มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 15

รอยร้าวในหัวใจ

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
ความเงียบงันภายในตำหนักบูรพาในยามวิกาลราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี ประโยคของกุ้ยฮัวยังคงลอยเคว้งคว้าง บาดลึก และทิ่มแทงโสตประสาทของจักรพรรดิอี้หลงจนลมหายใจของพระองค์สะดุดกึก ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความระหองระแหง ความหึงหวง และความใคร่ที่เคยอัดแน่นอยู่ในอกเมื่อครู่ถูกปัดเป่าให้หายวับไปในพริบตา เหลือเพียงความตกตะลึงพรึงเพริดที่เกาะกุมหัวใจจนแทบหยุดเต้น "เจ้า... ว่าอย่างไรนะกุ้ยฮัว" อี้หลงเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงทุ้มต่ำสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่ พระองค์ก้าวเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าที่กลางอก เมื่อภาพซ้อนทับของเด็กน้อยที่เพิ่งวิ่งผ่านไปเมื่อครู่แล่นเข้ามาในหัว ฟางเซียนยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหลังพระองค์ ปลายนิ้วเรียวยาวจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนก หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก *ไม่... มันยังไม่ถึงเวลา* นางเตือนตัวเองด้วยความหวาดหวั่น ความลับที่ปกปิดไว้ด้วยหยาดน้ำตาและเลือดเนื้อกำลังจะถูกกระชากหน้ากากออกต่อหน้าอดีตสวามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจนางอย่างไม่ใยดี หากอี้หลงรู้ความจริงว่าเด็กชายคนนั้นคือสายเลือดแท้ๆ ของพระองค์ แผนการแก้แค้นทั้งหมดที่นางอุตส่าห์อดทนอดกลั้นคลานกลับมาเหยียบวังหลังแห่งนี้อีกครั้ง... อาจจะต้องพังทลายลง! "หม่อมฉัน... หม่อมฉันแค่เอ่ยตามสิ่งที่เห็นเพคะฝ่าบาท" กุ้ยฮัวรีบทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว นางไม่คาดคิดว่าคำพูดของตนจะสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงถึงเพียงนี้ "เด็กน้อยคนนั้น... หน้าผากโค้งมน จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น ช่างถอดแบบมาจากพระองค์ไม่มีผิดเพี้ยนเพคะ!" อี้หลงไม่ได้ฟังคำแก้ตัวของนางอีกต่อไป พระองค์หันขวับกลับมามองฟางเซียน ดวงตาคมปลาบจับจ้องใบหน้าหวานล้ำที่กำลังซีดเผือดลงทีละน้อย ความสงสัยที่เคยเคลือบแคลงมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่พบสนมเอกคนใหม่ พรั่งพรูรวมกันเป็นดอกเห็ด "ฟางเซียน..." อี้หลงเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พระองค์ก้าวเข้าไปประชิดร่างบาง บีบต้นแขนทั้งสองข้างของนางไว้แน่นด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างไร้การควบคุม "เจ้าอธิบายซิว่ามันหมายความว่าอย่างไร! ทำไมเด็กคนนั้นถึงหน้าตาเหมือนเรา... และทำไม... ทำไมหัวใจของเราถึงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เจ้าและเด็กคนนั้น!" "ฝ่าบาททรงตรัสอะไรเพคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจ..." ฟางเซียนพยายามดึงสีหน้าให้เรียบเฉย นางเงยหน้าสบตากับพระองค์ด้วยแววตาว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งความหวั่นไหว แม้ในอกจะร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา "สนมเอกเช่นหม่อมฉัน จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับเด็กตระกูลอื่นล่ะเพคะ ทรงคิดมากไปแล้วกระมัง" "โกหก!" อี้หลงคำรามลั่น พระองค์โกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปーンที่ขมับ "สายตาราชาเช่นเราไม่มีทางมองคนผิด! เด็กคนนั้นอายุเท่าไหร่? สามขวบใช่ไหม? และเจ้า... เจ้าก็เพิ่งกลับมาจากแดนไกลเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงเวลาและอายุของเด็กมันตรงกันเสียยิ่งกว่าจิ๊กซอว์!" บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายความเร่าร้อนจากบทรักบนเตียงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายแห่งความหวาดระแวงและคราบน้ำตาในอดีต อี้หลงก้มหน้าลงมาใกล้ซอกคอหอมกรุ่นของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อที่ยังคงหลงเหลือรอยจูบสีแดงก่ำจากฝีมือของพระองค์ "เจ้าพยายามหนีหน้าเรา เจ้าทำตัวเย็นชาใส่เรา เจ้าบอกว่าเกลียดเรา..." อี้หลงกระซิบเสียงสั่นเครือ ความหยิ่งทะนงของจักรพรรดิถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่อาจเป็นไปได้ "แต่ทำไม... ยิ่งเจ้าผลักไสเรามากเท่าไหร่ หัวใจของเรากลับยิ่งโหยหาเจ้ามากเท่านั้น ฟางเซียน... บอกเรามาซิว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร ลูกของใคร!" ฟางเซียนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงของนางเยียบเย็นเสียจนอี้หลงรู้สึกสะท้านวาบไปถึงขั้วหัวใจ "ลูกของใครอย่างนั้นหรือเพคะ?" นางเงยหน้าขึ้นสบตาอี้หลงอย่างไม่เกรงกลัว ประกายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่ถูกเก็บกดไว้ใต้รอยยิ้ม "แล้วฝ่าบาทล่ะเพคะ ทรงลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์เคยทำอะไรกับลูกคนแรกของหม่อมฉัน? พระองค์เป็นคนสั่งประหารชีวิตเขาตั้งแต่อยู่ในครรภ์! พระองค์เป็นคนทำลายสายเลือดของตัวเองด้วยพระหัตถ์คู่นั้น!" คำพูดราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ทำให้ร่างของอี้หลงชาวาบไปทั้งตัว พระองค์ชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเจ็บปวดที่พุ่งทะยานเข้าใส่ ความทรงจำอันโหดร้ายในวันวานย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ภาพของฮองเฮาผู้ไร้ทางสู้ถูกลากตัวไปลงทัณฑ์ ภาพของกองเลือดและคราบน้ำตาที่พระองค์เคยเมินเฉย... มันคือบาปหนาที่พระองค์ไม่มีวันลบล้างได้ "ฟางเซียน... เจ้า..." "ใช่เพคะ หม่อมฉันเกลียดพระองค์!" ฟางเซียนสะบัดกายหลุดจากการเกาะกุม ร่างบางถอยหลังหนีห่างออกไป น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้มแต่แววตากลับแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว "เกลียดจนไม่อยากแม้แต่จะหายใจร่วมกับพระองค์! หากเด็กคนนั้นจะมีหน้าตาคล้ายฝ่าบาท มันก็คงเป็นเวรกรรมตามสนอง ที่ทำให้พระองค์ต้องมาเห็นหน้าคนที่พระองค์เคยคิดจะกำจัดให้พ้นทางอย่างไรล่ะเพคะ!" อี้หลงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนพระองค์แทบยืนไม่อยู่ พระองค์ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าชายเสื้อของนาง แต่ฟางเซียนกลับก้าวถอยหลังหนีราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ "ต่อให้พระองค์จะสำนึกบาป ต่อให้พระองค์จะคลั่งไคล้เรือนร่างของหม่อมฉันสักแค่ไหน..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มเยาะหยัน "ทุกอย่างมันสายไปแล้วเพคะ... จักรพรรดิผู้โง่เขลา" เพลิงอารมณ์ที่เคยคุกรุ่นเปลี่ยน2ทิศทาง ความโกรธเกรี้ยว ความใคร่ และความเจ็บปวดหลอมรวมกันจนอี้หลงแทบคลั่ง พระองค์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พุ่งเข้าไปคว้าเอวบางของนางเข้ามารัดแน่นในอ้อมแขนอย่างรวดเร็วก่อนที่นางจะทันตั้งตัว "เจ้าคิดว่าจะหนีเราพ้นหรือฟางเซียน!" อี้หลงคำรามต่ำริมฝีปากของพระองค์กดแนบชิดกับริมฝีปากอิ่มของนางอย่างไร้ความปรานี บดขยี้รสจูบลงไปอย่างดุดัน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความโหยหาที่ระเบิดออกราวกับภูเขาไฟระเบิด มือหนาตะปบเข้าที่ท้ายทอยของนาง บังคับให้รับสัมผัสอันป่าเถื่อนและเว้าวอนนี้ไปพร้อมกัน ฟางเซียนเบิกตาโพลง นางพยายามทุบตีอกแกร่งและเบือนหน้าหนี แต่เรียวแรงของสตรีหรือจะสู้แรงของพญามารผู้คลั่งรักได้ อี้หลงแทกลิ้นร้อนเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากของนางอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งเจ็บปวดและหอมหวานเคล้าคลอไปด้วยคราบน้ำตาของทั้งสองฝ่าย ลมหายใจหอบกระชั้นประสานกันจนแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นผู้รุกรานใครเป็นผู้พ่ายแพ้ ร่างของนางถูกดันจนแผ่นหลังแนบชิดติดกับเสาไม้แกะสลักของตำหนัก อี้หลงกดกายเข้าหาแนบแน่นจนสัมผัสได้ถึงความเร่าร้อนที่แผ่ซ่านผ่านชั้นอาภรณ์ มือหนาลูบไล้ไปตามสะโพกกลมกลึง บีบเคล้นอย่างหนักหน่วงเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอก "ต่อให้เจ้าเกลียดเราแค่ไหน..." อี้หลงถอนริมฝีปากออกเล็กน้อย หน้าผากแนบชิดกับหน้าผากของนาง ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยพิษสวาทและหยาดน้ำตา "เราก็จะทำให้เจ้ารักเราใหม่อีกครั้ง... หรือต่อให้เด็กคนนั้นจะเป็นสายเลือดของเราจริง เจ้าก็ไม่มีวันพรากเขาไปจากอกเราได้!" ฟางเซียนหอบหายใจตัวโยก ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธและแรงปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างไม่ยินยอม นางส่งสายตาดุดันราวกับลูกแมวป่าที่พร้อมจะข่วนหน้าชายหนุ่มให้แหลكคามือ "พระองค์มันบ้า..." นางเค้นเสียงกระซิบ "ใช่... เราบ้าไปแล้ว!" อี้หลงหัวเราะในลำคออย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องของนางอีกครั้งอย่างไร้ความปรานี ริมฝีปากร้อนผ่าวขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยรักสีแดงเข้มระนาว มือหนาเกี่ยวรั้งสายคาดเอวชุดของนางจนหลุดลุ่ย เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดที่สะท้อนกับแสงตะเกียงในยามวิกาล ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความสัมพันธ์อันซับซ้อน บาดแผลในอดีตถูกกรีดซ้ำให้ลึกลงไปอีกขั้น แต่ทว่า... ก่อนที่เปลวเพลิงแห่งความเสน่หาจะแผดเผาทั้งสองคนให้จมดิ่งลงไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าฝีหนังก้าวฉับๆ ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงทุ้มของขันทีสนิทที่ตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนก "ฝ่าบาทเพคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับร่างของขันทีเฒ่าที่ผลักประตูพรวดเข้ามาโดยไม่รออนุญาต ใบหน้าซีดเผือกด้วยความตกใจกลัว "บังอาจ!" อี้หลงผละออกจากร่างของฟางเซียนด้วยความหงุดหงิด ดวงตาดุดันตวัดมองผู้บุกรุกอย่างคาดโทษ "ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา!" ขันทีเฒ่าทรุดกายลงกราบแทบพื้นตัวสั่นงنงก ชูแผ่นกระดาษม้วนหนึ่งในมือขึ้นสูงด้วยความหวาดผวา "หม่อมฉันมิกล้าบังอาจเพคะ... แต่ทว่า... มีคนพับจดหมายฉบับนี้พร้อมกับป้ายหยกประจำตัวของอดีตฮองเฮา... วางไว้ที่หน้าประตูตำหนักใหญ่ พร้อมกับข้อความที่เขียนไว้ว่า..." ขันทีกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "...ความลับเรื่ององค์ชายรัชทายาทที่แท้จริง... กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าขุนนางทั้งแผ่นดินในท้องพระโรงพรุ่งนี้เช้าพ่ะย่ะค่ะ!" *ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "มิคายามวิกาล" นะคะ*
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%