"ขีดฆ่า... แล้วก็เขียนทับใหม่ตรงนี้ครับคุณรินรดา"
นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการสเกลแบบแปลนมานับร้อยโปรเจกต์เคาะลงบนหน้ากระดาษเอสี่อย่างแม่นยำ ทุกตารางเซนติเมตรถูกตีเส้นแบ่งเวลาไว้อย่างเนี๊ยบกริบตั้งแต่ตีห้าจนถึงเที่ยงคืน ธันวาถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับขยับแว่นสายตา เลื่อนสมุดบันทึกเล่มหนาที่เต็มไปด้วยตารางกำหนดการส่งเสียง *ตุ้บ* เบาๆ ลงบนโต๊ะไม้สักในร้านกาแฟชิคๆ ริมเชิงเขา
เช้าวันที่สองของการเดินทางที่ควรจะเริ่มต้นด้วยความสงบสุขตามแผนยุทธศาสตร์ "Blue Print Trip" ที่เขาใช้เวลาปลุกปล้ำร่างมันสมองระดับท็อปของบริษัทสถาปนิกมาสามสัปดาห์เต็ม กลับกำลังจะพังไม่เป็นท่า... เพราะยัยตัวแสบตรงข้ามที่กำลังเคี้ยวครัวซองต์กร้วมๆ พร้อมกับจ้องหน้าเขาด้วยสายตาราวกับกำลังมองเอเลี่ยนบุกโลก
"นายธัน... นี่เรามาเที่ยวพักผ่อนนะเว้ย ไม่ใช่มาคุมงานก่อสร้างตึกสูงระฟ้า" รินรดาเคี้ยวขนมปังตุ่นๆ พ างใช้ปลายนิ้วเปื้อนเนยปัดสมุดตารางทริปของเขาออกไปให้พ้นทางอย่างไม่ไยดี "ดูตารางของนายดิ... 06.00 น. ตื่นนอนสูดโอโซน, 06.30 น. โยคะรับอรุณ, 07.00 น. ทานอาหารเช้าคลีนฟู้ดแคลอรีต่ำ... โหย ชีวิตฉันเกิดมาเพื่อสู้ชีวิต ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ชีวิตสู้กลับขนาดนี้ป่ะวะ"
"มันคือความสมดุลของการเดินทางครับคุณริน" ธันวายังคงรักษามาดสุขุม นั่งไขว่ห้างประสานมือไว้ที่ตักด้วยท่าทางที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก "ถ้าเราไม่มีระเบียบวินัย เราจะบริหารเวลาไม่ทัน และสุดท้ายเราจะพลาดจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดของดอยนี้ ซึ่งผมคำนวณมุมตกกระทบของแสงไว้หมดแล้วในแพลนเอ"
"แล้วถ้าเกิดฉันอยากนอนตื่นสาย แล้วไปนั่งกินหมูกระทะตอนเที่ยงคืนล่ะ? แพลนเอของนายมีรองรับความฉิบหายนี้ไหมคุณสถาปนิก" รินรดาแกล้งยักคิ้วกวนประสาท เอนหลังพนักเก้าอี้แล้วกอดอกมองเขาด้วยรอยยิ้มท้าทาย
"ไม่มีครับ... และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมี" ธันวาตอบเสียงเรียบ สีหน้าจริงจังไร้ซึ่งอารมณ์ขัน "กฎเหล็กข้อแรกของผมคือ 'ตรงเวลา' และข้อที่สองคือ 'ทำตามแผน' จำไม่ได้เหรอครับที่เราตกลงกันไว้ก่อนขึ้นรถ"
"อุ๊ย! ลืมไปแล้วพอดี สมองปลาทองอ่ะเนอะ ช่วยไม่ได้" บล็อกเกอร์สาวทำลอยหน้าลอยตา แถมยังแลบลิ้นใส่หนึ่งทีแบบไม่เกรงใจสถานะผู้ร่วมทริปที่อุตส่าห์ขับรถพามาไกลนับร้อยกิโลเมตร ก่อนที่เธอจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดรัวๆ แล้วยื่นหน้าจอมาตรงหน้าเขา "นี่... ฉันเพิ่งกดจองทริปเสริมพิเศษกับพี่วินมอเตอร์ไซค์ชาวบ้านแถวนี้เมื่อกี้เอง ตอนเก้าโมงเราจะไปลุยป่าหลังหมู่บ้าน ไปส่องดูรังนกเงือกกับลุงสมชาย แล้วต่อด้วยการแอบไปกินส้มตำแซ่บๆ หลังน้ำตกที่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนเขาไปกัน"
ธันวาเบิกตากว้างเล็กน้อย เผลอขยับตัวโน้มไปข้างหน้าด้วยความตกใจ "อะไรนะ?! ป่าหลังหมู่บ้าน? คุณริน... ในแพลนบอกว่าเวลานั้นเราต้องเดินชมพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านเพื่อซึมซับประวัติศาสตร์นะ!"
"ประวัติศาสตร์อะไร ไว้ค่อยไปเปิดวิกิพีเดียอ่านตอนขี้ก็ได้น่า!" รินรดาหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับคว้าเป้ใบเก่งขึ้นมาสะพายไหล่ "ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะมานั่งฟังไกด์ท้องถิ่นบรรยายเรื่องหม้อดินเผาอายุสามร้อยปีหรอกนะนายธัน เดินตามฉันมาเหอะน่า รับรองว่าทริปนี้สนุกจนนายต้องลืมตารางกระดาษแผ่นนั้นไปตลอดชีวิตแน่นอน!"
พูดจบ ยัยตัวแสบก็หันหลังเดินลิ่วๆ ออกจากร้านกาแฟไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้พ่อหนุ่มสถาปนิกผู้รักความเนี๊ยบต้องนั่งกุมขมับอยู่กับโต๊ะ สมุดตารางแผนการเดินทางเล่มหนาวางอยู่โดดเดี่ยว ราวกับอนุสรณ์สถานแห่งความพ่ายแพ้ของคนมีระเบียบ
ธันวาพ่นลมหายใจพรืดใหญ่ออกมาทางจมูก เขากวาดสายตามองสมุดตารางในมือสลับกับแผ่นหลังบางที่กำลังเดินดุ่มๆ ไปทางคิววินมอเตอร์ไซค์อย่างมั่นอกมั่นใจ *ให้ตายเถอะ... ผู้หญิงอะไร ทั้งดื้อ ทั้งรั้น แถมยังชอบฉีกกฎทุกข้อที่เขาตั้งขึ้นมาแบบไม่ไว้หน้าวิศวกรออกแบบโครงสร้างเลยสักนิด*
แต่แปลก... แทนที่เขาจะรู้สึกหงุดหงิดจนอยากขับรถทิ้งเธอไว้กลางทางแบบที่ปากเคยขู่ไว้ กลับมีรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของพ่อหนุ่มเนี๊ยบโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
"ให้มันได้อย่างนี้สิ..." เขากระซิบกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋าเป้แล้วก้าวเท้ายาวๆ วิ่งตามหลังร่างเล็กนั้นไปติดๆ
แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านร่มไม้ใหญ่ลงมาตกกระทบพื้นดินเป็นลวดลายระยิบระยับ ทางเดินแคบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยพรรณไม้ป่าเขียวขจี เสียงนกปรอดหัวโขนร้องเจื้อยแจ้วผสมผสานไปกับเสียงหัวเราะใสๆ ของรินรดาที่เดินนำหน้าเขาอยู่ไม่ไกล เธอดูลื่นไหลไปกับธรรมชาติรอบตัวราวกับปลาที่ได้กลับลงสู่แม่น้ำ ต่างจากเขาที่คอยระแวดระวังคราบดินโคลนจะเลอะรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดของตัวเองทุกย่างก้าว
"นายธัน! ระวังรากไม้!" เสียงใสๆ ตะโกนเตือนพร้อมกับหันกลับมาส่งยิ้มกว้างให้
ธันวาชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่ไม่มีอยู่ในแพลนการเดินทาง ไม่มีในสเกลการคำนวณใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับสว่างวาบขึ้นมากลางใจเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ทว่า... ในจังหวะที่รินรดากำลังจะหันกลับไปเดินต่อ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้าที่พุ่มไม้หนาทึบข้างทาง ร่างบางสะดุ้งสุดตัว ก้าวถอยหลังโดยไม่ทันมองพื้นจนส้นเท้าสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่โผล่ขึ้นมา
"อุ๊ย!"
"ระวังครับ!" ธันวาทิ้งมาดหนุ่มเนี๊ยบทั้งหมด พุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่เธอจะหงายหลังกลิ้งตกลาดเขา แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นหญ้าด้วยกันทั้งคู่ โดยมีร่างสูงทับอยู่ด้านบน ส่วนรินรดานอนตาค้างอยู่ใต้ร่างของเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมครามดังแข่งกับเสียงป่า
ดวงตากลมโตสบตาสีเข้มหลังกรอบแว่นใสอย่างตกตะลึง ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของหญิงสาวลอยเข้าจมูกจนสถาปนิกหนุ่มเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"เอ่อ..." รินรดาหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น สมองที่เคยรันคำพูดกวนประสาทไว้เป็นร้อยแปดกลับว่างเปล่าสนิท "นาย... ลุกออกไปได้แล้วมั้ง หนักนะเนี่ย"
ธันวากะพริบตาปริบๆ ตั้งสติได้ รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือหนาออกไปตรงหน้าเธอทันที ความเงียบงันชั่วขณะปกคลุมบรรยากาศรอบตัว มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมราวกับจะแซวคนทั้งคู่
"เจ็บตรงไหนไหมครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความห่วงใยที่หลุดออกมาจากใจจริง น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนจนบล็อกเกอร์สาวใจเต้นแรงแปลกๆ
รินรดารีบคว้ามือเขาแล้วดึงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามกางเกงแก้เขิน "ใครเขาจะไปเจ็บง่ายขนาดนั้นเล่า... ขอบคุณก็แล้วกัน" เธอพึมพำเสียงเบา หลบตาไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ
ธันวาอมยิ้มบางๆ กับท่าทางเก้ๆ กังๆ ที่หาดูได้ยากของยัยตัวแสบ เขากำลังจะเอ่ยปากแซวสักประโยคเพื่อให้บรรยากาศกลับมาปกติ แต่จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของรินรดาก็แผדเสียงสั่นครืดคราดขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
หญิงสาวหยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชทสีเขียว เป็นข้อความจากเพื่อนสนิทที่ส่งรูปถ่ายปริศนาพร้อมแคปชันสั้นๆ แต่ทำเอาเลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงทันที
*รูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนถือช่อดอกไม้กุหลาบสีแดงอยู่หน้าเกสต์เฮ้าส์ที่พวกเธอกำลังจะไปพักคืนนี้ พร้อมข้อความ: "เซอร์ไพรส์! กูตามมาสมทบถึงที่แล้วนะเว้ยริน!"*
รินรดาหน้าซีดเผือดลงถนัดตา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ความลับและปมในอดีตที่เธอพยายามวิ่งหนีมาตลอดกำลังไล่ตามเธอมาทันในทริปนี้แล้ว
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอาการแปลกไปของคนตรงหน้า "มีอะไรเหรอครับคุณริน ใครส่งข้อความมา หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย"
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองหน้าสถาปนิกหนุ่มสลับกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะตัดสินใจพูดประโยคที่ทำให้ธันวาต้องช็อกค้างยิ่งกว่าเดิม
"นายธัน... แพลนทุกอย่างของนายเปลี่ยนตอนนี้ทันไหมวะ... เพราะแฟนเก่าฉันมันกำลังตามมาฆ่าเราที่นี่แล้ว!"
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงหัวใจมาให้อย่างอบอุ่นเสมอนะครับ*
ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน•ตอนที่ 2
กฎเหล็กของคนเนี๊ยบ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทริปวุ่นลุ้นรัก ฉบับคนแปลกหน้าที่ไม่คิดจะโคจรมาเจอกัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!