"ถ้าคุณยังขยับปากเถียงผมอีกคำเดียว... ผมจะถือว่าคำขู่เมื่อกี้มันยังน้อยไปนะครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบอยู่ชิดใบหู ในระยะประชิดชนิดที่ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่ ทำเอารินรดาถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความซ่า ความปากดี และสัญชาตญาณนักบล็อกเกอร์สาวสายลุยที่มักจะมีคำตอบโต้กลับไปได้เสมอราวกับติดเทอร์โบ พลันมลายหายไปสิ้นในอากาศธาตุ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองประมวลผลช้าลงกว่าปกติถึงแปดเท่าเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวของธันวาที่แผ่นหลังชนเข้ากับอกแกร่งของเขาพพอดี
บนลานกว้างของจุดชมวิวบนยอดดอยในยามค่ำคืนนี้ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่และเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบกาย ท้องฟ้าเบื้องบนไร้ซึ่งกลุ่มเมฆ บดบังความมืดมิดด้วยหมู่ดาวนับล้านดวงที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับมีใครเอาเพชรเม็ดเล็กๆ ไปโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำสนิท
แต่เชื่อเถอะว่า ต่อให้ทางช้างเผือกจะสวยงามอลังการแค่ไหนในสายตาของนักเดินทางทั่วไป ในวินาทีนี้ รินรดากลับไม่ได้สนใจมวลหมู่ดาวเหล่านั้นเลยสักนิด เธอกำลังสนใจอัตราการเต้นของหัวใจตัวเองที่มันดังกระหน่ำ *ตั่บๆๆ* จนกลัวว่าคนข้างหลังจะได้ยินเข้าจริงๆ
"ปล่อย... ปล่อยได้แล้วมั้งคุณธันวา" รินรดาแกล้งทำเป็นกระแอมกระไอม กลบเกลื่อนความประหม่าด้วยการเชิดหน้าขึ้นนิดๆ ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู "ฉันหายใจไม่ออก... ตัวคุณนี่หนักอย่างกับแบกกระสอบทรายสำรองไว้สร้างตึกเพิ่มอีกหลังแน่ะ"
ธันวาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ ยอมคลายวงแขนที่กักตัวเธอไว้ออกช้าๆ แต่โดยดี ร่างสูงขยับถอยหลังไปครึ่งก้าว ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งผู้เยือกเย็นตามเดิม แม้ว่าถ้าสังเกตดีๆ ที่หูของเขาก็มีริ้วรอยสีแดงจางๆ แต่งแต้มอยู่ไม่ต่างกัน
"ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะครับคุณรินรดา" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบพลางทรุดตัวลงนั่งพับเพียบลงกับพื้นหญ้าที่ชุ่มน้ำค้างนิดๆ "นั่งลงเถอะครับ ดึกป่านนี้แล้ว ยืนคอตั้งบ่ารับลมหนาวแบบนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็ได้ไข้ขึ้น ไม่ยอมตื่นมาเดินป่าต่อพอดี ผมขี้เกียจแบกคุณลงเขาจริงๆ นะครับบอกไว้ก่อน"
รินรดาเบะปากใส่ความปากร้ายที่เจือความห่วงใยแบบเนียนๆ นั่นนิดหน่อย แต่ก็ยอมทิ้งตัวลงนั่งลงข้างๆ โดยเว้นระยะห่างไว้พอสมควร เธอดึงผ้าพันคอไหมพรมผืนหนาขึ้นมาพันรอบคอแน่นขึ้น สายตากวาดมองไปรอบตัว ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติยามค่ำคืนทำให้ความอึดอัดเมื่อครู่นี้ค่อยๆ เจือจางลง เหลือไว้เพียงความเงียบสงบที่ชวนให้คนเราเผลอทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในหัว
เบื้องล่างคือแสงไฟระยิบระยับจากหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา เหมือนดาวบนดินที่สะท้อนกับดาวบนฟ้า
"นี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ หลังจากปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันอยู่พักใหญ่ สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่กลุ่มดาวกลุ่มใหญ่บนฟากฟ้า "ตอนเด็กๆ ฉันเคยคิดนะ... ว่าถ้าเราเอื้อมมือไปคว้าดาวบนฟ้าได้จริงๆ ชีวิตเราคงไม่ต้องมานั่งวุ่นวายกับการวางแผนอะไรมากมายแบบนี้หรอก อยากไปไหนก็แค่คว้าดาวดวงนั้นแล้วกระโดดไปตามใจชอบ"
ธันวาที่กำลังนั่งชันเข่าข้างหนึ่ง แขนอีกข้างพาดวางไว้บนหัวเข่า หันมามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวที่ต้องแสงดาวรำไร ดวงตาคมกริบทอดมองรินรดาด้วยประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่แววตาเจ้าเล่ห์หรือแววตากวนประสาทที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือความนุ่มนวล... ความนุ่มนวลชนิดที่ต่อให้เป็นตึกระฟ้าที่ออกแบบยากที่สุดในโลก ก็คงไม่อ่อนโยนเท่าสายตาคู่นี้
"ดาวดวงเดิม บนฟ้าเดิม... แต่ถ้าเรายืนมองกับคนละคน ความรู้สึกมันก็คงไม่เหมือนกันหรอกนะครับ" ธันวาเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ติดตลกเหมือนทุกที
รินรดาชะงัก หันขวับไปมองหน้าคนข้างๆ ทันที "หมายความว่ายังไง?"
"ก็หมายความว่า..." ธันวาหันหน้ามาสบตาเธอนิ่ง ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงดาวระยิบระยับ "ปกติแล้ว สถาปนิกอย่างผมเกลียดความไม่แน่นอนที่สุดครับ ทุกอย่างต้องมีแปลน ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน คำนวณรับแรงลม แรงแผ่นดินไหวไว้หมดแล้ว... แต่ทริปนี้ แปลนชีวิตที่ผมวางไว้พังไม่เป็นท่าตั้งแต่กิโลเมตรแรกที่คุณวิ่งตัดหน้ารถผมแล้วล่ะครับ"
รินรดาอ้าปากค้างเล็กน้อย นึกอยากจะเถียงว่าเธอน่ะไม่ได้วิ่งตัดหน้ารถสักหน่อย แค่เดินข้ามถนนในจังหวะที่เขาขับรถมาเร็วเกินพิกัดต่างหาก แต่ก่อนที่เธอจะได้เปิดฉากปะทะคารม ธันวาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นจนเธอต้องกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอไป
"แต่แปลกนะครับ..." ธันวาเว้นจังหวะ สายตาเลื่อนลงมองมือซ้ายของรินรดาที่วางอยู่บนพื้นหญ้า ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นของเขาจะยื่นมาแตะหลังมือเธอเบาๆ โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว "พอเป็นคุณ... ความโกลาหลพวกนั้น กลับทำให้ผมรู้สึกว่า โลกใบนี้มันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด การเดินทางมันไม่ได้มีแค่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือเรื่องราวระหว่างทางที่เราได้เดินร่วมกันต่างหาก"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งลงไปเฉียบพลัน หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความกลัวการผูกมัดที่เธอสร้างเป็นกำแพงหนาเตอะไว้ในใจมาตลอดหลายปี คล้ายกับมีรอยร้าวเล็กๆ เกิดขึ้นจากการกระทำที่แสนจะอบอุ่นและคำพูดที่จริงใจเกินคาดของผู้ชายคนนี้
นี่เธอกำลังแพ้ทางผู้ชายเนี้ยบๆ คนนี้จริงๆ งั้นเหรอ?
"คุณ... พูดจาแปลกๆ นะธันวา" รินรดาหลบสายตา แสร้งทำเป็นมองกลุ่มดาวลูกไก่แก้เขิน ทั้งที่แก้วหูร้อนฉ่าจนแทบจะระเบิด "กินยาผิดซองมาหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าอากาศบนดอยมันหนาวจนสมองคุณเริ่มเพี้ยน"
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและน่าฟังที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา ชายหนุ่มไม่ได้ถือสาหาความกับคำพูดกลบเกลื่อนความเขินอายนั้น เขากลับขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกัน ส่งผ่านความอบอุ่นท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชยมา
"บางที... คนเราก็ไม่ต้องมีเหตุผลกับทุกเรื่องในชีวิตหรอกครับริน" ธันวาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนเธอรับรู้ถึงสัมผัสแห่งลมหายใจอุ่นๆ "เช่นเดียวกับเรื่องที่คุณ... กับผม"
รินรดานิ่งงัง สมองขาวโพลนไปหมด เธอรู้ดีว่าถ้าเธอยังนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปอีกแค่สามวินาที หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอน่าจะกระโดดทะลุออกมานอกอกเป็นแน่แท้ เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยขัดจังหวะด้วยมุกกวนๆ ตามสไตล์ แต่ทว่า...
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อกันหนาวของธันวา ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างจัง ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจ ก่อนจะควักโทรศัพท์มือถือออกมาปัดหน้าจอเพื่อดูว่าใครกันที่กล้าส่งข้อความมาขัดจังหวะเวลาสำคัญแบบนี้
แต่เพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความบนหน้าจอแสงวาบ สีหน้าของธันวาที่เคยผ่อนคลายและเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนเมื่อครู่ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและเย็นชาขึ้นมาทันทีทันใด ราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงติดลบในพริบตา
รินรดาเห็นความผิดปกติจึงอดถามไม่ได้ "ใครส่งอะไรมาเหรอ? หน้าตาคุณดูเครียดเป็นสถาปนิกตรวจรับตึกถล่มเลยนะ"
ธันวานิ่งเงไปชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวกดพิมพ์ข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าตึงเครียด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดาด้วยแววตาที่ทำให้เธอรู้สึกใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก
"ริน..." ธันวาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนน่ากลัว "แผนการเดินทางพรุ่งนี้... เราคงต้องเปลี่ยนกระทันหันแล้วล่ะครับ"
"ห๊ะ? เปลี่ยนทำไม? หรือว่าทางข้างหน้ามีดินถล่ม?" รินรดาผุดลุกขึ้นยืนทันที สัญชาตญาณนักเดินทางตื่นตัวเต็มที่
"เปล่าครับ..." ธันวายืนขึ้นตาม ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยความกังวลลึกๆ "แต่มีคนกำลังเดินทางมาหาเราที่นี่... และเขากำลังจะมาถึงรีสอร์ตที่เราพักอยู่ ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นด้วยซ้ำ"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เมื่อเห็นรายชื่อผู้ส่งข้อความที่ปรากฏค้างอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของธันวาที่เขายังไม่ได้ล็อกหน้าจอ—
ชื่อนั้น... คือคนที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เจอมากที่สุดในทริปนี้ และเป็นคนเดียวที่เธอพยายามหนีหน้ามาตลอดครึ่งปีหลัง!
โปรดติดตามตอนต่อไป...
- แบกเป้ท่องโลก -
ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 8
คืนใจเต้น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!