"ถ้าคุณยังดึงดันจะไปทางเส้นทางหลักตามแผนบ้าๆ ของคุณล่ะก็... เชิญแบกเป้เดินไปคนเดียวเถอะค่ะ เอ้ย... เดินไปคนเดียวเถอะครับ!"
รินรดาเกือบหลุดคำลงท้ายแบบเดิมที่คุ้นปากออกไปเสียแล้ว แต่เพราะแรงอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอทแตกทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามและหางเสียงแทบไม่ทัน ปลายจมูกที่เกือบจะชนกันในความมืดสลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืน... มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงระยะห่างสองเมตรบนโต๊ะอาหารในร้านกาแฟไม้สนเก่าแก่กลางหุบเขา ที่ตอนนี้บรรยากาศคุกกรุ่นยิ่งกว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
ธันวาขยับแว่นสายตาด้วยมือข้างที่สั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความเหนื่อยหน่ายขั้นสุดที่สะสมมาตั้งแต่ลืมตาตื่น "ริน... คุณช่วยใช้เหตุผลคุยกันหน่อยได้ไหมครับ แผนที่ผมร่างมาสามเดือน สเปรดชีตคำนวณระยะเวลา น้ำมัน และสภาพอากาศถูกกรองมาหมดแล้ว เส้นทางเลียบผานั่นมันอันตรายเกินไปสำหรับรถเช่าคันนี้"
"อันตรายอะไรกัน! เขาเรียกทางลัดต่างหากเล่าคุณสถาปนิก!" รินรดากระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะจนของเหลวสีเข้มกระฉอกออกมาเปื้อนแผนที่กระดาษที่กางอยู่ "ชีวิตคนเรามันต้องมีพื้นที่ให้ความไม่แน่นอนสิครับ... เอ้ย! ให้ความไม่แน่นอนบ้าง ไม่ใช่ทำอะไรก็เป๊ะเป็นหุ่นยนต์ตลอดเวลาแบบนี้ ถามจริง... ไปเที่ยวหรือไปคุมงานก่อสร้างตึกสูงกันแน่เนี่ย"
จังหวะการปะทะฝีปากดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางสายตาของเจ้าของร้านชาวท้องถิ่นที่แอบเหลือบมองด้วยความระอา สองคนนี้เถียงกันตั้งแต่เรื่องไข่ดาวสุกไม่เท่ากันเมื่อตอนเจ็ดโมงเช้า ลามมาถึงการตัดสินใจเลือกเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวปลายทางของวันนี้
รินรดาอยากเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางลูกรังตัดผ่านป่าดิบชื้นที่เธอไปเห็นรีวิวมาจากบล็อกเกอร์สายลุยรุ่นพี่ ว่ากันว่าวิวสวยหลักล้านและได้อารมณ์ผจญภัยแบบดิบเถื่อน ขณะที่ธันวาผู้ยึดมั่นในความปลอดภัยและความคุ้มค่าของเวลา ยืนกรานหัวชนฝาว่าจะใช้ไฮเวย์สายหลักที่อ้อมไปสิบกิโลเมตรแต่ไร้ความเสี่ยง
"คุณรินรดาครับ ฟังผมนะ" ธันวาโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาต่ำลงแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อีกฝ่ายต้องชะงัก "การท่องเที่ยวไม่ใช่การเอาชีวิตไปเสี่ยงโชคกับทางลูกรังพังๆ ที่ไม่มีสัญญาณมือถือ ถ้าเกิดรถยางแตกขึ้นมากลางป่าคุณจะทำยังไง? จุดไฟส่งสัญญาณควันเหรอครับ?"
"อุ이! ก็ดีกว่านั่งจับเจ่าอยู่ในรถบนถนนยางมะตอยเรียบๆ แล้วมองวิวข้างทางเดิมๆ แหละน่า" รินรดาเชิดหน้าขึ้น กอดอกแน่น ดวงตากลมโตฉายแววรั้นจนธันวาอยากจะถอนหายใจออกมาเป็นสายเลือด
"ถ้าคุณดื้อดึงจะไปทางนั้น... ผมขอตัวครับ" ธันวาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้ากระเป๋าเป้คู่ใจมาสะพายบ่า สีหน้าเรียบตึงจนน่ากลัว "ผมจะขับรถไปตามเส้นทางของผม ส่วนคุณ... ถ้าอยากผจญภัยนัก ก็เช่ามอเตอร์ไซค์ลุยเดี่ยวไปตามใจชอบเลยครับ"
พูดจบ ชายหนุ่มก็หันหลังเดินจ้วงอารมณ์ออกจากร้านกาแฟไปทันที ทิ้งให้รินรดานั่งอ้าปากค้างกลางอากาศ
"อ้าว! ไอ้คุณธันวา! นี่คุณทิ้งฉันเหรอเนี่ย! เฮ้!" บล็อกเกอร์สาวลุกขึ้นโวยวายตามหลัง แต่แผ่นหลังกว้างในเสื้อเชيرสีพื้นตัวเก่งก็ก้าวฉับๆ จนลับตาไปเสียแล้ว รินรดากำมือแน่นด้วยความโกรธปนเคือง "คนบ้าอะไร ใจแคบเป็นบ้า! คิดว่าตัวเองฉลาดอยู่คนเดียวหรือไงเล่า!"
ผ่านไปเกือบชั่วโมง ความจริงเริ่มทำร้ายจิตใจของคนปากแข็งทั้งสองฝ่าย
ธันวาที่ขับรถยนต์เช่าเลี้ยวมาตามเส้นทางหลักอย่างโดดเดี่ยว แอร์ในรถเย็นฉ่ำ ถนนหนทางสะดวกสบายไร้กุมภาพันธ์... เอ๊ย ไร้อุปสรรคใดๆ แต่ทำไมหัวใจมันกลับรู้สึกเคว้งคว้างแปลกๆ สายตาคมกอดกระชับพวงมาลัยแน่น เขามองกระจกมองหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัว ภาพรอยยิ้มกวนๆ และเสียงหัวเราะสดใสของรินรดายังคงวนเวียนอยู่ในหัว สมองพยายามบอกว่า *'ดีแล้วที่แยกทางกัน จะได้ไม่ต้องมาปวดหัว'* แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับกระหน่ำซัดความกังวลเข้ามาไม่หยุด— *'ยัยนั่นจะมีเงินพอจ่ายค่าเช่ามอเตอร์ไซค์หรือเปล่า? ทางลูกรังป่านนี้ฝนจะตกไหมนะ?'*
ตัดกลับมาทางด้านรินรดา หลังจากเธอเถียงชนะ... หมายถึง หลังจากธันวาเดินหนีไป เธอตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซค์วิบากคันเก่าคร่ำคร่าตามที่โม้ไว้จริงๆ ตอนแรกก็ลมเพลมพัดสนุกสนานดีอยู่หรอก วิวสองข้างทางเป็นป่าสนเขียวขจี อากาศบริสุทธิ์สดชื่นสมใจอยาก แต่พอขับลึกเข้าไปเรื่อยๆ ถนนเริ่มกลายเป็นโคลนตมจากฝนที่ตกเมื่อคืน และที่แย่ที่สุดคือ... รถเจ้ากรรมดันโซ่หลุดกลางทางลาดชัน!
"ให้ตายเถอะรินรดา! ปากพาซวยแท้ๆ!" หญิงสาวทึ้งศีรษะตัวเองภายใต้หมวกกันน็อกเก่าๆ พลางพยายามดึงรถมอเตอร์ไซค์น้ำหนักร่วมร้อยกิโลที่ล้มแปะอยู่กับพื้นโคลน มือเรียวเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบดินดำปี๋ แขนขาพับอ่อนแรงจนแทบจะร้องไห้ อยู่ๆ สัญญาณโทรศัพท์ที่เคยมีขีดเดียวก็ดับวูบลงสนิทอย่างไร้เยื่อใย ความเงียบงันของป่าใหญ่เริ่มกัดกินความมั่นใจของเธอทีละน้อย ความกลัวที่เคยซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากสาวสายลุยเริ่มตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็คำรามก้องฝ่าความเงียบเข้ามาใกล้...
รินรดาสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า รถยนต์ขับเคลื่อนสลึงคันสีบรอนซ์เงินคุ้นตาจอดสนิทอยู่ที่ทางแยกด้านบน เนินดินลาดชันลงมาหาเธอ ร่างสูงโปรดของสถาปนิกหนุ่มในชุดเปื้อนฝุ่นไม่แพ้กันก้าวลงมาจากรถ สีหน้าของเขาบึ้งตึงยิ่งกว่าตอนแยกกันที่ร้านกาแฟ แต่แววตาคู่คมนั้นกลับฉายประกายความโล่งอกอย่างปิดไม่มิด
ธันวาเดินจ้ำอ้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะหยุดยืนมองสภาพมอมแมมของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอาปนเอ็นดู
"ไหนบอกว่าอยากผจญภัยไงครับ คุณนักเขียนสายลุย?" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแซะเบาๆ แต่ไม่ได้มีแววเยาะเย้ย มีเพียงความห่วงใยที่แอบซ่อนอยู่ใต้คำพูดกวนประสาท
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาที่กลั้นไว้เกือบจะไหลทะลักออกมาจริงๆ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วเชิดหน้าตอบสวนกลับตามนิสัย "ฉันไม่ได้ขอให้คุณย้อนกลับมาสักหน่อย... ใครใช้ให้คุณมาแถวนี้เล่า!"
ธันวาไม่ตอบคำพูดกระเง้ากระงอดนั้น ชายหนุ่มสบถเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวตัวนอกออกโยนไว้บนเบาะรถของเขาเอง แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปช่วยพยุงรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาอย่างไม่ลังเล แม้คราบโคลนจะกระเด็นเปื้อนเสื้อเชيرสีอ่อนราคาแพงของเขาก็ตาม
"เลิกปากดีแล้วช่วยจับแฮนด์ไว้ดีๆ ครับ" ธันวาหันมาสบตาเธอตรงๆ ในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นอายดินฝนโชยเข้าจมูกจนรินรดาใจเต้นแรงผิดจังหวะ "ถ้าดื้อกับผมอีกคำเดียว... ผมจะจับคุณมัดโยนใส่เบาะหลังแล้วขับรถพาออกนอกประเทศจริงๆ ด้วยนะ"
รินรดาอ้าปากจะเถียง แต่พอเห็นสายตาจริงจังที่แฝงความห่วงใยระคนเหนื่อยหน่ายคู่นั้น เธอก็พลันกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงคอไปจนหมดสิ้น หัวใจเจ้ากรรมเต้นระรัวราวกับมีกลองรัวอยู่ในอก ท่ามกลางความเงียบสงบของป่าสน ธันวาไม่ได้ปล่อยให้บรรยากาศอึดอัดนานเกินไป นิ้วเรียวของเขาเอื้อมมือมาปัดเศษใบไม้และคราบโคลนที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มเนียนของเธออย่างเบามือที่สุดโดยไม่มีคำเตือน
สัมผัสอุ่นจัดที่ข้างแก้มทำเอาลมหายใจของรินรดาสะดุ้งโหยง สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ยามที่สายตาคมกริบทอดมองลงมาด้วยความอ่อนโยนผิดคาด จนระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังแข่งกับเสียงป่า
และในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะละลายความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดลง ธันวาก็กระซิบชิดริมหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง...
"จำไว้เลยนะริน... ว่าครั้งหน้า ถ้าคุณกล้าทิ้งผมให้อยู่คนเดียวอีก..." ธันวาเว้นจังหวะ ปลายจมูกของเขาเฉียดผ่านเส้นผมที่ชื้นเหงื่อของเธอไปนิดเดียว "ผมจะจูบคุณจริงๆ ด้วย... ไม่ใช่แค่ขู่"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์คู่กัดคู่นี้ไปด้วยกันนะครับ
ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 7
รอยร้าวในแผนที่
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!