เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานดังสนั่น จนกาแฟดำในแก้วเซรามิกของรณภพกระฉอกออกมาเล็กน้อย
"คุณทำอะไรลงไป... รณภพ!"
พิมพ์มาดาไม่ได้รอให้ชายหนุ่มผู้มีฉายาสถาปนิกหน้าตายได้เงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ ดวงตากลมโตคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ นิ้วเรียวชี้ไปยังจดหมายแจ้งยกเลิกสัญญาจาก "กลุ่มทุนอสังหาฯ เอ็มไพร์" ที่เพิ่งถูกส่งตรงเข้าอีเมลของบริษัทเมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้
รณภพถอนหายใจยาว ช้า ๆ อย่างคนที่เตรียมใจรับมือกับพายุลูกนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาปิดหน้าจอโปรแกรมเขียนแบบ 3 มิติ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างสบายอารมณ์—ท่าทีที่ยิ่งทำให้คนที่กำลังหัวเสียแทบคลั่ง
"ผมก็แค่เคลียร์ปัญหาให้มันจบ ๆ ไป คุณจะได้ไม่ต้องวิ่งรอกแก้ตัวกับพวกบอร์ดบริหารจนขอบตาดำเป็นหมีแพนด้าแบบนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยราบเรียบ เจือแววเย้าแหย่บางเบาที่เจ้าตัวจงใจเก็บซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่งขรึม
"เคลียร์เหรอ? นี่คุณเรียกว่าเคลียร์เหรอคะ!" พิมพ์มาดาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานของเขา มือทั้งสองข้างทาบลงบนขอบไม้เนื้อแข็ง โน้มตัวลงไปสบตาคมกริบที่ไม่มีทีท่าสะท้านสะเทือน "นั่นมันโปรเจกต์มูลค่าหลายร้อยล้านนะ! ทีมเราเหนื่อยกันมาสามเดือนเต็มเพื่อประมูลงานนั้น แล้วคุณ... คุณใช้อำนาจอะไรไปถอนตัวแบบดื้อ ๆ แถมยังบล็อกเบอร์พวกเขาทุกช่องทางอีก!"
"ผมเป็นหัวหน้าทีมสถาปนิก และผมมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจว่าโปรเจกต์ไหนคุ้มค่าพอที่จะเอาศักดิ์ศรีของทีมเราไปแลก" รณภพขยับตัวลุกขึ้นยืน ความสูงที่ได้เปรียบทำให้เขาต้องก้มมองหญิงสาวที่กำลังฮึดฮัดเหมือนแมวป่าขนพอง "หรือคุณชอบที่จะต้องไปนั่งฟังพวกผู้ชายปากจัดพวกนั้นพูดจาดูถูกคุณในห้องประชุมลับหลังผม?"
คำพูดนั้นทำให้พิมพ์มาดาชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากที่เม้มแน่นเข้าหากันคลายออกเล็กน้อย ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที
เธอกัดริมฝีปาก รู้ดีว่าสิ่งที่รณภพพูดคือความจริง... เมื่อวานนี้ เธอเพิ่งถูกประธานกรรมการของเอ็มไพร์เรียกตัวไป "คุยเป็นการส่วนตัว" และเกือบจะถูกลวนลามทางวาจาหากเธอไม่ตัดสินใจสาดกาแฟใส่สูทราคาแพงของอีกฝ่ายแล้ววิ่งหนีออกมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมแพ้และปล่อยให้งานที่ทุ่มเทพังทลายลงด้วยมือของสถาปนิกจอมเผด็จการคนนี้!
"ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ รณภพ" พิมพ์มาดาลดเสียงลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงดุดันไม่แพ้เดิม "ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลที่ต้องให้คุณมาคอยอุ้ม หรือคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาให้ลับหลังแบบนี้ มันน่าหงุดหงิดรู้,ไหมคะที่ต้องมารู้ทีหลังว่าตัวเองกลายเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไรเลย"
รณภพขมวดคิ้วเล็กน้อย ความหงุดหงิดฉายชัดขึ้นในแววตา คลื่นอารมณ์บางอย่างที่พยายามกดทับไว้เริ่มตีรวนขึ้นมา เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอทีละก้าว จนพิมพ์มาดาต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างไร้ทางหนี
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ประจำตัวของหญิงสาวปะปนกับกลิ่นกาแฟและกระดาษในห้องทำงาน กลิ่นที่รณภพเผลอสูดดมเข้าไปทุกครั้งที่เธอเดินผ่าน
"คุณคิดว่าผมทำเพราะอยากอวดเก่งงั้นเหรอ?" รณภพก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหางตาของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดเก็บไว้ "คุณไม่รู้หรอก... ว่าเวลาที่ผมเห็นคุณเดินออกจากห้องประชุมนั้นด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ มันทำให้ผมอยากจะเผาตึกของพวกมันให้ราบคาบแค่ไหน"
พิมพ์มาดาเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงพวงแก้ม เมื่อได้ยินประโยคที่หลุดออกมาจากปากของคนปากร้ายที่ไม่เคยแสดงความอ่อนโยนให้เห็นตรง ๆ
"คุณ... พูดอะไรของคุณเนี่ย" เธอเสียงสั่น หลบสายตาคมคายคู่นั้นไม่ได้
"ผมไม่ได้อยากเป็นพระเอกขี่ม้าขาวอะไรนั่นหรอกนะพิมพ์มาดา" รณภพพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนหน้าผากของเขาสัมผัสกับกลุ่มผมของเธอเบา ๆ "แต่ถ้าทางเลือกคือการรักษาโปรเจกต์บ้า ๆ นั่นแลกกับการที่คุณต้องเอาความรู้สึกไปเสี่ยง... ผมเลือกทิ้งมันตั้งแต่วันแรกดีกว่า และต่อให้คุณจะเกลียดผมที่ทำแบบนี้ ผมก็ไม่สน"
บรรยากาศในห้องทำงานกว้างใหญ่เงียบสงบลงทันt มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดรินอยู่ใกล้กัน พิมพ์มาดานิ่งอึ้ง สมองที่เคยฉับไวและมีคำตอบโต้เสมอในทุกสถานการณ์กลับว่างเปล่า หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในความรู้สึกจนน่ากลัว
มือหนาของสถาปนิกหนุ่มค่อย ๆ เอื้อมขึ้นมาปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าของเธอออกอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความทะนุถนอมที่ขัดกับบุคลิกเจ้าระเบียบของเขาโดยสิ้นเชิง ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาถูกบีบอัดให้เหลือเพียงพื้นที่แคบ ๆ ตรงนี้
พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยกมือขึ้นแตะแผงอกกว้างของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ตั้งใจจะดันตัวเขาออกเพื่อสร้างระยะห่าง แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่แพ้กันของอีกฝ่าย
"คุณมัน... เอาแต่ใจตัวเองชะมัด" เธอพึมพำเสียงเบาหวิว ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเขาอย่างตัดพ้อเจือความเขินอาย
"รู้ไว้ก็ดีครับ" รณภพมุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายากที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูทรงเสน่ห์จนแทบหยุดหายใจ "จะได้ไม่ต้องคิดขัดคำสั่งผมอีกในอนาคต"
เขาก้มหน้าลงช้า ๆ ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงเหลือเพียงเสี้ยววินาที...
*ก๊อก ๆ ๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติด ๆ กัน ตามด้วยการบิดลูกบิดเปิดเข้ามาอย่างไร้มารยาทของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ
"คุณรณภพครับ! แย่แล้วครับ ทางกลุ่มเอ็มไพร์ส่งคนมาที่ล็อบบี้บริษัท บอกว่าต้องการพบคุณด่วนที่สุด—อะ... เอ่อ ขอโทษครับ ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับ!"
เด็กฝึกงานแผนกประชาสัมพันธ์ที่ผลีผลามเปิดประตูเข้ามาถึงกับยืนแข็งทื่อ เบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพหัวหน้าสถาปนิกจอมโหดยืนกอดประชิดตัวอยู่กับโปรเจกต์โคออร์ดิเนเตอร์สาวคนเก่งบนโต๊ะทำงาน
รณภพชะงัก ขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนแทบอยากจะโยนเด็กฝึกงานคนนั้นออกนอกหน้าต่าง ส่วนพิมพ์มาดาสดุ้งสุดตัว รีบผลักอกแกร่งของรณภพให้ออกห่างทันที ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
รณภพสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมกริบดุจมีดโกนใส่ผู้มาใหม่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ออกไปรอข้างนอก... แล้วเคลียร์สมองให้สะอาดก่อนจะพูดอะไรออกมาอีกครั้ง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 18 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด•ตอนที่ 18
กับดักของความหวังดี
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!