"ไอ้คำพูดนั่น... เจ้าหมายความว่าอย่างไร!"
คาร์ลอสคำรามลั่น มือที่สวมถุงมือหนังสีขาวสะอาดตาบีบด้ามดาบจนเส้นเลือดปูดโปน ชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นไม่ได้ขยับเขยื้อน เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาที่ขุ่นมัวราวกับผ่านโลกมานับศตวรรษ แต่ในความขุ่นมัวนั้นกลับแฝงไปด้วยประกายคมกริบของความเย้ยหยัน
เรน วาลคีเรียส ยืนนิ่งดุจรูปปั้นหิน หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบ แต่ใบหน้ากลับเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับเขากำลังสวมหน้ากากเหล็กไว้ตลอดเวลา ความเย็นชาคือเกราะกำบังเดียวที่ช่วยไม่ให้ความสับสนพังทลายสติสัมปชัญญะของเขาลง
"คนในครอบครัวงั้นหรือ?" เรนทวนคำ เสียงของเขาต่ำลึกและแหบพร่า "เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า ดาบที่ข้าถืออยู่ในมือ... ดาบที่เปื้อนเลือดศัตรูมานับพัน... มันถูกสร้างมาเพื่อจุดจบเช่นนั้นอย่างนั้นรึ?"
ชายชราหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงที่ฟังดูแห้งแล้งเหมือนใบไม้แห้งที่ถูกบดขยี้ "เจ้ายังไม่รู้อะไรเลย เรน วาลคีเรียส... ความจริงมักถูกฝังไว้ใต้กองซากศพของประวัติศาสตร์เสมอ และที่นี่... สถาบันที่เจ้ากำลังเรียนรู้วิถีแห่งดาบอยู่นี้ ก็คือหลุมศพที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลเจ้า"
เขาเดินผ่านไหล่ของทั้งคู่ไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและหยาดฝนที่จวนเจียนจะตกลงมา คาร์ลอสทำท่าจะพุ่งตามไป แต่เรนคว้าต้นแขนเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนคาร์ลอสรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แฝงมากับความสั่นสะเทือนในแววตาของเพื่อนร่วมรบ
"ปล่อยข้า เรน! มันต้องรู้เบาะแสอะไรบางอย่างเกี่ยวกับพ่อของเจ้า!"
"ข้ารู้..." เรนตอบสั้นๆ ดวงตามองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ เลือนหายไปในเงามืดของทางเดิน "แต่การไล่ตามคนบ้าในตอนนี้ไม่ได้ช่วยอะไร คาร์ลอส... เราต้องการหลักฐาน ไม่ใช่คำพูดเพ้อเจ้อ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงกว้างของสถาบันที่ดูราวกับปราสาทร้างในยามวิกาล เรนผละจากคาร์ลอส เดินตรงไปยังทิศทางที่ชายชราคนนั้นเพิ่งเดินผ่านมา เขาจำได้ว่าเบื้องหลังมุมมืดนั้นคือทางเข้าสู่ 'หอสมุดต้องห้าม' สถานที่ซึ่งถูกสั่งห้ามไว้สำหรับนักเรียนทั่วไป แต่สำหรับทหารรับจ้างผู้โชกโชนอย่างเขา กฎเกณฑ์เป็นเพียงสิ่งกีดขวางที่รอวันถูกทำลาย
คาร์ลอสถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินตามมา "เจ้าคิดจะทำจริงๆ ใช่ไหม? หากถูกจับได้ เราอาจถูกคุมขังในคุกใต้ดินของสถาบัน หรือเลวร้ายกว่านั้น... ถูกเนรเทศออกจากที่นี่"
"ถ้าไม่ทำ ข้าก็ไม่มีวันได้รู้ว่าทำไมพ่อของข้าถึงถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ" เรนหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูไม้โอ๊คหนาหนักที่มีอักขระเวทมนตร์สีแดงจางๆ สลักอยู่ "คาร์ลอส... ถ้าเจ้ากลัว เจ้ากลับไปที่หอพักซะ"
คาร์ลอสกระตุกยิ้มที่มุมปาก มือข้างหนึ่งจับด้ามดาบประจำตระกูล "เจ้าประเมินข้าต่ำไป วาลคีเรียส ข้าอาจจะเป็นลูกขุนนางที่เจ้ารังเกียจ แต่ข้าก็มีความจงรักภักดีต่อคำสัตย์ที่ให้ไว้กับเพื่อน... เปิดประตูเถอะ"
เรนพยักหน้าเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปสัมผัสอักขระเวทมนตร์นั้น พลังเวทสีครามไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่แผ่นไม้ ประตูค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยเสียงครืดคราดที่ชวนให้ขนลุก ภายในหอสมุดอบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและเวทมนตร์โบราณ ชั้นวางหนังสือสูงตระหง่านราวกับป่าดงดิบที่ไร้ทางออก
พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นหา ท่ามกลางแสงไฟจากเวทมนตร์ขนาดจิ๋วที่เรนสร้างขึ้น ความเงียบที่นี่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กระทั่งเรนหยุดมือลงที่บันทึกเล่มหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยฝุ่นหนา มันไม่ใช่หนังสือเวทมนตร์ แต่มันคือสมุดบันทึกการเดินทางที่คุ้นตาอย่างประหลาด
ตราสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกพันด้วยโซ่ตรวนที่ปรากฏบนปกหลัง คือสิ่งที่เรนจำได้ดีที่สุด มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่สลักอยู่บนดาบสั้นที่พ่อของเขามอบให้ก่อนหายสาบสูญ
"นี่มัน..." เรนเปิดหน้ากระดาษ ลายมือที่คุ้นเคยปรากฏอยู่เบื้องหน้า มันไม่ใช่บันทึกของกบฏ แต่มันคือรายการการทดลองเกี่ยวกับ 'เหล็กไหลวิญญาณ' วัสดุที่ใช้ตีดาบในตำนานที่สามารถดูดกลืนพลังเวทของผู้ใช้เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธสังหารเทพเจ้า
"เรน ดูนี่" คาร์ลอสเรียกเขา เสียงของเขาสั่นเครือ เขาชี้ไปที่หน้าสุดท้ายของบันทึก ซึ่งมีภาพวาดใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งถูกกากบาทด้วยหมึกสีเลือด และใต้ภาพนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า...
*‘ความลับไม่ได้อยู่ที่ดาบ แต่อยู่ที่เลือดที่อาบดาบนั้น... วาลคีเรียสคนสุดท้ายจะต้องเป็นผู้จบสิ้นวงจรแห่งการทรยศนี้’*
เรนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ข้อมูลในหัวตีกันให้วุ่น ความแค้นที่เคยมีต่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์ดูจะเบาบางลงเมื่อเทียบกับความจริงที่ว่า พ่อของเขาอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการสร้างอาวุธที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ และตัวเขาเอง... อาจเป็นเพียง 'ภาชนะ' ที่ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจสุดท้าย
พลัน! เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินลาดตระเวนดังขึ้นจากหน้าประตู หอสมุดต้องห้ามไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้ามาได้นานโดยไม่ถูกพบเห็น
"เรน เราต้องไปแล้ว!" คาร์ลอสกระซิบพลางดึงแขนเขา
ทว่าเรนยังคงจ้องมองภาพใบหน้าของชายผู้นั้นในบันทึก ราวกับถูกสะกดจิต จนกระทั่งเงาดำร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดของชั้นหนังสือที่ลึกที่สุด เขาคืออัศวินลาดตระเวนที่เรนเพิ่งปะทะด้วยในตอนกลางวัน ทว่าดวงตาของอัศวินผู้นี้กลับไม่ใช่สีปกติ แต่มันเป็นสีดำสนิท ไร้แววตาของมนุษย์
"พบตัวแล้ว..." อัศวินผู้นั้นเอ่ยด้วยเสียงที่ซ้อนทับกันราวกับคนหลายคนในร่างเดียว "ข้าตามหา 'เลือดเนื้อ' ของผู้ทรยศมานานเหลือเกิน... คืนนี้... พวกเจ้าจะได้รู้ว่าการทรยศต่อราชันย์เหล็กมีจุดจบอย่างไร"
คมดาบสีเงินวาววับถูกชักออกมาจากฝัก แสงจากเวทมนตร์ในมือเรนสั่นไหวและดับลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องสมุด และเสียงเหล็กปะทะกันดังก้องขึ้นเป็นสัญญาณของการนองเลือดที่กำลังจะเริ่มต้น
ความลับที่ถูกฝังไว้กำลังจะกลายเป็นคำสาปที่จะกลืนกินพวกเขาไปพร้อมกัน...
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันมืดมนนี้ไปด้วยกันนะครับ
วาเลนเทียอัศวินมืด
ศาสตราวิญญาณราชันย์เหล็ก: ปฐมบทอัศวินมืดแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 10
ร่องรอยของอดีต
ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาสตราวิญญาณราชันย์เหล็ก: ปฐมบทอัศวินมืดแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!