พนักงานบัญชีวิญญาณกับอาจารย์สาวผู้ปิดตายตึกร้าง•ตอนที่ 10

มื้อค่ำใต้แสงไฟกะพริบ

ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
"ตัวเลขตรงมุมขวาบนของงบดุลชุดนี้... ไม่ได้ถูกบันทึกด้วยระบบบัญชีมาตรฐานสากลครับอาจารย์" เสียงของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานโบราณบนชั้นเจ็ดสิบสาม ตึกสำนักงานร้างแห่งนี้ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้งานมานานนับทศวรรษ แหล่งพลังงานเดียวที่หล่อเลี้ยงพวกเขามีเพียงตะเกียงไส้ผ้าฝ้ายที่ส่งแสงสีส้มสั่นไหวและกลิ่นน้ำมันสนจางๆ เคล้ากับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณ เบื้องหน้าของเขาคือโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ อาจารย์รินกำลังก้มลงตรวจสอบร่องรอยของอักขระอาคมที่สลักไว้บนกรอบหน้าต่างเพื่อป้องกันการคุกคามจาก "ผู้ตรวจทาน" นอกอาคาร แสงไฟกะพริบจากหลอดไฟนีออนสำรองที่ใกล้หมดอายุสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอเป็นระยะ เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิสะกดอาคมติดต่อกันหลายชั่วโมง "มันไม่ใช่ตัวเลขบัญชีการเงินหรอกครับธันวา" อาจารย์รินเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากการตรวจสอบรอยร้าวบนผนังปูน น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลทว่าราบเรียบ "แต่มันคือ 'อัตราการสูญเสียวิญญาณ' ของพนักงานในแผนกบัญชีชุดก่อนที่ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับสัญญาเลือดของตึกนี้... คุณคำนวณส่วนต่างของยอดคงเหลือสุทธิออกแล้วใช่ไหม" ธันวาพยักหน้ารับช้าๆ นิ้วเรียวยาวของเขาเลื่อนไปตามหน้ากระดาษสมุดบัญชีปกหนังสีดำที่เต็มไปด้วยคราบหมึกซึม ในฐานะพนักงานบัญชีผู้ยึดมั่นในตรรกะและตัวเลข เขาย่อมรู้ดีว่าความผิดพลาดแม้แต่นصفสตางค์ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจทำให้บริษัทล้มละลายได้ แต่ความผิดพลาดในงบดุลของตึกร้างแห่งนี้... หมายถึงการสูญเสียตัวตนไปตลอดกาล "ผลลัพธ์ติดลบสามร้อยสี่สิบสองดวงวิญญาณครับ" ธันวาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมความสั่นเครือ "ระบบของตึกนี้ใช้หลักการบัญชีแบบคู่ (Double-entry bookkeeping) อย่างเคร่งครัด ทุกครั้งที่มีการเบิกจ่ายพลังงานชีวิตเพื่อต่ออายุสัญญาเช่า จะต้องมีการลงบันทึกรายการหักลบจากบัญชีลูกหนี้วิญญาณเสมอ... น่ากลัวจริงๆ ครับที่มีคนออกแบบระบบวงจรอุบาทว์แบบนี้ขึ้นมาได้" อาจารย์รินหันกลับมามองเขา แววตาคู่คมมีความรู้สึกบางอย่างไหววูบผ่านไป—มันไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความเห็นใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น เธอเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน วางมือเรียวลงบนกองกระดาษรายงานที่ธันวาเพิ่งจัดระเบียบเสร็จ ความใกล้ชิดในระยะประชิดทำให้ธันวาได้กลิ่นหอมจางๆ ของชาสมุนไพรและกระดาษเก่าจากตัวเธอ ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดในบรรยากาศรอบตัวลงได้บ้าง "คุณทำได้ดีมากแล้วครับธันวา" อาจารย์รินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "การทนทำงานท่ามกลางแรงกดดันทางจิตวิญญาณระดับนี้ โดยที่สติสัมปชัญญะยังคงสมบูรณ์ดี ถือว่าคุณสอบผ่านเกณฑ์ประเมินเบื้องต้นของพนักงานบัญชีวิญญาณระดับอาวุโสแล้วล่ะครับ" "ผมแค่ทำตามหน้าที่ที่ควรจะทำครับอาจารย์" ธันวายิ้มเจื่อนๆ พลางขยับแว่นตา "อีกอย่าง... ถ้าผมไม่รีบคำนวณให้เสร็จก่อนที่ไฟฉุกเฉินดวงสุดท้ายจะดับลง เราคงได้กลายเป็นหนึ่งในรายการบัญชีที่ต้องถูกตัดจำหน่ายสูญหายไปจริงๆ แน่นอนครับ" ความตึงเครียดที่กดทับบรรยากาศมานานนับชั่วโมงคลายตัวลงเล็กน้อยด้วยมุกตลกหน้าตายของธันวา อาจารย์รินหลุดยิ้มออกมาบางเบa—รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง ซึ่งทำให้ใบหน้าของอาจารย์สาวดูอ่อนโยนลงถนัดตา บรรยากาศรอบตัวพวกเขายามนี้ แม้จะรายล้อมไปด้วยความมืดมิดและอันตรายจากวิญญาณร้ายนอกห้อง แต่ความเหนื่อยล้าและการร่วมทุกข์ร่วมประลองปัญญามาด้วยกัน กลับหลอมรวมให้คนทั้งสองกลายเป็นคู่หูที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างน่าประหลาด บนโต๊ะไม้มีถ้วยกระดาษบรรจุน้ำอุ่นสองใบที่เหลือจากการแบ่งปันกันดื่มประทังความหนาวเย็น อาจารย์รินเลื่อนถ้วยหนึ่งมาทางธันวา มือของเธอบังเอิญสัมผัสโดนหลังมือของเขาชั่วครู่ ความเย็นเฉียบจากปลายนิ้วของหญิงสาวสะท้อนถึงความหนับหน่วงของพลังงานรอบตึก แต่ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากสัมผัสนั้นกลับทำให้หัวใจของพนักงานหนุ่มเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ "ดื่มเสียหน่อยเถอะครับ คุณใช้พลังสมาธิไปมากกับการถอดรหัสตัวเลขพวกนั้น" อาจารย์รินกล่าวเตือนด้วยความห่วงใย "ขอบคุณครับอาจารย์" ธันวารับถ้วยน้ำมาถือไว้ ความอุ่นซ่านช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมปลายนิ้วออกไปได้บ้าง เขามองลอดผ่านแสงไฟตะเกียงที่วับแวมไปยังหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของพวกเขาไว้ เงาร่างของคนสองคนท่ามกลางตึกร้างที่หลงเหลือเพียงเศษซากอารยธรรมยุคเก้าศูนย์ "ดูเหมือนว่า... เราจะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วก่อนที่ระบบป้องกันรอบตึกจะรีเซ็ตตัวเอง" อาจารย์รินหันไปมองนาฬิกาข้อมือระบบไขลาน หน้าปัดเข็มวินาทีของเธอยังคงเดินไปข้างหน้าอย่างเที่ยงตรง "ตามบันทึกอาคมที่ผมเคยศึกษามา การกะพริบของแสงไฟในรอบนี้ไม่ใช่ความขัดข้องทางเทคนิคธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า 'ผู้ตรวจสอบบัญชีใหญ่' จากชั้นใต้ดินกำลังจะเดินทางมาตรวจความเรียบร้อย" ธันวาวางถ้วยน้ำลงบนโต๊ะ สีหน้าของเขากลับมาจริงจังและเคร่งขรึมขึ้นอีกครั้ง แฟ้มข้อมูลในมือถูกเปิดไปยังหน้าสุดท้าย—หน้าที่เว้นว่างไว้ไม่มีตัวเลขใดๆ นอกจากลายเซ็นตวัดด้วยหมึกสีแดงสดที่ยังคงส่งกลิ่นคาวเลือดจางๆ "ถ้าผู้ตรวจสอบบัญชีใหญ่มาถึง... เราจะต้องเตรียมงบดุลชุดนี้ให้พร้อมสำหรับยื่นตรวจสอบใช่ไหมครับ" ธันวาถามพร้อมกับหยิบปากกาหมึกซึมคู่ใจขึ้นมาเตรียมพร้อม "ถูกต้องครับ" อาจารย์รินพยักหน้าช้าๆ ดวงตาคู่สวยหันไปมองที่ประตูไม้บานใหญ่ของห้องทำงาน ซึ่งเริ่มมีรอยแตกร้าวลามขึ้นจากพื้นราวกับมีแรงดันมหาศาลกำลังพยายามดันเข้ามาจากด้านนอก "และถ้าตัวเลขในงบดุลไม่ลงตัว... เราสองคนจะต้องชดใช้ส่วนต่างด้วยวิญญาณของเราเอง" ในวินาทีนั้นเอง เสียงเตือนแหลมสูงจากอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กในกระเป๋าเสื้อของธันวาก็ดังขึ้น—*ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!* หน้าจอ LCD ขนาดจิ๋วที่เคยดับสนิทไปแล้ว กลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งด้วยแสงสีแดงกระพริบถี่รัว พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนระบบภารกิจระดับ SSS ที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศด้วยตัวอักษรเรืองแสงสีทองคำขาว: **[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการเข้าสู่ระบบของ 'CEO ผู้ล่วงลับ' - ลำดับสิทธิ์สูงสุดระดับ Omega]** **[เงื่อนไขเฉพาะหน้า: บัญชีรายรับ-รายจ่ายของท่านมียอดติดลบ กรุณาชำระหนี้สินทางวิญญาณภายใน 180 วินาที มิฉะนั้นกระบวนการล้มละลายและการยึดครองร่างจะเริ่มต้นขึ้นทันที]** เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังขึ้นเป็นจังหวะอยู่นอกประตูห้อง—*ตึก... ตึก... ตึก...* มันไม่ใช่เสียงของวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป แต่เป็นแรงกดดันระดับมหาอำนาจที่ทำให้โครงสร้างตึกทั้งหลังสั่นสะเทือน ลูกบิดประตูทองเหลืองเริ่มหมุนวนด้วยตัวเองอย่างช้าๆ ท่ามกลางประกายไฟสีฟ้าที่แล่บแปลบปลาบไปทั่วกรอบประตู ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมครับ... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ --- ลิฟต์แก้วชั้นลบ ---
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พนักงานบัญชีวิญญาณกับอาจารย์สาวผู้ปิดตายตึกร้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%