พนักงานบัญชีวิญญาณกับอาจารย์สาวผู้ปิดตายตึกร้าง•ตอนที่ 9

ความกลัวในกระจกเงา

ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก... เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังสีขาวหม่นในห้องประชุมชั้น 4 ไม่ได้ทำหน้าที่บอกเวลาอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันทำหน้าที่นับถอยหลังสู่วินาทีที่ตรรกะทั้งหมดในสมองของผมกำลังจะพังทลายลง ผม—ธันวา—พนักงานบัญชีผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่บนความสมดุลของตัวเลขและหลักการอันเที่ยงตรง ยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่พาดผ่านผนังตลอดทั้งแนว สายตาของผมยังคงจดจ้องอยู่กับป้ายพลาสติกใสที่ห้อยอยู่บนอกเสื้อเชิ้ตสีขาวของชายแปลกหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจก ตัวอักษรสีดำสนิทบนนั้นสลักชื่อ "นายธันวา พงศ์ธนากุล" เอาไว้อย่างเด่นชัด ไม่ใช่แค่ชื่อ... แต่มันคือใบหน้าของผม ทรงผมของผม รอยยับย่นบนปกเสื้อของผม และแม้กระทั่งรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่หางคิ้วขวาจากการซุ่มซ่ามชนขอบโต๊ะทำงานเมื่อสามปีก่อน ทุกรายละเอียดถูกต้องสมบูรณ์แบบราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่า... ชายคนนั้นกำลังยืนหันหน้าเข้าหากระจก ในขณะที่ผมกำลังยืนมองเขาจากด้านหลัง ในโลกแห่งความเป็นจริง เงาสะท้อนควรจะเคลื่อนไหวตามต้นฉบับเสมอ นั่นคือทฤษฎีพื้นฐานทางฟิสิกส์และกฎเกณฑ์อันตายตัวของโลกใบนี้ แต่วินาทีนี้ กฎข้อนั้นถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ เงาในกระจกไม่ได้ขยับตามผม เมื่อผมก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากความสยดสยอง ชายคนนั้นในกระจกกลับก้าวเดินไปข้างหน้า สองมือของเขายกขึ้นมาแนบกระจกเงาจากด้านใน ปลายนิ้วเรียวยาวกดทับลงบนผิวแก้วเย็นเยียบจนเกิดรอยกดสีขาวซีด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองทะลุกระจกออกมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งวิญญาณ แต่ริมฝีปากของเขากลับขยับเอื้อnเอ่ยคำพูดบางอย่างที่ผมไม่ได้ปริปากพูดออกไปเลยแม้แต่น้อย *“บัญชี... ยังลงไม่ครบ... ธันวา...”* เสียงกระซิบแหบพร่าไม่ได้ลอยมาจากอากาศภายนอกครับ แต่มันดังขึ้นก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทฝั่งซ้ายของผมโดยตรง ราวกับมีใครเอาเข็มแหลมคมมาจ้วงแทงเข้าที่เยื่อแก้วหู แรงกดดันมหาศาลจากอาคมโบราณแผ่ซ่านออกมาจากผิวกระจกจนผมแทบหายใจไม่ออก อุณหภูมิภายในห้องประชุมลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว "อย่ามองมันตรงๆ ครับธันวา! ถอยหลังออกมาเดี๋ยวนี้!" เสียงตักเตือนอันเยือกเย็นแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง อาจารย์รินก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวผมอย่างรวดเร็ว มือเรียวของเธอในถุงมือผ้าสีดำสนิทสะบัดออกเบื้องหน้า เกิดเป็นประกายแสงสีครามจางๆ วาดเป็นอักษรโบราณรูปวงกลมซ้อนทับกันสามชั้นกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้ากระแทกใส่ผิวกระจกเงาบานนั้นอย่างจัง เปรี้ยง! เสียงคล้ายกระจกแตกกระจายดังสนั่น แต่ทว่าผิวกระจกกลับไม่มีรอยร้าวแม้แต่น้อย มีเพียงระลอกคลื่นพลังงานสีดำที่สะท้อนกลับจนอาจารย์รินต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าหวานของเธอที่มักจะสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นอยู่เสมอเวลานี้กลับปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นที่ขมับ "อาจารย์ครับ... นั่นมัน... หมายความว่ายังไง" ผมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือ แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ทำไมเงาของผมถึง... ทำไมมันถึงมีตัวตน" อาจารย์รินไม่ได้ตอบคำถามทันที สายตาคมกริบของเธอยังคงจดจ้องอยู่ที่เงาสะท้อนในกระจก ซึ่งเวลานี้ ร่างของชายคนนั้นไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ อีกต่อไปแล้ว เขากำลังใช้มือทั้งสองข้างออกแรงผลักกระจกจากด้านในอย่างบ้าคลั่ง ทุกครั้งที่ฝ่ามือของเงากระแทก ผิวแก้วจะยุบตัวลงมาหาพวกเราเหมือนแผ่นยางยืดหยุ่นที่ใกล้จะขาดออก "กฎข้อแรกของการทำบัญชีวิญญาณในตึกนี้ที่คุณเรียนรู้ไปแล้วคืออะไรครับ ธันวา" อาจารย์รินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียดระดับสูงสุด "ทุกการกระทำ... ต้องมีการบันทึกและทวนสอบ..." ผมทวนกฎที่เธอเคยเคี่ยวเข็ญให้ท่องจำขึ้นใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้น "และ... ห้ามปล่อยให้เดบิตกับเครดิตไม่ลงตัว ไม่เช่นนั้นผลต่างจะกลายเป็น... สิ่งที่เรียกว่าส่วนเกิน" "ถูกต้องครับ" อาจารย์รินปรายตามองผมด้วยหางตา "และสิ่งที่คุณเห็นในกระจกตอนนี้ ไม่ใช่เงาสะท้อนทางกายภาพ แต่มันคือ 'ผลต่าง' (Discrepancy) ทางวิญญาณที่คุณสะสมเอาไว้ตลอดแปดปีของการทำงานในบริษัทนี้ คุณใช้ชีวิตอย่างหุ่นยนต์ ทำงานตามรอบบิล ละเลยความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง และปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงบางอย่าง... ระบบของตึกนี้จึงบันทึกความว่างเปล่านั้นออกมาเป็นตัวตนอีกคนหนึ่ง" ผมชะงักงัน คำพูดของอาจารย์รินราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมคิดว่าตัวเองเป็นนักบัญชีผู้รอบคอบ ยึดถือตัวเลขเป็นสรณะ ปิดงบได้ตรงเป๊ะทุกบาททุกสตางค์โดยไม่มีข้อผิดพลาด แต่ผมไม่เคยเอะใจเลยว่า... บัญชีชีวิตของผมเองกลับมี 'บัญชีเงา' ที่ถูกซุกซ่อนไว้ในช่องขาดดุลมาโดยตลอด *แกร๊ก... โครม!* เสียงโครงสร้างโลหะด้านหลังกระจกสั่นสะเทือน เงาในกระจกอ้าปากกว้างจนถึงใบหู เผยให้เห็นความมืดมิดไร้ก้นบึ้งภายในลำคอ ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้ากระแทกผิวกระจกครั้งสุดท้ายด้วยแรงทั้งหมดที่มี! ผิวกระจกนูนทะลักออกมาด้านนอกราวกับลูกโป่งที่ใกล้จะระเบิด รอยแตกร้าวเป็นใยแมงมุมลามเลียไปทั่วทั้งแผ่นในเสี้ยววินาที "ตั้งสติให้มั่นครับธันวา!" อาจารย์รินตะโกนลั่น พร้อมกับสะบัดมือขวาเรียกคัมภีร์หนังเก่าแก่ออกมาจากความว่างเปล่า หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเปิดพลิกด้วยตัวเองอย่างรวดเร็วตามแรงอัคคีจิต "มันกำลังพยายามจะรวมร่างกับต้นฉบับ หากมันเข้ามาแทนที่ตัวตนของคุณสำเร็จ คุณจะกลายเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ติดอยู่ในตึกนี้ไปตลอดกาล!" "ผมต้องทำยังไงครับอาจารย์!" ผมถามกลับทันทีโดยไม่ลังเล สมองส่วนวิเคราะห์ทำงานด้วยความเร็วสูงสุด แพทเทิร์นของรอยร้าวบนกระจกถูกประมวลผลในหัว มันไม่ใช่การแตกแบบสุ่ม แต่มันมีรูปแบบเรขาคณิตที่สอดคล้องกับผังโครงสร้างของห้องบัญชีชั้นใต้ดิน! "ลงบัญชีปรับแก้!" อาจารย์รินตะโกนสั่ง "ใช้พลังจิตของคุณดึงตัวเลขงบดุลของวันนี้ออกมา แล้วอุดรอยรั่วของวิญญาณซะ!" ผมสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อตัดสิ่งเร้าภายนอกทั้งหมดออกไป ภาพของตัวเลข งบกำไรขาดทุน และยอดหนี้สินหมุนเวียนพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำหลาก ผมไม่ใช่แค่พนักงานบัญชีธรรมดาอีกต่อไปแล้วในตอนนี้ ในฐานะผู้ถือครองกุญแจตรวจสัญญาวิญญาณ ผมมีอำนาจในการ 'จัดหมวดหมู่' ความจริง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของผมสะท้อนแสงสีทองจางๆ ผมก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นมือขวาออกไปแตะสัมผัสกับผิวกระจกที่กำลังจะแตกละเอียด ความเย็นเยือกเสียดแทงผิวเนื้อจนชาหนึบ แต่ผมไม่ถอย "ในฐานะผู้ตรวจสอบบัญชีแห่งหอคอยนี้ ผมขอประกาศปิดงบประจำวัน..." เสียงของผมราบเรียบ ทว่าทรงพลังและก้องกังวานจนเงาในกระจกชะงักงัน "รายการที่สูญหาย... รายการที่ถูกละเลย... และตัวตนส่วนเกินทั้งหมด บัดนี้... ได้ถูกบันทึกและปรับปรุงยอดให้ถูกต้องตามหลักการทางบัญชีเรียบร้อยแล้ว!" สิ้นเสียงของผม แสงสีทองจากฝ่ามือของผมก็พุ่งทะลวงผ่านรอยร้าวของกระจกเข้าไปภายใน ฝังรากลงในอกของเงาปริศนาตัวนั้น ร่างของชายในกระจกหยุดชะงัก ดวงตาที่เคยว่างเปล่าค่อยๆ กลับมามีประกายความเข้าใจบางอย่าง เขาไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไปแล้วในวินาทีที่ผมกล้าพอจะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง เงาในกระจกโค้งตัวลงเล็กน้อย คล้ายจะทำความเคารพ ก่อนที่ร่างนั้นจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวบริสุทธิ์จมหายไปในผิวกระจก บานกระจกที่เคยสั่นไหวค่อยๆ สงบนิ่งลง กลับคืนสู่สภาพกระจกเงาธรรมดาที่สะท้อนเพียงภาพของผมคนเดียวได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังขึ้นจากอาจารย์ริน เธอก้าวเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ สองครั้ง แววตาของเธอมีความชื่นชมเจืออยู่ลึกๆ "ทำได้ดีมากครับธันวา คุณผ่านบททดสอบของกระจกเงามาได้แล้ว การยอมรับความจริงคือการปิดงบที่ยากที่สุดเสมอ" ผมพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มจางๆ ความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วกล้ามเนื้อ แต่ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจกลับมีมากกว่า เมื่อมองสำรวจตัวเองในกระจกอีกครั้ง ตอนนี้ไม่มีเงาปริศนาใดๆ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง มีเพียงตัวผมเองที่เติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่งในโลกอันมืดมนแห่งนี้ ทว่า... ในจังหวะที่ผมกำลังจะหันหลังเดินออกจากห้องประชุม เสียงแจ้งเตือนอันคุ้นเคยและหนolarเสียดแทงก็ดังขึ้นในหัวของผมอีกครั้ง... ไม่ใช่เสียงระบบภารกิจปกติ แต่มันเป็นเสียงเตือนระดับสูงสุดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน *[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบ 'บัญชีลับ' นอกรอบงบดุลหลัก กำลังถูกเปิดใช้งานโดยบุคคลที่สาม]* *[รหัสระบุตัวตนของผู้ดำเนินการ: CEO - ผู้บริหารสูงสุดผู้ล่วงลับ]* *[คำเตือน: บัญชีดังกล่าวไม่มีวันหมดอายุ และยอดหนี้ทั้งหมดกำลังถูกโอนถ่ายมายังบัญชีส่วนตัวของคุณในวินาทีนี้...]* ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านบทนี้ด้วยกันนะครับ --- ลิฟต์แก้วชั้นลบ ---
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พนักงานบัญชีวิญญาณกับอาจารย์สาวผู้ปิดตายตึกร้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%