กลิ่นอายของชาดอกกุ้ยฮวาที่ลอยกรุ่นอยู่ในตำหนักบูรพาหาได้ช่วยให้บรรยากาศภายในผ่อนคลายลงไม่ ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่กลับหนาหนักเสียจนราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น หลินฟางเซียนนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง สายตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองแผ่นกระดาษสารพัดรายงานที่สายลับของนางส่งตรงมาจากตำหนักในด้วยความเรียบเฉย ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา
"พวกนางเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่หม่อมฉันคาดไว้เสียอีกนะคะ กุ้ยฮัว"
เสียงหวานใสที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ ทว่ากลับสร้างความหนาวเยือกให้แก่สาวรับใช้คนสนิทที่ยืนกุมมืออยู่เบื้องล่าง กุ้ยฮัวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"พระชายา... พระสนมซูเฟยกุมอำนาจในวังหลังมานาน ขุนนางสายสนมเองก็เริ่มจับกลุ่มกันกดดันฝ่าบาทเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งสนมเอก ทรงตรัสว่าเกรงว่าพวกนางจะ..."
"จะใช้แผนเดิมเพื่อกำจัดข้าอีกครั้งอย่างนั้นหรือคะ?" ฟางเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความสมเพชและริษยาในคราเดียวกัน นางวางพู่กันในมือลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งตวัดมองแผ่นกระดาษที่มีรายชื่อของเหล่าขุนนางและสนมเอกในตระกูลใหญ่ "คนพวกนั้นช่างโง่เขลานัก คิดว่าบัลลังก์มังกรของอี้หลงเวลานี้ยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่พวกมันจะชักใยอยู่เบื้องหลังได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ"
ในอดีต... หลินฟางเซียนคนเก่าเคยเป็นเพียงดอกไม้ในเรือนกระจกที่ยอมให้พวกมันเหยียบย่ำจนแหลקסสลาย นางสูญเสียบุตรชาย สูญเสียครอบครัว และเกือบเอาชีวิตไม่รอดบนกองเพลิงแห่งความริษยาในตำหนักเย็น แต่นั่นมันคืออดีตที่ฝังกลบไปพร้อมกับหยดเลือดและคราบน้ำตาแล้ว ในเมื่อพวกมันยังไม่เข็ดหลาบและกล้าพอที่จะชักดาบขึ้นมาอีกครั้ง นางนี่แหละที่จะเป็นผู้สอนให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงคำว่า "นรกบนดิน" ที่แท้จริง
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักทรงสำราญ อากาศรอบตัวจักรพรรดิอี้หลงกลับร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟนรก พระเนตรคมกริบทอดมองราชโองการลับในมือด้วยความกริ้วโกรธ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว ข้ารับใช้ขันทีต่างหมอบกราบตัวสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเมื่อได้ยินเสียงทุบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว
"บังA! พวกมันบังอาจนัก!" อี้หลงคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ทรงตระหนักดีว่าการที่กลุ่มขุนนางเก่าและสนมซูเฟยเริ่มรวมตัวกันเคลื่อนไหวในยามนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือการ "กำจัด" หลินฟางเซียนผู้เป็นดั่งดวงใจที่เพิ่งได้คืนกลับมาอีกครั้ง พวกมันคิดว่าพระองค์ทรงลุ่มหลงจนมืดบอด จึงกล้าแม้กระทั่งส่งยาพิษแทรกซึมเข้ามาในห้องเครื่อง
ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนพรวด ก้าวพระบาทด้วยความเร็วราวกับพายุหมุน จุดหมายปลายทางของพระองค์ไม่ใช่ท้องพระโรง แต่เป็น "ตำหนักบูรพา" ที่ซึ่งสตรีผู้กุมหัวใจและวิญญาณของพระองค์กำลังนั่งรอรับมือกับเกมการเมืองอันโสโครกนี้อยู่
ประตูห้องทรงอักษรถูกผลักออกด้วยแรงอารมณ์ ร่างของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าฟางเซียนโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว อี้หลงหอบหายใจเล็กน้อย ดวงตาคู่คมคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะและความหวาดกลัว—ความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียนางไปอีกครั้ง
"ฟางเซียน..." น้ำเสียงของพระองค์พร่าเลือนและสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เอพระนามนั้น ทรงก้าวเข้ามาประชิดตัวนางอย่างไร้พิธีรีตอง ฝ่ามือหนายื่นออกไปหมายจะกอบกุมเรียวแขนเล็ก แต่นางกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างแนบเนียนราวกับสายน้ำ
"ฝ่าบาทเสด็จมาเยือนตำหนักบูรพาในยามวิกาลเช่นนี้ หากสนมซูเฟยหรือเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีมาเห็นเข้า คงจะไม่เหมาะสมกระมั้งคะ" ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้าหยอกที่เจือไปด้วยความเหน็บแนม ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบพระพักตร์โดยไม่มีความเกรงกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"เจ้าก็รู้ว่าพวกมันกำลังทำอะไร!" อี้หลงกัดฟันกรวด ฝ่ามือที่คว้าได้เพียงความว่างเปล่ากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "พวกมันกำลังรวมหัวกันเพื่อเล่นงานเจ้า ข้าจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคืนนี้ เจ้าไม่ต้องกังวล..."
"กังวลหรือคะ?" ฟางเซียนแค่นหัวเราะเบาๆ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางจนจมดิน ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ขยับเข้าไปใกล้ จนพระองค์ได้กลิ่นหอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์จากกายสาว "ฝ่าบาททรงคิดว่าหม่อมฉันเป็นสตรีอ่อนแอที่ต้องรอให้พระองค์มาปกป้องอีกแล้วอย่างนั้นหรือคะ? เพลานี้... หม่อมฉันไม่ได้หวังพึ่งพาความเมตตาจอมปลอมจากพระองค์มานานแล้วค่ะ"
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในทรวงอกของอี้หลงราวกับคมมีด พระองค์เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่ากลับโกรธไม่ลง สิ่งเดียวที่ทรงรู้สึกคือความละอายใจและแรงปรารถนาอันบ้าคลั่งที่จะชดเชยทุกสิ่งทุกอย่าง
"ข้าไม่ได้มอบความเมตตาจอมปลอม..." อี้หลงก้าวเข้าไปประชิด บังคับให้นางถอยหลังจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับผนังห้อง พระองค์ใช้แขนแกร่งกักขังร่างของนางไว้ในวงแขน กลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยความเร่าร้อนแผ่ซ่านจนฟางเซียนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างแก้ม "สิ่งที่ข้ามีให้เจ้า... คือชีวิตและวิญญาณของข้าต่างหาก ฟางเซียน!"
พระโอษฐ์ร้อนผ่าวทาบทับลงมาอย่างไร้การยินยอมในทีแรก ทว่าเปี่ยมไปด้วยความโหยหาและเว้าวอนอย่างลึกซึ้ง ริมฝีปากหนาบดขยี้เรียวปากอิ่มของนางอย่างเร่าร้อนและดุดัน เพื่อเป็นการลงโทษที่นางกล้าต่อปากต่อคำและผลักไสพระองค์ออกห่าง ฟางเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพยายามทุบตีอกแกร่งเพื่อขัดขืน แต่แรงอันน้อยนิดกลับไม่สามารถสั่นคลอนบุรุษผู้คลั่งรักผู้นี้ได้เลย
ลิ้มรสความหวานล้ำที่โหยหามาแรมปี อี้หลงยิ่งจาบจ้วงและลึกล้ำขึ้นทุกขณะ ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นหนึ่งเดียวในความเงียบงันของค่ำคืน พระหัตถ์หนาลูบไล้ไปตามสรีระเย้ายวนภายใต้ร่มผ้าอย่างชำนาญและหิวกระหาย ปลายนิ้วร้อนรุ่มสร้างรอยสัมผัสวาบหวามจนร่างบางสั่นสะท้าน ความโกรธเกรี้ยวในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความเสน่หาที่โหมกระหน่ำขึ้นอย่างไม่อาจหักห้าม
ฟางเซียนส่งเสียงครางประท้วงในลำคอเมื่อเรียวลิ้นร้อนล้ำรุกล้ำเข้ามาโกยเอาความหวานภายในโพรงปาก ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนระทวยลงทีละน้อย ความรู้สึกเจ็บปวดและแค้นเคืองในอดีตถูกแผดเผาด้วยสัมผัสอันเร่าร้อนที่พระองค์จงใจมอบให้เพื่อตอกย้ำว่านางเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว สัมผัสที่ลึกซึ้งและวาบหวามนี้ทำให้สติของนางเริ่มพร่าเลือน มือเรียวที่เคยผลักไสค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อคลุมของพระองค์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำทั้งภายนอกและภายใน ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนแห่งความแค้นและเสน่หาดำเนินไปอย่างไร้ทางหลีกเลี่ยง...
ทว่า... ในจังหวะที่ลมหายใจของทั้งคู่กำลังประสานกันอย่างแนบแน่นท่ามกลางความวาบหวามนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะจากด้านนอกอย่างกะทันหัน
"ทูลฝ่าบาท! พระชายา!" เสียงของกุ้ยฮัวดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! สายรายงานด่วนจากนอกวัง... พวกกลุ่มกบฏของตระกูลซูได้แอบลักลอบพาตัว "เด็กชาย" คนหนึ่งเข้ามาในเมืองหลวง และ..."
อี้หลงชะงักกึก พระองค์ผละริมฝีปากออกจากฟางเซียนอย่างไม่เต็มใจนัก พระเนตรคมกริบหันไปมองประตูด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ
"...และเด็กคนนั้น..." กุ้ยฮัวกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้ร่างของอี้หลงและฟางเซียนแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ "...เด็กคนนั้นมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับฝ่าบาทราวกับเป็นคนเดียวกันเพคะ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่น่ารักทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในเส้นทางแห่งความแค้นและการไถ่บาปนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 14
พายุที่กำลังก่อตัว
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!