่?
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะเวียนมาเติมกำลังใจให้ "กุหลาบหนามเงิน" เสมอนะคะ)*
นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับของอาณาจักร•ตอนที่ 10
รอยร้าวในกำแพงน้ำแข็ง
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้กุมความลับของอาณาจักร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!