เสียงก้องกังวานของฟ้าร้องคำรามสนั่นจนแผ่นปูนเปลือยใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน เม็ดฝนฤดูมรสุมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่โครงสร้างอาคารพาณิชย์สูงสี่ชั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ เสียงน้ำฝนที่ตกลงมากระทบกับแผ่นสังกะสีและเศษวัสดุก่อสร้างดังอื้ออึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน
รณภพสบถเบาๆ ในลำคอเมื่อเห็นกระแสไฟในไซต์งานดับพรึบลงอย่างกะทันหัน ความมืดสลัวจากแสงยามเย็นที่ถูกเมฆฝนหนาทึบกลืนกินทำให้พื้นที่โล่งกว้างรอบตัวกลายเป็นห้องกรงสีเทาขนาดใหญ่ทันที
"บอกแล้วว่าให้รีบตรวจหน้างานตั้งแต่บ่าย คุณก็ยังจะรั้นตรวจเก็บรายละเอียดมุมนั้นอยู่ได้"
เสียงหวานห้าวของพิมพ์มาดาแหวขึ้นท่ามกลางเสียงพายุ เธอยืนกอดอกพิงเสาปูนอยู่ห่างไปไม่ถึงสองก้าว เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่เคยรวบไว้ลวกๆ ตอนนี้หลุดลุ่ยเปียกชื้นแนบกรอบหน้า ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววหงุดหงิดระคนเหนื่อยล้า แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประกายความดื้อรั้นในแววตานั้นกลับทำให้คนมองละสายตาไม่ได้
รณภพถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำสีเข้มของตัวเองออกอย่างไม่ลังเล ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสาวแล้วคลุมไหล่บางนั้นด้วยเสื้อตัวใหญ่ที่ยังหลงเหลืออุ่นไอของร่างกายเขา
"ถ้าผมไม่ตรวจเก็บงานให้ละเอียด คนที่จะโดนผู้รับเหมาสวดจนหูชาในที่ประชุมพรุ่งนี้ไม่ใช่ผม แต่เป็นคุณต่างหาก พิมพ์มาดา" สถาปนิกหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกอารมณ์ แต่การกระทำกลับสวนทางกับคำพูดโดยสิ้นเชิงเมื่อมือหนาช่วยดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะให้เธอ
พิมพ์มาดาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่โอบล้อมกาย ปลายจมูกได้กลิ่นอายสะอาดผสมกลิ่นฝนจางๆ จากตัวเขา หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับสะดุดกึกขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ พยายามดึงความแข็งกร้าวกลับมาเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน
"ไม่ต้องมาทำเป็นปากดีเลยค่ะคุณรณภพ ฉันดูแลตัวเองได้... อีกอย่าง ฉันไม่ได้ขอให้คุณถอดเสื้อให้สักหน่อย" เธอยอกย้อนเสียงแข็ง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แม้ว่าสองมือจะกำชายเสื้อแจ็คเก็ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวก็ตาม
รณภพแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนระยะห่างแทบไม่เหลือ พื้นที่แคบๆ ใต้ร่มโครงสร้างปูนเริ่มร้อนระอุขึ้นมาแข่งกับความเย็นเยือกของสายฝนภายนอก
"ปากเก่งแบบนี้ คราวหน้าถ้าติดอยู่กลางไซต์งานแล้วไม่มีผมคอยกางรอกระเป๋าเอกสารให้ คุณคงยืนเถียงกับสายฝนจนเป็นปอดบวมตายคาที่แน่ๆ"
"นี่คุณ!" พิมพ์มาดาถลึงตาใส่ สองแก้มเนียนแดงเรื่อขึ้นด้วยความโมโห (หรืออาจจะเพราะความหนาวเย็น ก็ไม่มีใครกล้าฟันธง) เธอเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตีแขนแกร่งสักที แต่รณภพกลับไวกว่า เขาคว้าข้อมือเรียวไว้ได้ทันด้วยมือข้างเดียว รั้งร่างบางให้เข้ามาใกล้จนแทบแนบชิดกับอกแกร่งเพื่อหลบละอองน้ำฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาจากช่องหน้าต่างที่ยังไม่ได้ใส่กระจก
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เสียงฝนที่เคยคำรามกึกก้องรอบตัวคล้ายถูกลดระดับเสียงลงเหลือเพียงเสียงเบาหวิว รณภพก้มมองหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนโดยไม่รู้ตัว สายตาของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบไล่ระดับจากดวงตาคู่สวย ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น ไปจนถึงหยดน้ำฝนที่เกาะพราวอยู่บนแพขนตา
หัวใจของรณภพเต้นรัวจนน่ากลัว ป้อมปราการความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตาเดียวเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น เธอดื้อรั้น เถียงเก่ง และมักจะทำให้เขาปวดหัวได้ทุกครั้งที่เจอ... แต่ให้ตายเถอะ เขากลับเกลียดความเงียบเหงามากกว่ายามที่มีผู้หญิงคนนี้คอยยืนเถียงอยู่ข้างๆ เสียอีก
"ปล่อยนะ..." พิมพ์มาดากระซิบแผ่วเบา เสียงของเธอไม่เหลือความดعدร้ายกาจเหมือนเมื่อครู่ ความใกล้ชิดที่มาก Theเกินขอบเขตทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ติดขัด หน้าอกที่แนบชิดกันทำให้รับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วไม่เป็นจังหวะของกันและกัน
รณภพไม่ยอมปล่อย เขากลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ปลายนิ้วเรียวอีกข้างเกลี่ยปอยผมที่เปียกชื้นออกจากแก้มให้อย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้พิมพ์มาดานิ่งอึ้ง เธอมองหน้าเขาด้วยความประหลาดใจระคนตื่นตระหนก
"ปากคุณบอกว่าเก่งทุกเรื่อง..." เสียงทุ้มต่ำของรณภพดังขึ้นชิดริมหีบปากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวแก้มจนสั่นสะท้าน "แต่ทำไมเวลาอยู่ใกล้ผมทีไร... คุณถึงได้เงียบเป็นเป่าสากทุกทีล่ะ พิมพ์มาดา"
"ฉันไม่ได้..."
คำประท้วงถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อรณภพก้มลงปิดกั้นริมฝีปากที่กำลังจะเถียงด้วยความนุ่มนวลแต่เร่าร้อน สัมผัสแรกที่แนบชิดทำให้พิมพ์มาดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เปลือกตาปิดลงอัตโนมัติเมื่อความหอมหวานและความโหยหาที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ความซึนมานานระเบิดออก ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำสาดซัดด้านนอก
มือเรียวที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิร์ตด้านหลังของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยว ร่างบางอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดแกร่ง ยอมปล่อยให้ความรู้สึกที่เกินเลยเส้นเขตควบคุมพัดพาไปพร้อมกับพายุฝน
แต่ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำและอุณหภูมิความร้อนแรงกำลังพุ่งสูงขึ้นจนเกือบเกินต้านทาน
*กริ๊ง... แกร็ก!*
เสียงฝ่าเท้าหนักๆ พร้อมกับลำแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาทางบันไดหนีไฟ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเสียงดังลั่นของทีมงานวิศวกรที่วิ่งเข้ามาตามหา ทำให้ทั้งสองคนต้องผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟช็อต
พิมพ์มาดายกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองลวกๆ ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอก้าวถอยหลังไปสามก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง หันหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนสายตาที่ยังคงสั่นไหวและตื่นตระหนก
รณภพสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ แม้ว่าแววตาคมกริบจะยังคงฉายประกายความกรุ่นโกรธเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้พูดอะไรเพื่อเคลียร์สถานการณ์ความซึนที่เพิ่งละลายลงไปเมื่อครู่
เงาร่างของบุคคลที่สามก็ก้าวพ้นขอบประตูปูนเปลือยเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่เต็มไปด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นสภาพของหัวหน้าทีมทั้งสองคนยืนห่างกันคนละมุม
"อ้าว... คุณรณภพ คุณพิมพ์มาดา อยู่นี่กันนี่เองครับ โชคดีจังที่ผมเดินมาเจอ... เอ๊ะ หรือว่าผมมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 16 นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด•ตอนที่ 16
ฝนตกกับความหวั่นไหว
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกหน้าตายกับยัยนักแก้ปัญหาจอมดีเดือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!