ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 6

สกิลเอาตัวรอดที่ไม่ธรรมดา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"บอกแล้วไงว่าใบนี้กินไม่ได้! ถ้าคุณกินเข้าไป อีกสิบนาทีเราคงต้องมานั่งจุดเทียนไว้อาลัยให้สถาปนิกผู้ล่วงลับกลางป่าดิบชื้นนี่แน่นอนครับคุณรินรดา!" เสียงทุ้มต่ำของธันวาตวาดลั่นแทรกเสียงลมพัดอื้ออึงในยามที่ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเทา เขายื่นมือหนาไปปัดใบไม้สีเขียวเข้มหน้าตาประหลาดออกจากอุ้งมือเล็กอย่างรวดเร็ว แรงปัดนั้นทำเอารินรดาถึงกับสะดุ้งโหยง ตาโตใส่เขาด้วยความไม่สบอารมณ์ "นี่! ฉันเป็นบล็อกเกอร์สายลุยนะยะ ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะหยิบอะไรเข้าปากสุ่มสี่สุ่มห้า นี่มันสมุนไพรป่าต่างหากเล่า คุณนั่นแหละที่ไม่รู้อะไรแล้วยังจะมาทำเป็นเก่ง!" บล็อกเกอร์สาวเชิดหน้าเถียงกลับทันควัน มือเรียวพยายามจะคว้าใบคู่อริกลับคืนมา แต่ธันวาไวว่า ชักมือหนีไปไว้ข้างหลังพร้อมกับถอนหายใจยาวเหยียดราวกับคนแบกโลกไว้ทั้งใบ ทริปหลงป่าฉุกเฉินในเขตอุทยานแห่งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด หลังจากแผนการเดินทางพังไม่เป็นท่าเพราะรถเช่าเจ้ากรรมดันมาเกียร์พังกลางทางลูกรัง แถมสัญญาณโทรศัพท์ก็ดันมาขาดหายราวกับนัดกันไว้ ทำให้ทั้งคู่ต้องเดินเท้าลัดเลาะหาที่พักแรมชั่วคราวตามแผนที่กระดาษเก่าๆ ที่พกติดตัวมา และตอนนี้ ความหิวโหยก็เริ่มทำหน้าที่กัดกินกระเพาะของคนทั้งคู่จนส่งเสียงประท้วงออกมาแข่งกับเสียงจิ้งหรีด "สมุนไพรบ้านคุณสิครับ หน้าตามันฟ้องอยู่โตกราดว่ามียางพิษ ถ้ากินเข้าไปลิ้นคุณคงชาไปสามวันแปดวัน แล้วใครจะเถียงผมไปตลอดทางล่ะครับ" ธันวาว่าพลንปรายตามองค้อนเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนโขดหินชื้นตะไคร่ เปิดกระเป๋าเป้ใบโตค้นหาเสบียงฉุกเฉินที่เหลืออยู่ไม่มากนัก รินรดาขยับปากมุบมิบ บ่นพึมพำสาปแช่งความเจ้าระเบียบของพ่อสถาปนิกหนุ่มในใจ แต่ลึกๆ แล้ว เธอก็แอบยอมรับ (แบบไม่ยอมปริปากบอก) ว่าถ้าไม่มีแผนที่และการตัดสินใจเด็ดขาดของเขา ป่านนี้เธอคงเดินหลงเข้าไปในเขตป่าลึกจนกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าไปแล้ว แต่เรื่องอะไรจะยอมรับล่ะครับ? ศักดิ์ศรีของบล็อกเกอร์สาวสายลุยมันค้ำคออยู่! "เชอะ! เก่งนักนะพ่อคุณสถาปนิกสมองเพชร งั้นเชิญคุณนั่งรอรับบริการระดับมิชลินสตาร์จากเชฟรินรดาคนนี้ได้เลยค่ะ... เอ๊ย! ได้เลยครับ!" เธอเกือบหลุดปากพูดคำลงท้ายผิดท่ามกลางความเคยชิน รีบแก้ลำเสียงดังกลบเกลื่อน แล้วก้มลงหยิบมีดพับเล่มเล็กในกระเป๋าคาดเอวออกมา ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองการกระทำของหญิงสาวด้วยความระแวงระปอง "คุณจะทำอะไร อย่าบอกนะว่าจะใช้มีดเล่มนั้นฟันต้นไม้หาอาหารเองจริงๆ?" "คอยดูแล้วกัน!" รินรดาไม่ตอบเปล่า เธอเดินหายเข้าไปในพุ่มไม้รกทึบปล่อยให้ธันวานั่งขมวดคิ้วรอด้วยความกระวนกระวายใจ ผ่านไปเกือบสิบนาที เสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกรบพร้อมกับร่างบางที่เดินกลับออกมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ในมือของเธอมีหน่อไม้ป่าขนาดกำลังพอเหมาะ รากบัวป่า และยอดอ่อนของพืชตระกูลเฟิร์นที่เธอศึกษาข้อมูลมาจากตำราเอาตัวรอดในป่าลึกเมื่อปีมะโว้ "นี่แหละครับ วัตถุดิบชั้นยอดจากธรรมชาติ!" เธอแกล้งพูดเน้นเสียงคำว่า 'ครับ' ให้กวนประสาทเขาเล่น ธันวาส่ายหัวเบาๆ อย่างระอาใจ แต่สายตากลับกวาดมองสิ่งของในมือเธอด้วยความทึ่งปนเป็นห่วง "คุณแน่ใจนะว่าพวกนี้ปลอดภัย?" "ถ้าไม่ปลอดภัย ฉันคงชักดิ้นชักงอให้คุณดูไปนานแล้วค่ะ... เอ๊ย! ให้คุณดูไปนานแล้วครับ!" รินรดาแอบแลบลิ้นใส่เขาครั้งหนึ่งก่อนจะลงมือจัดการกับวัตถุดิบตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่มีเครื่องครัวหรูหรา มีเพียงหม้อสนามใบเล็กที่ติดมากับเป้และเตาแก๊สปิคนิคจิ๋ว แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรป่าเริ่มโชยเตะจมูก ธันวานั่งมองเงียบๆ แสงไฟสีส้มจากเตาแก๊สสะท้อนเข้ากับใบหน้าเนียนที่ตอนนี้มีคราบเขม่าดินเปื้อนอยู่เล็กน้อย ดวงตากลมโตมีความมุ่งมั่นและประกายระยิบระยับยามที่เธอคอยคนอาหารในหม้ออย่างตั้งใจ ภาพความโกลาหลที่เขาเคยนิยามเกี่ยวกับตัวเธอก่อนหน้านี้เริ่มเลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาในอก—ความอบอุ่นที่หาไม่ได้จากห้องทำงานแอร์เย็นฉ่ำในเมืองกรุง "เสร็จแล้วครับผม! เชิญองค์ชายธันวาเสวยได้ตามอัธยาศัย" รินรดาตักแกงป่าสูตรเฉพาะกิจส่งกลิ่นหอมฉุยใส่ถ้วยพลาสติกยื่นให้ชายหนุ่ม ธันวารับมาถือไว้ด้วยความลังเลเล็กน้อย "กลิ่นใช้ได้นี่ครับ..." เขาเอ่ยชมเบาๆ ก่อนจะตักน้ำแกงร้อนๆ เป่าเบาๆ แล้วส่งเข้าปาก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ รสชาติเผ็ดร้อน กลมกล่อม และมีความหวานตามธรรมชาติของหน่อไม้และผักป่าผสมผสานกันอย่างลงตัว มันไม่ใช่แค่อาหารประทังชีวิต แต่มันอร่อยจนเกินคาดสำหรับสถานการณ์แบบนี้ "เป็นไงล่ะ ฝีมือเชฟรินรดาซะอย่าง อร่อยจนลืมทางกลับบ้านเลยใช่ไหมล่ะครับ?" เธอท้าวสะเอวถามด้วยความภาคภูมิใจ รอยยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจที่อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไป ธันวาอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว เขาวางถ้วยลงช้าๆ แล้วเงยหน้ามองหญิงสาวตรงหน้า นัยน์ตาสีเข้มพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหวานที่เปื้อนฝุ่นนิดหน่อยด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม "อร่อยครับ... อร่อยจนผมคิดว่า ถ้าเราต้องติดอยู่ในป่านานกว่านี้ ผมอาจจะไม่อยากกลับออกไปเลยก็ได้" น้ำเสียงทุ้มต่ำและแววตาจริงจังที่ส่งมาทำเอารินรดาถึงกับชะงัก รอยยิ้มค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า ความร้อนผ่าวพุ่งขึ้นมาที่พวงแก้มทั้งสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นผิดจังหวะจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน "พ... พูดอะไรของคุณเนี่ย เลี่ยนเป็นบ้าเลย!" เธอรีบเบือนหน้าหนี ซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำไว้ภายใต้ความมืดของค่ำคืน แต่ธันวากลับหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี ความรู้สึกเคอะเขินแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศรอบตัว ท่ามกลางเสียงลมหายใจของป่าใหญ่และเสียงกองไฟที่ปะทุเบาๆ ในจังหวะที่ความเงียบกำลังทำหน้าที่กระชับพื้นที่หัวใจของคนทั้งคู่ให้เข้าใกล้กันมากกว่าเดิม เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโขดหินใกล้ตัวก็ดังขึ้นขัดจังหวะ *ติ๊ง!* รินรดาก้มลงมองหน้าจอตามสัญชาตญาณ ชื่อบัญชีผู้ส่งปรากฏหราขึ้นมา—แฟนเก่าคนที่เคยหักหลังและฝังปมความกลัวการผูกมัดไว้ในใจเธอเมื่อปีก่อน ข้อความสั้นๆ แต่บาดลึกถูกส่งเข้ามา: *"ริน... เรายังรอเธอนะ กลับมาหาเราเถอะ"* รอยยิ้มบนใบหน้าของรินรดาสลายหายไปในพริบตา ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ปมในอดีตที่พยายามสะบัดให้หลุดลอยกลับเข้ามาเกาะกุมหัวใจเธออีกครั้งอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอนิ่งอึ้ง มือสั่นเทาจนเกือบทำโทรศัพท์ร่วงหล่น ธันวาสังเกตเห็นความผิดปกติทันที เขาดึงสายตาออกจากความอบอุ่นเมื่อครู่ ขยับเข้าไปใกล้เธอด้วยความเป็นห่วง "ริน... เป็นอะไรครับ ใครส่งอะไรมา?" รินรดายังคงนิ่งงัน นิ้วเรียวสั่นเทากำลังจะกดปิดหน้าจอ แต่ความลังเลและความเจ็บปวดจากอดีตทำให้เธอนิ่งค้างไป ธันวาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของเขาสัมผัสกับไหล่บางของเธอ ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง และในวินาทีนั้นเอง แววตาของสถาปนิกหนุ่มผู้แสนสุขุมก็เปลี่ยนเป็นความจริงจังและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขายื่นมือออกไป แย่งโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นมาจากมือเธอได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะกดบล็อกและลบข้อความนั้นทิ้งต่อหน้าต่อตาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย! "เฮ้ย! คุณธันวา คุณทำอะไรเนี่ย!" รินรดาอุทานลั่นด้วยความตกใจ หันขวับมามองหน้าเขาตาค้าง ธันวาไม่ตอบ เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อของตัวเองหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังสั่นไหวด้วยความตกตะลึง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาด้วยความหนักแน่นทีละคำ ชัดเจนจนก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของผืนป่า "อดีตเขาปล่อยให้คุณอยู่ข้างหลังไปแล้วครับ... ตอนนี้คุณอยู่กับผม และผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพังทริป—พังความสุขของคุณต่อหน้าต่อตาผมเด็ดขาด" คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกใจรินรดาอย่างจัง ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ความกลัวและความลังเลที่เคยเกาะกินจิตใจพลันมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาทดแทนจนแน่นอก เธอนิ่งอึ้ง อ้าปากค้าง สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ยามที่สายตาคมกริบของธันวาโน้มเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกันในความมืดสลัว... ———————————————————— *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับคู่กัดคู่นี้นะครับ*
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%