ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 5

มื้อค่ำที่น่าอึดอัด

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกระจกหน้าต่างบานเก่าของกระท่อมกลางป่าสั่นสะเทือน เม็ดฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งช่วยกลบเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของรินรดาได้เป็นอย่างดี บรรยากาศในห้องแคบๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของไม้เก่าและไอร้อนจากเตาผิงชั่วคราวที่ธันวาเพิ่งจัดการก่อขึ้นจากเศษฟืนเปียกๆ ด้านนอก แต่ถึงเตาผิงจะช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บทางกายได้มากแค่ไหน ก็ไม่อาจละลายน้ำแข็งที่เกาะกุมบรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ในตอนนี้ลงได้เลย "ถ้าจะนั่งเงียบแล้วทำหน้ายักษ์ใส่กันแบบนี้ สู้ปล่อยให้ฉันออกไปเปียกฝนตายข้างนอกยังจะดีกว่านะครับคุณสถาปนิก" รินรดาเป็นฝ่ายทนความอึดอัดไม่ไหว เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้าม กอดอกแน่น ดวงตากลมโตตวัดมองชายหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดแว่นตาขึ้นฝ้าของตัวเองอย่างหงุดหงิด ธันวาชะงักมือเล็กน้อย เขาสวมแว่นตากลับเข้าที่ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยตามสไตล์ผู้ชายเจ้าระเบียบที่โลกต้องหมุนตามใจเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ชวนให้หมั่นไส้กว่าเดิม "ถ้าผมปล่อยให้คุณออกไปเดินหลงป่าคนเดียว คนที่จะเดือดร้อนและเสียเวลาที่สุดคือผมนะครับคุณบล็อกเกอร์สายลุย เพราะฉะนั้น เลิกทำหน้าเหมือนผมติดหนี้คุณร้อยล้านแล้วมานั่งคุยกันดีๆ เถอะครับ เราติดแหง็กอยู่ที่นี่อีกนาน จนกว่าพายุลูกนี้จะสงบ" "ใครอยากคุยกับคุณล่ะ" รินรดาเบะปากใส่ทันที "โลกกลมบ้าบออะไรขนาดนี้ ทำไมฉันต้องมาติดเกาะ เอ้ย...ติดป่าอยู่กับคนที่เกลียดขี้หน้าที่สุดในสามโลกด้วยเนี่ย" "โลกไม่ได้กลมหรอกครับ แต่เป็นเพราะคุณต่างหากที่ชอบรนหาที่ใส่ตัว วางแผนทริปแบบลวกๆ ไม่ดูฟ้าดูฝน จนเราต้องมาติดอยู่ในสภาพแวดล้อมจำยอมแบบนี้" ธันวาตอกกลับด้วยประโยคคมกริบ พร้อมกับหยิบกระป๋องกาแฟดำสำเร็จรูปที่ติดมาในเป้ขึ้นมาเปิด ฝากระป๋องดีดออกพร้อมเสียงดัง *ป๊อก* "รับหน่อยไหมครับ เผื่อสมองส่วนเหตุผลของคุณจะได้ทำงานดีขึ้น" ธันวายื่นกระป๋องกาแฟส่งให้ แม้ปากจะกวนประสาทแต่เขาก็เลือกกระป๋องที่อุ่นที่สุดจากกองไฟยื่นไปให้เธอ รินรดาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคว้าพรวดมาถือไว้ ความอุ่นจากกระป๋องส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างกาย ช่วยคลายความสั่นเทาลงได้บ้างอย่างน่าประหลาด ภายในกระท่อมตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่นเป็นระยะ รินรดายกกระป๋องกาแฟขึ้นจิบเล็กน้อย ความขมปร่ากระจายไปทั่วลิ้น แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกตื่นตัวขึ้น ดวงตาคู่สวยมองลอดผ่านไอน้ำจางๆ ไปยังชายหนุ่มที่นั่งกอดเข่าอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟสีส้มจากกองไฟสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา ทำให้เห็นสันจมูกโด่งเป็นคมและคิ้วหนาที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามที่เขาตกอยู่ในภวังค์ความคิด ท่าทางเนี้ยบๆ และมาดนิ่งสนิทของเขาในตอนนี้ ช่างแตกต่างจากภาพสถาปนิกหนุ่มผู้แสนเย่อหยิ่งในวันแรกที่เจอกันลิบลับ "มองหน้าผมแบบนี้... หรือว่าคุณจะเพิ่งค้นพบว่าผู้ชายที่โดนคุณด่าว่าน่ารำคาญคนนี้ มีมุมหล่อเหลาบาดใจซ่อนอยู่?" ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง แต่รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นฟ้องชัดเจนว่าเขารู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง "หลงตัวเองที่สุด!" รินรดาสำลักกาแฟแทบพุ่ง รีบวางกระป๋องลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง "ฉันแค่สงสัยต่างหากว่า คนที่ตารางชีวิตแน่นเอี๊ยด แพลนทุกอย่างเป็นวินาทีอย่างคุณ ทำไมถึงหลุดเข้ามาอยู่ในทริปบ้าๆ นี้ได้ หรือว่าบริษัทสถาปนิกของคุณเจ๊ง จนต้องมาเดินสายรับจ้างแบกเป้ประชดชีวิต?" คำถามนั้นทำให้ธันวาชะงักไปจริงๆ รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของเขาค่อยๆ เลือนหายไป ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัดแบบเดิม หากแต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเปราะบาง ธันวาถอนหายใจยาวนาน เขาถอดแว่นออกอีกครั้ง ใช้ปลายนิ้วมือนวดคลึงหว่าง mắt คล้ายคนกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า "เจ๊งเหรอ... ก็เกือบๆ ล่ะมั้งครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเบาหวิว ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับเธอ "คุณคิดว่าชีวิตคนเรามันบังคับได้ทุกอย่างจริงๆ เหรอครับริน... คุณคิดว่าการวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ มันจะป้องกันไม่ให้ความพังทลายเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือเปล่า" รินรดาขยับตัวเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของธันวาทำให้กำแพงความเกรี้ยวกราดของเธอพังทลายลง "หมายความว่ายังไง..." "โปรเจกต์ใหญ่ที่ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจมาสามปีเต็ม... โปรเจกต์ที่ผมยอมนอนใต้โต๊ะทำงาน ยยอมทิ้งแม้กระทั่งความสัมพันธ์ทุกอย่างในชีวิตเพื่อมัน..." ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคู่คมในเวลานี้ไหววูบและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ลึกสุดซึ้ง "มันถูกปัดตกในเวลาสามนาที... เพียงเพราะคำว่า 'งบประมาณไม่เพียงพอ' และอำนาจมืดของผู้มีอิทธิพลคนเดียว ลูกน้องที่ผมพยายามปกป้อง ทยอยยื่นใบลาออกทีละคน สตูดิโอที่ผมสร้างมากับมือ... กำลังจะกลายเป็นแค่อดีต" รินรดานั่งนิ่งงัน คำพูดติดตลกและท่าทีเย่อหยิ่งทั้งหมดมลายหายไป เธอไม่เคยคิดเลยว่าภายใต้สูทเนียบๆ และท่าทางเหมือนหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกของเขา จะแบกรับความพังทลายระดับแผ่นดินไหวไว้ภายในใจ "ฉัน... ฉันไม่รู้..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่ว ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอก "ฉันขอโทษนะธันวา" "คุณไม่ต้องขอโทษผมหรอกครับริน" ธันวายิ้มขมขื่น เป็นรอยยิ้มที่ดูน่าสงสารที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น "ผมแค่อยากหนี... หนีออกจากห้องสี่เหลี่ยมเดิมๆ ที่มีแต่ความล้มเหลวคอยตอกย้ำ ผมอยากรู้ว่าถ้าคนเราใช้ชีวิตแบบไม่มีแพลน ปล่อยให้ลมฟ้าอากาศและโชคชะตาเป็นคนนำทางบ้าง ชีวิตมันจะพังพินาศขนาดไหน... และผลลัพธ์ก็คือ..." เขากวาดสายตามองรอบกระท่อมที่ฝนรั่วหยดแปะๆ "เรามาติดอยู่ในป่าด้วยกันนี่ไงครับ" บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะเตาผิงไฟ แต่เป็นเพราะความเปราะบางที่ทั้งสองฝ่ายต่างยอมเปิดเผยออกมาให้กันและกันเห็น รินรดารู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อในอกที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะ เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เอื้อมมือออกไปหมายจะแตะไหล่หนาเพื่อปลอบโยน "บางทีนะธันวา... การที่นายหลุดออกจากกรอบเดิมๆ อาจจะไม่ใช่ความพังพินาศหรอก แต่มันอาจจะเป็นการเริ่มต้นของ... อุ๊ย!" รินรดาอุทานลั่นเมื่อจู่ๆ พื้นไม้เก่าๆ ใต้เก้าอี้ของธันวาเกิดยุบตัวลงเพราะความชื้น ธันวาที่ไวกว่าพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวเธอไว้ตามสัญชาตญาณ แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มกลิ้งลงไปบนพื้นฟางนุ่มๆ ที่กองอยู่มุมห้อง ร่างสูงของธันวาคร่อมทับลงมาโดยมีรินรดานอนอยู่ใต้ร่าง แว่นตาของเขาหลุดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรู้สึกได้ รินรดานิ่งค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกอก ส่วนธันวาก็ก้มมองคนใต้ร่างด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา ประกายไฟจากกองไฟส่องสะท้อนแววตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นเกินบรรยาย "ริน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอמהกระซิบชิดริมฝีปากของเธอ "ผมว่า... แพลนชีวิตของผมคงรวนไปหมดแล้วจริงๆ ตั้งแต่มีคุณเข้ามาเนี่ย" รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว มือเล็กๆ ที่ควรจะผลักอกเขาออกไป กลับเผลอเลื่อนขึ้นไปกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างคนทั้งคู่ในความเงียบสงบของป่าลึก ทำให้บรรยากาศร้อนรุ่มขึ้นมาทันตาเห็น แม้ภายนอกฝนจะยังคงตกระหน่ำไม่ขาดสายก็ตาม ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นจนหัวใจพองโต เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระท่อม พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อธันวาดังลั่นฝ่าสายฝนเข้ามา *"คุณธันวาครับ! อยู่ข้างในนี้หรือเปล่าครับ นายท่านให้ผมมารับกลับครับ!"* ธันวาชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนสีทันที ดวงตาที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเคร่งเครียดขึ้นมาฉับพลัน เขารีบผละออกจากร่างของรินรดา ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันไปคว้าแว่นตาขึ้นมาสวมด้วยสีหน้าเรียบเฉยราดรดน้ำเย็นใส่บรรยากาศเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง รินรดานอนหน้าแดงก่ำอยู่บนพื้นฟาง หัวใจยังคงเต้นรัวด้วยความตกใจปนความเสียดาย เธอรีบยันตัวลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะหันไปมองหน้าธันวาที่เดินไปเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายชุดสูทเปียกปอนยืนถือร่มคันใหญ่ พร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือที่หน้าจอสว่างวาบแสดงข้อความแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับนับสิบคอล "คุณธันวาครับ โชคดีจริงๆ ที่เจอตัว... ทางสำนักงานใหญ่โทรมาแจ้งด่วนที่สุดครับ เรื่องโปรเจกต์ที่เราคิดว่าหลุดมือไปแล้ว..." ผู้ช่วยหนุ่มหอบแฮกด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้ธันวาถึงกับยืนนิ่งเป็นหิน "ทางกลุ่มทุนใหญ่เปลี่ยนใจแล้วครับ พวกเขาต้องการให้ธันวา กรุ๊ป กลับมารับผิดชอบโปรเจกต์นั้นต่อทันที โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ... **คุณต้องกลับไปเซ็นสัญญาด้วยตัวเองที่ปารีสภายในคืนนี้ครับ!**" ธันวาเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนสีทันที เขากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดคอ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองรินรดาที่ยืนอึ้งอยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มอ้าปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่แล้วโทรศัพท์ในมือของผู้ช่วยก็สั่นครืนพร้อมกับสายเรียกเข้าหน้าจอที่โชว์ชื่อของประธานกรรมการบริษัทตัวจริงเสียงจริง --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับทริปนี้ด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%