"คุณนี่มัน... มนุษย์ตรรกะที่ถูกเซ็ตโปรแกรมมาเพื่อทำลายความสงบสุขในชีวิตผมชัดๆ"
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกเบาๆ ของกระป๋องกาแฟเย็นที่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบ ธันวาขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นไปยังร่างบางที่กำลังงละวันงละวาดกับการรื้อค้นหาแผนที่กระดาษยับยู่ยี่ในเป้ใบโต รินรดาหันขวับมาทันที ปากบางยื่นออกเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ ดวงตากลมโตฉายแววค้อนควับส่งตรงมาให้เขาแบบไม่มีกั๊ก
"แล้วใครใช้ให้คุณเสนอหน้ามาช่วยฉันหาล่ะคะ... เอ้ย! หมายถึง... ใครใช้ให้คุณมาเดินตามตูดฉันแจตั้งแต่เช้าเล่าคุณธันวา!" รินรดารีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเกือบเผลอหลุดคำเคยชินออกไป เธอสะดุ้งเล็กน้อย หลบสายตานิ่งสนิทคู่นั้นที่จ้องมองมาเหมือนกำลังอ่านใจเธออยู่
นี่คือตอนที่ 9 ของทริปที่พวกเราทั้งคู่ตบตี... อ้อ ไม่ใช่... เดินทางร่วมกันมาจนเลยครึ่งทางแล้ว จากความตั้งใจแรกที่ต่างคนต่างอยากผลักไสให้อีกฝ่ายหายไปจากวงโคจร ทว่าตอนนี้ บรรยากาศรอบตัวกลับแปลกประหลาดจนน่ากลัว ความเงียบระหว่างเราไม่ได้น่าอึดอัดอีกต่อไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยเสียงเตือนแปลกๆ ในอกซ้ายของธันวา—เสียงที่เขาพยายามบอกตัวเองมาตลอดทางว่ามันเป็นแค่ "อาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง"
ธันวานั่งลงบนม้านั่งตัวยาวตรงข้ามกับเธอ ปลายนิ้วเรียหายาวเคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด สายตาไล่มองรอยเปื้อนฝุ่นบนแก้มใสของบล็อกเกอร์สาวจอมรั้นคนนี้โดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขาไม่ได้มองเธอเป็นแค่ความโกลาหลเดินได้ แต่กลับเผลอยิ้มตามทุกครั้งที่เธอทำหน้าบึ้งใส่ เวลาที่รินรดาหัวเราะเสียงดังอย่างไร้กังวล มันมักจะทิ้งร่องรอยความสดใสไว้ในหัวใจที่แห้งแล้งของสถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งขรึมคนนี้เสมอ
*บ้าชิบ...* ธันวาสบถในใจ พยายามดึงสติกลับมาที่หน้าจอแท็บเล็ตแสดงผลผังเมืองโบราณตรงหน้า แต่สมองเจ้ากรรมกลับบันทึกแค่ภาพแพขนตางอนและริมฝีปากที่กำลังขมุบขมับบ่นพึมพำถึงร้านกาแฟท้องถิ่น
"นี่ คุณธันวา ฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย หรือว่าสมองช้าเพราะไม่ได้จิบคาปูชิโน่ตามตารางเวลาเป๊ะๆ เหมือนทุกวัน" รินรดายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตากวนประสาทฉายชัด แต่มันกลับซ่อนความห่วงใยจางๆ ไว้ภายใต้รอยยิ้มหยอกเย้า "หน้าซีดๆ นะ ไหวไหมเนี่ยทริปนี้ หรืออยากโบกมือลาแล้วให้ฉันเที่ยวคนเดียวตามใจชอบ"
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตา ปะทะเข้ากับดวงตาสุกใสที่มองมาอย่างตรงไปตรงมา หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะอย่างไม่รักดี กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูเด็กที่ลอยมาแตะจมูกท่ามกลางลมหนาวปลายฤดู ยิ่งทำให้สติที่ควบคุมมาอย่างดีตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา
"ถ้าผมบอกว่า... คนที่ผมไม่อยากให้ไปไหนที่สุดในตอนนี้ คือคุณล่ะ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเบาหวิว แต่ก้องกังวานในความรู้สึก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา รินรดาชะงักกึก รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าแข็งค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ปลายนิ้วที่กำลังถือปากกาอยู่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เสียงดัง *แกร็ก*
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาวตรงหน้า มีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุม ทว่าหัวใจของทั้งสองคนกลับเต้นรัวเร็วจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขากำลังจะพูดอะไรออกไปวะเนี่ย! ไอ้กฎเหล็กที่ตั้งไว้ว่าจะรักษาคุมเชิงและรักษามาด "สุภาพบุรุษนักวางแผน" พังยับเยินด้วยประโยคเดียวที่หลุดออกจากปากตัวเอง
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องพึ่งแสงแดด เธอยกมือขึ้นทาบอก กะพริบตาปริบๆ เหมือนสมองกำลังประมวลผลข้อความที่เพิ่งได้รับซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ
"คุณ... คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย กินยาผิดซองเหรอคุณธันวา ร้อนหัวเหรอ ให้ฉันเอาพัดลมมือถือเป่าให้ไหม" เธอหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนความประหม่าที่พุ่งสูงจนทะดเพดาน ทว่าใบหูแดงแจ๋ของเธอกลับทรยศคำพูดทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ความกล้าที่เผลอหลุดไปเมื่อครู่ทำให้เขาตัดสินใจถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว ในเมื่อเผลอเปิดไพ่ในใจออกไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขาก็พร้อมจะเดิมพันมันดูสักตั้ง
"ผมไม่ได้กินยาผิดซอง และไม่ได้เป็นบ้า" ธันวาขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด นัยน์ตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เริ่มหลบเลี่ยง "ผมแค่กำลังคิดว่า... บางทีการเดินทางครั้งนี้ อาจจะมีตัวแปรสำคัญตัวหนึ่ง ที่ผมไม่ได้คำนวณไว้ในแปลนตั้งแต่แรก..."
เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่เส้นผมยุ่งเหยิงของเธอเพื่อปัดปอยผมที่ตกลงมาบังใบหน้าออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสที่นุ่มนวลและไม่ทันตั้งตัวนั้นทำให้รินรดานิ่งค้างราวกับถูกสาป เธอหยุดหายใจไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"และตัวแปรตัวนั้น..." ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนคนฟังขนลุกซู่ไปทั้งตัว "...กำลังทำให้ผมไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะครับ"
บรรยากาศกำลังหวานชื่นและชวนใจฟูจนคนอ่านต้องจิกหมอนขาด แต่มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของธันวาเจ้ากรรมดันสั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายบรรยากาศอย่างไม่รู้กาลเทศะ หน้าจอแสดงผลข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชทกลุ่มของทริป ที่เพื่อนร่วมทางจอมแสบส่งรูปถ่ายแอบถ่ายโมเมนต์เมื่อครึ่งนาทีที่แล้วพร้อมแคปชั่นชวนกรี๊ดว่า *'อุ๊ย! สถาปนิกมาดนิ่งเขaซบเด็กดื้อแล้วหนึ่ง!'*
ธันวากดล็อกหน้าจอแทบไม่ทัน รินรดาที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้รีบถอยหลังกรูดหน้าตาตื่น ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงต้นคอ เธอชี้หน้าคาดโทษเขาด้วยความเขินอายปนโมโห
"ไอ้... ไอ้คนเจ้าเล่ห์! คุณแกล้งหยอดฉันเหรอ! หนอยยย ธันวา นายตายแน่!"
รินรดากระโจนเข้าใส่หมายจะประทุษร้ายแขนเสื้อของเขาแก้เขิน ธันวารีบหัวเราะร่วนแล้ววิ่งหนีไปรอบม้านั่งไม้ ท่ามกลางเสียงโวยวายและเสียงหัวเราะที่ดังประสานไปกับสายลมหนาว ความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้นในใจของทั้งคู่ถูกยืนยันผ่านรอยยิ้มและจังหวะหัวใจที่เต้นตรงกันอย่างไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ เพิ่มเติม
ทว่า ในจังหวะที่ธันวากำลังจะหันกลับไปคว้ามือบางของคนที่วิ่งไล่ตามมานั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงทักทายที่คุ้นเคยจนทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของสถาปนิกหนุ่มแข็งค้างในเสี้ยววินาที
"อ้าว... ธันวา ไม่คิดว่าจะเจอแกที่นี่... จำฉันได้ไหมเพื่อนเก่า"
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความปากแข็งของพี่ธันวานะครับ
---
*หมายเหตุ: คำลงท้าย "ครับ" ถูกใช้ตามกฎอัตลักษณ์สุภาพบุรุษของนักเขียนอย่างเคร่งครัด*
ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 9
เสียงในใจของคนปากแข็ง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!