ความเงียบงันภายในห้องทรงพระอักษรยามราตรีนั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขา ทว่าเสียงปิดประตูกลับดังก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัสของจักรพรรดิอี้หลงจนลมหายใจสะดุดกึก
ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา เงาร่างเล็กจ้อยที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับความงัวเงียทำให้หัวใจของมหาบุรุษผู้ปกครองแผ่นดินหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เด็กชายตัวน้อยในชุดนอนผ้าแพรสีอ่อน ขยี้ตาด้วยมือป้อม ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ด้วยแววตาซื่อใส
"ท่านแม่... ดึกมากแล้ว เหตุใดยังไม่นอนเล่าขอรับ?"
เสียงเล็ก ๆ ใสราวกังไลงาช้างนั้นกระแทกเข้ากลางใจอี้หลงอย่างจังจนร่างกายชาดิกไปหมด ภาพเบื้องหน้าทับซ้อนกับกระจกเงาแห่งกาลเวลา ดวงพักตร์จิ้มลิ้มนั้น... สันจมูกโด่งรั้นริมฝีปากหยักได้รูป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นัยน์ตาหงส์ที่ฉายแววดื้อรั้นคู่นั้น ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับนำพิมพ์เดียวกันมาหล่อหลอม!
หลินฟางเซียนที่เพิ่งได้สติรีบพุ่งเข้ามาอุ้มบุตรชายแนบอก ใบหน้าที่เคยซีดเผือดบัดนี้กลับแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนก นางกอดร่างเล็กไว้แน่นจนสั่นเทิ้ม สัญชาตญาณความเป็นแม่กรีดร้องเตือนภัยให้พาเลือดเนื้อเชื้อไขหนีให้พ้นจากสายตาพิฆาตของอดีตสวามีผู้เหี้ยมโหด
"ออกไปนะ... อย่ามองลูกของหม่อมฉันด้วยสายตาเช่นนั้น!" เสียงของนางสั่นเครือแต่แฝงไว้ด้วยความเกลียดชังที่ไม่อาจปิดมิด
อี้หลงลุกขึ้นยืนช้า ๆ ขายาวก้าวเข้าไปหาทีละก้าวราวกับถูกมนต์สะกด ความสงสัยที่เคยสุมอกระจัดกระจายรวมกันเป็นคำตอบอันน่าตกตะลึงจนมือหนาถึงกับสั่นเทา หญิงสาวปริศนาที่เขาพยายามเข้าหา นางคือฟางเซียน... ฮองเฮาผู้ล่วงลับที่เขาเคยขับไสและปล่อยให้เผชิญความตายในตำหนักเย็นอย่างเลือดเย็นจริง ๆ หรือ? แล้วเด็กน้อยคนนี้เล่า... คือสายเลือดของเขากับนางที่แอบซ่อนไว้ตลอดห้าปีที่ผ่านมาอย่างนั้นหรือ?
"ฟางเซียน..." น้ำเสียงของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสั่นพร่า ไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม เหลือเพียงความเจ็บปวดสำนึกบาปที่กัดกินหัวใจจนแทบแหลกสลาย "เด็กคนนี้... คือลูกของเราใช่หรือไม่?"
"เพ้อเจ้ออะไรกันเพคะฝ่าบาท!" ฟางเซียนแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบแก้มเนียนอย่างน่าเวทนาแต่นัยน์ตากลับลุกโชนด้วยไฟพยาบาท "เด็กคนนี้เป็นเพียงบุตรชายของหม่อมฉันกับสวามีใหม่ เป็นเด็กต้อยต่ำไร้ค่าที่ฝ่าบาทไม่สมควรแม้แต่จะชายตามอง! ถอยไปนะเพคะ! อย่ามาแตะต้องลูกของหม่อมฉัน!"
นางถอยร่นจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นตำรา มือเล็กกอดประคองร่างของบุตรชายไว้แนบแน่นราวกับเกราะคุ้มAกัน ทว่าอี้หลงกลับไม่สนใจคำปฏิเสธนั้น พระองค์ก้าวเข้าประชิดด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นดั่งลาวาใต้พื้นพิภพ กลิ่นกายหอมกรุ่นของฟางเซียนที่ผสมผสานกับความตื่นตระหนกยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในกายให้ตื่นขึ้น
"เจ้าโกหกข้าไม่ได้หรอกฟางเซียน..." อี้หลงโน้มใบลงกระซิบชิดริมฝีปากนุ่มที่สั่นระริก ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มแดงก่ำของนางอย่างจงใจ "ใบหน้านั้น... ดวงตาคู่นั้น... เด็กร่างนี้มีสายเลือดของข้าร่วมครึ่งหนึ่ง ข้าจำได้แม่นยำยิ่งกว่าสิ่งใด"
"ปล่อยหม่อมฉันนะ! คนใจร้าย!" ฟางเซียนหวีดร้องเมื่อวงแขนแกร่งตวัดรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาแนบชิด แรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานานนับปีปะทุขึ้นในวินาทีที่เนื้อแนบเนื้อ อี้หลงไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว ความโหยหา ความรู้สึกผิด และความต้องการอันเร่าร้อนที่แผดเผาจิตวิญญาณผลักดันให้พระองค์ก้มลงบดริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มของนางทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
จุมพิตนั้นดุดัน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่รอการปลดปล่อย ฟางเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพยายามทุบตีอกกว้างเพื่อขัดขืน แต่เรียวแรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงของจักรพรรดิผู้คลั่งไคล้ในตัวนางได้ ลิ้นร้อนชุกชุมรุกล้ำเข้ากวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งขื่นขมและหวานล้ำทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมาจากอก ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตไหลย้อนกลับมาพร้อมกับสัมผัสวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"อื้อ..." เสียงครางประท้วงในลำคอของนางถูกกลืนหายไปในลำคอ อี้หลงประคองท้ายทอยของนางไว้มั่น บังคับให้อองเฮาผู้เย่อหยิ่งต้องแหงนเงยรับรสจูบอันเร่าร้อนที่พระองค์โหยหามาเนิ่นนาน มือหนาอีกข้างลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบอบบางภายใต้ร่มผ้า สัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือใหญ่ทำเอาผิวเนื้อของนางสั่นสะท้าน ขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง ความยินยอมพร้อมใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเกลียดชังค่อย ๆ กัดกินจิตใจของนางทีละน้อย
เด็กน้อยในอ้อมแขนส่งเสียงร้องไห้งอแงด้วยความตกใจกลัว ฟางเซียนได้สติ นางจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักอผ่นอกแกร่งออกสุดแรงเกิด หอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยหอบ ริมฝีปากบวมเจ่อแดงก่ำจากรสจูบอันดุเดือด นัยน์ตาคู่สวยเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ
"ฝ่าบาททรงไร้ยางอายเกินไปแล้ว!" นางหวีดร้องเสียงสั่น พลางกอดปลอบบุตรชายที่กำลังสะอื้นฮั่นในอ้อมอก
อี้หลงยืนนิ่ง หายใจหอบถี่ไม่แพ้กัน สายตาคมกริบมองร่างบางที่สั่นเทิ้วด้วยอารมณ์หลากหลาย พระองค์ก้าวเข้าไปหมายจะเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มเนียนของนางอีกครั้ง ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างวาบก็ดังขึ้นที่นอกประตตำหนัก
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่! ได้กลิ่นควันไฟหรือมีผู้บุกรุก!" เสียงตะโกนของราชองครักษ์ดังลั่น ท่ามกลางความชุลมุนที่กำลังจะเกิดขึ้น
อี้หลงขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองประตูที่กำลังจะถูกเปิดออกโดยเหล่าทหารองครักษ์ แต่เมื่อหันกลับมามองสตรีตรงหน้า... ฟางเซียนกลับยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้อี้หลงต้องขนลุกวาบ นางกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่คมกริบดั่งใบมีด
"ฝ่าบาททรงอยากรู้ความจริงไม่ใช่หรือเพคะ? เช่นนั้นก็เตรียมตัวรับผลลัพธ์ที่จะตามมาให้ดีก็แล้วกัน..."
สิ้นเสียงของนาง ประตูห้องทรงพระอักษรก็ถูกถีบเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของไทฮองandขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่ถือวิสาสะบุกเข้ามากลางดึก และภาพแรกที่ทุกคนเห็นคือ จักรพรรดิแห่งแคว้นกำลังยืนประชิดตัวนางกำนัลปริศนาผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายฮองเฮาผู้ล่วงลับ พร้อมกับเด็กชายตัวน้อยที่หน้าตาถอดพิมพ์ทรงองค์อี้หลงมาไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านความดราม่าเข้มข้นในตอนนี้ด้วยนะคะ มคายามวิกาลสัญญาว่าจะนำพาความสะใจมาเสิร์ฟให้รี้ดเดอร์ทุกท่านในตอนหน้าอย่างแน่นอนค่ะ
มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 9
ความลับใต้เงาเทียน
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!