หน้าจอมือถือรุ่นเรือธงราคาครึ่งแสนในมือของธันวาเวลานี้ กำลังทำหน้าที่เป็นประจักษ์พยานแห่งความล่มสลายของสถาปนิกผู้ยึดมั่นในระบบระเบียบ
"ไม่มีสัญญาณ... แบตเหลือสามเปอร์เซ็นต์... แล้วไอ้หมุดปักนำทางบ้านี่มันดันวิ่งวนอยู่กลางป่าสนเขาตarกาลสิบแปดตลบเหมือนคนเมาขี้หม้อ"
เสียงพึมพำลอดไรฟันของพ่อหนุ่มนักวางแผนทริปดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าหมอกหนาในยามบ่ายที่ควรจะเป็นเวลาจิบกาแฟสวยๆ ริมทะเลสาบตามกำหนดการเป๊ะๆ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ พวกเขาติดแหงกอยู่ตรงทางแยกดินลูกรังที่ไม่มีป้ายบอกทางสักป้ายเดียว แถมรถเช่าคันเก่งก็เพิ่งจะส่งเสียงแกร๊กประหลาด ก่อนจะจอดนิ่งสนิท ดับเครื่องยนต์ไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ยอมฟื้นคืนชีพอีกเลย
รินรดาที่ยืนกอดอกพิงกระโปรงรถอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ชนิดที่ตั้งใจให้คนฟังเจ็บใจเล่น
"เอ่อ... คือว่า... ลมมันพาไปค่ะ... เอ้ย! ลมมันพาไปครับคุณธันวา!" บล็อกเกอร์สาวจอมลุยจงใจล้อเลียนประโยคแก้ตัวกึ่งหลุดปากของอีกฝ่ายเมื่อครู่ ด้วยน้ำเสียงดัดจริตชวนหมั่นไส้จนตาคมกริบของธันวาต้องตวัดหันมามองค้อนควับ
"สนุกมากไหมครับคุณรินรดา ถ้าคุณยังไม่หยุดทำเสียงเยาะเย้ย ผมจะปล่อยให้คุณเดินเท้ากลับรีสอร์ตคนเดียวท่ามกลางฝูงน้องทากและพี่หมีป่าแถวนี้จริงๆ ด้วยนะ" ธันวาขู่เสียงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนแทบจะผูกโบว์ได้อยู่แล้ว ความเนี้ยบของเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวกับกางเกงสแลคเข้ารูปเวลานี้ เต็มไปด้วยคราบฝุ่นแดงและหยาดเหงื่อจากการเข็นรถเมื่อสิบนาทีที่แล้ว
"อุ๊ย น่ากลัวจังเลยค่ะ... เอ้ย! ครับ!" รินรดาแกล้งทำเป็นยกมือขึ้นปิดปาก ทำตาโตตื่นตระหนกแบบปลอมสุดๆ ก่อนจะเดินนวดไหล่เข้ามาใกล้ร่างสูงที่กำลังหัวเสียจนหัวแทบระเบิด "เลิกโทษเทคโนโลยีแล้วยอมรับความจริงเถอะน่าคุณสถาปนิก โลกใบนี้มันไม่ได้ถูกสร้างมาให้เดินตามแปลนบลูปริ้นท์เป๊ะๆ หรอกนะ คุณวางแผนมาสิบปี แต่เจอแผนธรรมชาติซัดเข้าไปสามวินาทีถึงกับร่วงเลยเหรอเนี่ย"
"มันไม่ใช่ความผิดผม มันเป็นเพราะระบบนำทางออฟไลน์ของแอปฯ ห่วยๆ ต่างหาก..."
"ค่ะๆ พ่อคนเก่ง พ่อคนเพอร์เฟกต์" รินรดาตัดบทด้วยการแย่งมือถือเครื่องแพรวพราวจากมือหนามาถือไว้เอง หน้าจอสีดำสนิทสนมแสดงสัญลักษณ์แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงอย่างไร้เยื่อใย เธอหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างสะใจ "หมดฤทธิ์แล้วนะจ๊ะลูกคุณหนู ทีนี้... หลบไปค่ะ ให้คนมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าเขาทำงานบ้าง"
ธันวาทำท่าจะอ้าปากเถียง แต่พินิจจากสถานการณ์รอบตัวที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงทุกที และอุณหภูมิที่ลดฮวบจนลมหายใจเริ่มกลายเป็นไอขาว เขาจึงยอมหุบปากแล้วถอนหายใจยาวเหยียด ยอมรับความพ่ายแพ้ชั่วคราวด้วยการก้าวถอยหลังเปิดทางให้หญิงสาว
รินรดาไม่ได้พึ่งพามือถืออีกต่อไป เธอก้มลงหยิบกิ่งไม้แห้งข้างทางขึ้นมาหมุนเล่นในมือ สายตาสอดส่องสำรวจรอบทิศทางอย่างคล่องแคล่ว ท่าทีลุยๆ และความมั่นอกมั่นใจที่ฉายชัดอยู่บนดวงหน้าเรียวรี ทำให้ธันวาที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืนๆ
ยอมรับก็ได้... ในมุมที่ไม่ใช่โหมดเถียงกัน ผู้หญิงคนนี้ก็ดูพึ่งพาได้ไม่เลว
"มองอะไรคะคุณชาย กลัวผมกินหัวเหรอ" รินรดาหันมาเลิกคิ้วกวนประสาทใส่ พร้อมกับก้าวเท้าฉับๆ นำหน้าไปทางเส้นทางเดินเล็กๆ ที่รกทึบไปด้วยพุ่มไม้
"เปล่า แค่กำลังคิดว่าถ้าเราหลงป่าแล้วต้องกินตั๊กแตนทอดประทังชีวิต ผมคงต้องขออนุญาตคุณรินรดาก่อนตาย เพราะดูท่าทางคุณน่าจะเชี่ยวชาญเรื่องการเอาตัวรอดในสภาวะทุรกันดารมากกว่าใครเพื่อน" ธันวาแขวะกลับเบาๆ แต่ก็ยอมเดินตามรอยเท้าของเธอไปติดๆ อย่างไม่กล้าห่าง
"ปากดีแบบนี้ ระวังจะได้กินลูกไม้ยางมะตูมรสชาติฝาดๆ แทนน้ำนะคุณ" เสียงใสหัวเราะร่วนลอยตามลมมาท่ามกลางเสียงใบไม้เสียดสีกัน
การเดินเท้าผ่านป่าโปร่งกินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความเงียบเริ่มเข้ามาแทนที่บทสนทนากลั่นแกล้ง ธันวาแอบลอบมองแผ่นหลังบางที่เดินนำอยู่เป็นระยะ เขาสังเกตเห็นว่ารินรดามักจะคอยใช้กิ่งไม้ปัดกิ่งหนามที่ยื่นออกมาขวางทางให้อย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องเอ่ยปากทวงบุญคุณ แถมยังคอยหันกลับมาเช็กระยะห่างของเขาเป็นระยะด้วยสายตาที่เจือความห่วงใยจางๆ
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในอกของสถาปนิกหนุ่ม มันไม่ใช่ความหงุดหงิดรำคาญใจแบบตอนแรกที่เจอหน้ากันที่สนามบิน แต่มันคือความอบอุ่นประหลาดที่ค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาในความหนาวเย็นของขุนเขา
"ถึงแล้ว!"
เสียงอุทานด้วยความดีใจของรินรดาดังขึ้น ตัดผ่านความคิดฟุ้งซ่านของธันวาจนเขาต้องรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปดู ทันทีที่พ้นแนวพุ่มไม้ทึบ ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นรีสอร์ตสไตล์คันทรีไม้สนหลังคาสีเขียวเข้ม ตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลสาบกว้างที่ผิวน้ำสะท้อนแสงสีส้มอมชมพูของยามเย็นอย่างงดงามตระการตา ราวกับภาพวาดในโปสการ์ดชั้นดี
"เห็นไหมล่ะ! บอกแล้วว่ารินรดาผู้นำทัพคนนี้พึ่งพาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องพึ่งพาดาวเทียมก(็)ได้เว้ย!" บล็อกเกอร์สาวกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ หันมาฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีใส่หน้าธันวาอย่างลืมตัว
ธันวายืนมองรอยยิ้มนั้นนิ่งงัน หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว รอยยิ้มที่ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีฟิลเตอร์ ไม่มีมาดหยิ่งผยองใดๆ มันคืองรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในรอบหลายปีของการทำงานหัวหมุนในเมืองกรุง
"อื้อหือ... ยอมรับก็ได้ครับว่าคุณเก่งจริง" ธันวาเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาสื่อความรู้สึกบางอย่างที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด จนรินรดาที่กำลังหัวเราะร่าถึงกับชะงักค้าง เผลอหลบสายตาคมกريบที่จ้องมองมาตรงๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก
บรรยากาศรอบตัวคล้ายจะเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงคลื่นกระทบฝั่งแผ่วเบา
"เอ่อ... งั้นเรา รีบไปติดต่อห้องพักเถอะนะคุณ ป่านนี้ทางรีสอร์ตคงโทรแจ้งตำรวจตามหาคนหายแล้วมั้ง" รินรดาแกล้งเฉไฉกระแอมไอมือไม้ปัดป่วนแก้เขิน ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินนำลิ่วเข้าไปยังล็อบบี้รีสอร์ตทันที
ธันวายืนอมยิ้มอยู่คนเดียวท่ามกลางสายลมเย็น เขาส่ายหัวเบาๆ ให้กับความใจเต้นผิดจังหวะของตัวเอง ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เดินตามแผ่นหลังบางนั้นไปติดๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่า... การหลงทางครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่อย่างที่คิด
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าพ้นซุ้มประตูไม้ไผ่เข้าสู่เขตต้อนรับของรีสอร์ต ร่างสูงของใครบางคนในชุดเสื้อแจ็กเก็ตเดินป่าแบรนด์ดังราคาแพงก็ก้าวสวนออกมาพอดี ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นหยุดยืนขวางทาง พร้อมกับส่งยิ้มกว้างทักทายคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาธันวาต้องหรี่ตาลงทันที
"อ้าว... ริน! ไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่... บังเอิญชะมัดเลยว่ะ!"
รินรดาเบิกตากว้าง สีหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของคนมาใหม่ ส่วนธันวาที่ยืนอยู่ข้างหลังพลانหุบยิ้มฉับพลัน บรรยากาศรอบตัวที่กำลังอบอุ่นหัวใจเมื่อครู่ กลับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบขึ้นมาทันตาเห็น
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ทริปวุ่นๆ นี้มาถึงตอนนี้นะครับ
ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 4
หลงทางคือจุดเริ่มต้น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!