มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 26

ความจริงที่ถูกค้นพบ

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกเหมยลอยอบอวลอยู่ทั่วตำหนักลับ ทว่าบรรยากาศภายในกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก นิ้วแกร่งของจักรพรรดิอี้หลงสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่ทรงใช้ปลายนิ้วสัมผัสลูบไล้ลวดลายปักหงส์คู่บนผืนผ้าแพรต่วนสีชาดชิ้นนั้น ดวงตาคมกريบที่เคยทอดมองใต้หล้าด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดขาด บัดนี้กลับแดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสที่พระองค์พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง *“นี่มัน... ของฮองเฮาผู้ล่วงลับ... เหตุใดจึงมาอยู่กับเจ้า ฟางเซียน?”* คำถามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน หลินฟางเซียนยืนนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ร่างระหงภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดีไม่ได้สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวดังที่ราช بطانة หรือสนIมคนอื่นๆ มักจะเป็นยามอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แห่งโอรสสวรรค์ หากแต่ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววอ่อนหวานในอดีต บัดนี้กลับราบเรียบ เย็นชา และว่างเปล่า ราวกับมอง นางไม่ได้ตอบคำถามทันที ความเงียบที่ทอดยาวระหว่างคนทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ที่หนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก อี้หลงก้าวเข้าไปหาช้าๆ ราวกับเกรงว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่สลายหายไปหากพระองค์ขยับพระบาทเร็วจนเกินไป "เจ้า... เจ้ายังไม่ตาย..." พระสุระเสียงของโอรสสวรรค์สั่นพร่า หลุดรอดออกมาจากลำพระโอษฐ์ที่แห้งผาก พระองค์เอื้อมหัตถ์หมายจะคว้าจับเรียวแขนของนาง ทว่าฟางเซียนกลับเบี่ยงกายหลบอย่างไม่ไยดี ปฏิกิริยาที่เย็นชานั้นกรีดแทงลงบนหัวใจของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจราวกับถูกคมมีดนับพันเล่มกรีดซ้ำเติม "ฝ่าบาททรงตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงนางสนมต่ำต้อยผู้หนึ่ง จะบังอาจเทียบชั้นกับอดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับได้อย่างไร" เสียงหวานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ระลอกคลื่นความรู้สึก ทว่ากลับบาดลึกถึงขั้วพระhadi "โกหก!" อี้หลงคำรามลั่น ดวงตาคมกริบฉายแววเจ็บปวดร้าวรานจนน่าสมเพช พระองค์พุ่งเข้าประชิดร่างบาง บังคับตรึงเรียวไหล่ทั้งสองข้างไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมด "กลิ่นกายนี้ รอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่หัวไหล่ซ้ายนี้... และดวงตาคู่นั้น เจ้าคือหลินฟางเซียน! ฮองเฮาของเจิ้น! เจ้าคือสตรีที่เจิ้นเคยผลักไสและฆ่าให้ตายทั้งเป็น!" ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย "ในเมื่อฝ่าบาททรงจำได้แล้ว ไฉนจึงยังต้องแสร้งทำเป็นโง่เขลาเล่าเพคะ? ใช่... หม่อมฉันคือหลินฟางเซียน คนที่เคยโง่งอมอบหัวใจและวิญญาณให้บุรุษไร้ใจเช่นท่าน คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานท่ามกลางเพลิงเผาผลาญในตำหนักเย็นในคืนที่ฝ่าบาททรงเลือกจะเชื่อคำลวงของคนอื่น... ท่านจำมันได้ดีมิใช่หรือเพคะ?" ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนหอกดาบที่ทิ่มแทงเข้ากลางพระaหฤทัย อี้หลงเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ลมหายใจของพระองค์ติดขัด ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินวิญญาณมาตลอดหลายปีพรั่งพรูขึ้นมาจนแทบกระอักเลือด พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหน้านางอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นฮ่องเต้ มือหนาสั่นเทารวบชายผ้าคลุมของนางเข้ามากอดแนบพระพักตร์ หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานหลั่งรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร "ฟางเซียน... เจิ้นขอโทษ... เจิ้นสำนึกแล้ว เจิ้นมันโง่เขลา... ได้โปรด... ลงทัณฑ์เจิ้นเถอะ ลงทัณฑ์เจิ้นให้สาสม แต่อย่าทำราวกับว่าเจ้าไม่เหลือเยื่อใยให้เจิ้นอีกเลย..." ภาพของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กำลังคุกเข่าหลั่งน้ำตาอ้อนวอนสตรีที่พระองค์เคยเหยียบย่ำ ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาและสะใจในเวลาเดียวกัน ฟางเซียนก้มลงมองบุรุษที่กำลังกราบกรานอยู่แทบเท้า แววตาของนางไม่มีความสงสารเห็นใจ มีเพียงความสมเพชเวทนาที่ฉาบอยู่บนความเย็นชา "สายไปแล้วเพคะฝ่าบาท..." นางเอ่ยกระซิบแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ "ความรักและความภักดีที่หม่อมฉันเคยมีให้ท่าน ได้มอดไหม้ไปพร้อมกับเปลวเพลิงในคืนนั้นแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ ณ ที่นี้ มีเพียงความแค้นที่จะกัดกินราชวงศ์ของท่านให้พินาศสิ้นเท่านั้น" คำประกาศิตนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจอี้หลง สัญชาตญาณดิบและความปรารถนาอันแรงกล้าที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความสำนึกผิดระเบิดออก พระองค์ลุกพรวดขึ้นด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะกระชากร่างบางเข้าสู่อ้อมพระกรอย่างแนบแน่น ปิดกั้นคำพูดทั้งหมดของนางด้วยริมฝีปากที่บดขยี้ลงมาอย่างไร้ความปรานี มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน หากแต่เป็นการจู่โจมด้วยความโหยหา คลุ้มคลั่ง และหวาดกลัวที่จะสูญเสียนางไปชั่วนิรันดร์ ฟางเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพยายามทุบตีและขัดขืน ดิ้นรนหลีกหนีสัมผัสที่คุ้นเคยแต่แสนเกลียดชังนี้ ทว่าอี้หลงกลับยิ่งรัดวงแขนให้แน่นขึ้น ราวกับจะหลอมรวมร่างของนางให้เป็นเนื้อเดียวกับพระองค์ ริมฝีปากหนารุกไล่ขบเม้มริมฝีปากนุ่มอย่างเร่าร้อน ดึงดันจนรับรู้ถึงรสชาติคาวเลือดจางๆ ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอุ่นอย่างเอาแต่ใจ ความโกรธเกรี้ยว ความเจ็บปวด และความปรารถนาอันบิดเบี้ยวผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก มือแกร่งปัดป่ายไปตามสรีระเย้ายวนภายใต้ร่มผ้า ลูบไล้ส่วนโค้งเว้าที่พระองค์โหยหามาเนิ่นนานด้วยความสั่นเทา ชุดคลุมเนื้อบางถูกกระชากด้วยพละกำลังอันดุดันจนหลุดร่อน เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดที่สะท้อนกับแสงเทียนวับแวม "ปล่อยนะ... อื้อ... เพคะ... ฝ่าบาท..." เสียงหวานประท้วงขาดห้วง เมื่อฝ่ามือหนาตะמתเลื้อยลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเปลือยเปล่า สร้างความซ่านสยิวที่แล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลังจนนางเผลอแอ่นกายรับสัมผัสโดยสัญชาตญาณ อี้หลงซุกพระพักตร์ลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนนุ่มจนเกิดรอยกุหลาบแดงช้ำเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดลาดไหล่เนียน ทำให้นางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความต้านทานที่เคยมีเริ่มพังทลายลงทีละน้อยภายใต้สัมผัสที่เชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยแรงปรารถนาอันร้อนแรงของจักรพรรดิผู้คลั่งไคล้ พระองค์อุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่ยอมให้ริมฝีปากผละออกจากกันแม้แต่น้อย ก้าวตรงไปยังแท่นบรรทมกว้างอย่างมั่น เมื่อร่างของฟางเซียนถูกวางลงบนฟูกนุ่ม อี้หลงก็ตามทาบทับลงมาทันที น้ำหนักพระวรกายที่กำยำและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อบด เบียดแนบชิดลงมา ปิดกั้นทุกหนทางหนี ดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความเสน่หาจ้องมองนางราวกับจะกลืนกินทั้งตัวและวิญญาณ "เจิ้นรักเจ้า... ฟางเซียน... เจิ้นยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งบัลลังก์นี้ เพื่อให้เจ้ากลับมาเป็นของเจิ้นคนเดิม" พระสุระเสียงกระซิบพร่าข้างใบหูก่อนที่พระองค์จะประทับริมฝีปากลงมาอีกครั้ง คราวนี้ลึกซึ้ง นุ่มนวลขึ้น ทว่าเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่แผดเผาทุกสิ่ง สัมผัสที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างระหงปลุกเร้าอารมณ์วาบหวามให้พุ่งทะยานสูงขึ้น ฟางเซียนหอบหายใจถี่กระชั้น เปลือกตาสองข้างปิดลงรับสัมผัสอันวาบหวามที่สอดประสาน ร่างกายของนางทรยศต่อความตั้งใจ ความคุ้นเคยและเรี่ยวแรงอันทรงพลังของบุรุษเบื้องบนกำลังดึงนางเข้าสู่ห้วงแห่งความสุขสมที่ลืมเลือนโลกภายนอกไปชั่วขณะ เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากริมฝีปากบวมเจ่อ ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงโหมกระหน่ำให้อี้หลงสูญสิ้นสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ บทเพลงรักอันเร่าร้อน ดุเดือด และเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและโหยหาดำเนินไปท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนั้นเอง... ที่เบื้องล่างหน้าตำหนักลับ ประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของขันทีผู้ดูแล พร้อมกับร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยราวสี่ขวบผู้มีดวงตากลมโตและเค้าโครงพระพักตร์ถอดพิมพ์มากับจักรพรรดิอี้หลงราวกับแกะ กำลังวิ่งถือลูกธนูไม้เข้ามาหาพระมารดาด้วยรอยยิ้มสดใส "ท่านแม่ครับ! ข้าเก็บ... เอ๊ะ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%