เสียงคำรามของไทฮองเต้ดังก้องกังวานจนผนังตำหนักสั่นสะเทือน ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตในห้องทรงพระอักษรให้แหลกสลายเป็นธุลี
"อี้หลง! เจ้าทำบ้าอะไรลงไป!"
สุรเสียงตวาดกร้าวขององค์เหนือหัวผู้ร่วงโรยแต่ยังคงความทรงอำนาจเต็มเปี่ยม ทำให้บรรยากาศในยามดึกสงัดนี้ดิ่งลึกลงสู่หุบเหวแห่งความตึงเครียด ขุนนางชราหลายคนที่ติดตามเสด็จต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อภาพเบื้องหน้าคือจักรพรรดิผู้ทรงความทระนง กำลังยืนบังร่างของนางกำนัลตัวเล็กๆ คนหนึ่งไว้มิดชิด ทว่าสิ่งที่สะดุดตาสุดหัวใจ หาใช่ตัวนาง... แต่เป็นเด็กชายวัยราวสามขวบที่ซ่อนใบหน้าหวานหยดไว้ข้างชายพู่หยกของพระองค์
เด็กน้อยคนนั้น... มีดวงพักตร์ถอดพิมพ์ทรงองค์อี้หลงมาแม้กระทั่งปลายคาง!
หลินฟางเซียนในคราบหญิงรับใช้ก้มหน้าลงต่ำ ซ่อนประกายตาเย็นชาและรอยยิ้มหยันที่มุมปากไว้อย่างมิดชิด นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าแผนการนี้จะต้องสั่นคลอนราชบัลลังก์ แต่ไม่นึกเลยว่าปฏิกิริยาของอดีตสวามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจนาง จะแสดงออกถึงความคลุ้มคลั่งและปกป้องปานจะกลืนกินได้ถึงเพียงนี้
"เสด็จพ่อ..." อี้หลงเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงพระเนตรคมกริบแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดวิตกที่ถูกเปิดโปง พระองค์ก้าวออกมาหนึ่งก้าวเพื่อบังสอง母子 (แม่ลูก) ไว้จากสายตากระหายใครรู้ของขุนนางเบื้องหลัง "ที่นี่คือตำหนักส่วนพระองค์ การบุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต... แม้แต่เสด็จพ่อก็ไม่มีสิทธิ์!"
"สิทธิ์งั้นหรือ!" ไทฮองเต้พระบาทกระทบพื้นศิลาเสียงดังสนั่น ข้าราชบริพารต่างหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว "เจ้าซ่อนสนมลับและสายเลือดมังกรนอกกฎมณเณียรบานไว้ในวังหลัง นี่ยังไม่ใช่ความผิดมหันต์อีกหรือ! เงยหน้าขึ้นมา! นังผู้หญิงสารเลว! เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าใช้ใบหน้า... ใบหน้าที่เหมือนกับฮองเฮาผู้ล่วงลับมาล่อลวงโอรสของข้า!"
สิ้นคำสั่งนั้น มือเหี่ยวย่นของขันทีคนสนิทก็พุ่งเข้ามาหมายจะกระชากร่างของฟางเซียนให้เงยขึ้น
"อย่าแตะต้องนาง!"
อี้หลงตวาดลั่น พระหัตถ์หนาคว้าข้อมือของขันทีไว้แน่นก่อนจะสะบัดออกด้วยแรงมหาศาลจนอีกฝ่ายล้มคะมำ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากพระวรกายของโอรสสวรรค์จนทุกคนในห้องหยุดหายใจ พระองค์ดึงร่างของฟางเซียนเข้ามาชิดพระas (แผ่นอก) อย่างลืมตัว ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่รักไปอีกครั้งกัดกินขั้วหัวใจจนพระองค์ตัวสั่นเทา
กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่คุ้นเคย... กลิ่นกายที่ติดตรึงอยู่ในฝันร้ายและคราบน้ำตามานับพันคืน กลิ่นของหลินฟางเซียน!
อี้หลงก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน พระเนตรไหวระริกด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในห้วงนึก... ภาพวันที่นางถูกใส่ร้าย ภาพวันที่ร่างบางชุ่มโชกไปด้วยเลือดและหยาดน้ำตา ภาพที่นางหมดลมหายใจในตำหนักเย็นโดยที่พระองค์ไม่เคยชายตาแล ความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณทำให้พระองค์แทบคลั่งตายทุกคราที่หลับตาลง และในยามนี้ เมื่อได้สัมผัสความอบอุ่นนี้อีกครั้ง แม้จะรู้ว่านี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตาจากความรู้สึกผิด แต่พระองค์ก็ไม่มีวันยอมปล่อยให้นางหลุดมือไปเด็ดขาด
"เจ้า... ฟางเซียนของข้า..." อี้หลงพึมพำเสียงสั่นพร่า พระอังสาไหวสะท้อน พระหัตถ์ที่โอบกอดเอวคอดกิ่วไว้แน่นราวกับจะหลอมรวมนางให้เป็นเนื้อเดียวกับพระวรกาย ลืมสิ้นซึ่งสายตาของพระบิดาและเหล่าขุนนางที่กำลังมองมาด้วยความตกตะลึง
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความเวทนาคู่นั้น หัวใจที่เคยด้านชากลับกระตุกวูบด้วยความเจ็บแปลบ แต่นางเกลียดชังความอ่อนแอนี้ นางเกลียดน้ำตาของบุรุษผู้นี้ที่เพิ่งจะมาหลั่งให้ในวันที่สายเกินไป
"ฝ่าบาททรงตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลต่ำต้อย..." ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับน้ำแข็งขั้วโลกที่สาดซดใส่ความเร่าร้อนคลั่งไคล้ของพระองค์ "โปรดปล่อยหม่อมฉันด้วยเพคะ ฝ่าบาททรงทำผิดกฎมณเณียรบาลแล้ว..."
คำพูดที่ห่างเหินและสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมองคนแปลกหน้า นั่นคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่กรีดแทงอี้หลงให้เจ็บปวดเจียนตายยิ่งกว่าถูกกระบี่นับพันเล่มแทงทะลุหัวใจ
"เจ้าโกรธข้า... เจ้ามีสิทธิ์ที่จะฆ่าข้า" อี้หลงกระซิบชิดริมฝีปากนุ่ม พระองค์ไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป โลกทั้งใบเหลือเพียงสตรีตรงหน้าและสายเลือดที่ซ่อนอยู่ พระองค์กดริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนของนางอย่างโหยหาและเวทนา ความอบอุ่นที่โหยหามาเนิ่นนานทำให้สติของจักรพรรดิผู้เย่อหยิ่งขาดผึ่ง พระองค์ช้อนร่างบางขึ้นแนบอกในอ้อมกอดเดียวกับเด็กชายตัวน้อย ก่อนจะก้าวเดินผ่านหน้าไทฮองเต้ไปอย่างไร้เยื่อใย
"หยุดนะอี้หลง! เจ้าจะไปไหน!" ไทฮองเต้ทรงกริ้วจนพระพักตร์เขียวคล้ำ
"ถ้าผู้ใดกล้าขวางทางข้าวันนี้..." อี้หลงหันกลับมาตรัสด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและทรงอำนาจจนทุกคนต้องก้มหน้าหนี "อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจบัลลังก์มังกรนี้!"
พระองค์เสด็จพาแม่ลูกคู่นั้นเข้ามายังห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่ปิดตาย ประตูกلลงกลอนอย่างแน่นหนา ตัดขาดจากเสียงโวยวายภายนอกสิ้นเชิง
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างแกะสลัก ทอดเงาทับถมบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอึดอัดและเร่าร้อน อี้หลงวางร่างของฟางเซียนลงบนเตียงมังกรกว้างอย่างทะนุถนอม ก่อนที่พระองค์จะโถมกายเข้าประชิด กักขังนางไว้ใต้ร่างด้วยท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้าง ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหง กลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงอำนาจและเต็มไปด้วยความหิวกระหายแผ่ซ่านจนห้องทั้งห้องร้อนระอุ
"เจ้ายังไม่ตาย..." อี้หลงซุกพระพักตร์ลงกับซอกคอหอมกรุ่นของนาง สูดดมความหอมหวานที่โหยหามาตลอดสามปีเต็ม เสียงทุ้มต่ำพึมพำด้วยความสะท้าน "เจ้ากลับมาหาข้าแล้ว... ฟางเซียน ฟางเซียนของข้า"
"ปล่อยหม่อมฉัน..." ฟางเซียนพยายามขัดขืน มือเรียวผลักพระA (แผ่นอก) แกร่งออก แต่นั่นกลับยิ่งเพิ่มเพลิงสวาทในกายของอี้หลงให้โหมกระพือหนักข้อขึ้นไปอีก
พระองค์ไม่อาจอดกลั้นความปรารถนาที่ถูกกดทับมาเนิ่นนานได้อีกต่อไป พระโอษฐ์ร้อนผ่าวเข้าครอบครองเรียวปากอิ่มของนางอย่างไร้ความปรานี บดจูบลงไปอย่างดุดัน รุนแรง และเว้าวอนในคราวเดียวกัน ลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปาก น기ดดึงสติของนางให้ล่องลอยจนแทบขาดใจ
"อื้อ..." ฟางเซียนครางประท้วงในลำคอ เมื่อมือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้ชุดนางกำนัลเนื้อหยาบ สัมผัสที่คุ้นเคยและเร่าร้อนทำให้ร่างกายของนางตอบสนองโดยสัญชาตญาณอย่างน่าละอาย ความทรงจำทั้งรักทั้งแค้นถาโถมเข้าใส่จนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือความฝัน
อี้หลงผละริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อกอบโกยอากาศ ดวงเนตรคมกริบมองสำรวจเรือนร่างอรชรที่สั่นสะท้านใต้ร่าง พระองค์ระบายยิ้มสมเพชตัวเองหยาดหยด "เจ้าเกลียดข้าใช่ไหม... อยากลงทัณฑ์ข้าให้ตายทั้งเป็นใช่ไหม? เช่นนั้นก็ลงมือสิ... เอาตัวข้าไป ถลกหนังหัวใจข้าออกดูสิว่ามันมีแต่ภาพของเจ้าคนเดียวหรือไม่!"
สิ้นคำพูดนั้น พระองค์ก็กระชากอาภรณ์ของนางออกจนขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดดั่งหยกขาวที่สะท้อนแสงจันทร์ ความงดงามที่แสนคุ้นเคยแต่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของพระองค์เองในอดีต บัดนี้กลับมาอยู่ตรงหน้า ให้พระองค์ได้มีโอกาสไถ่บาป... ด้วยร่างกายและลมหายใจทั้งหมดที่มี
อี้หลงก้มลงประพรมจูบไปทั่วแผ่นหลังเนียนและเนินอกอิ่ม ริมฝีปากร้อนผ่าวขบเม้มสร้างรอยรักสีแดงกุหลาบไปทั่วเรือนร่าง สัมผัสที่ทั้งอ่อนโยนปานจะกลืนกินและดุดันเร่าร้อนจนฟางเซียนต้องแอ่นกายรับด้วยความเสียวซ่าน นางหลุดเสียงครางหวานหูออกมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ มือเรียวขยุ้มเส้นผมสีดำสนิทของพระองค์แน่น ระบายความคับแค้นและความปรารถนาที่ถูกกักเก็บไว้ลงบนแผ่นหลังกว้าง
ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ความโกรธแค้น และเพลิงสวาทอันบีบคั้น หลอมรวมทั้งสองเข้าหากันในความมืดมิดของราตรี ท่ามกลางเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดและเสียงครางระงมที่สะท้อนก้องตำหนัก
ทว่า... ในขณะที่อี้หลงกำลังหลงใหลไปกับความสุขสมและพยายามซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นจากร่างของนางเพื่อลบเลือนฝันร้าย ฟางเซียนกลับลืมตาโพลงในความมืด ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเคลิบเคลิ้มหลงใหลแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาคมกริบดั่งคมมีดที่จ้องมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า
นางยกมือขึ้นโอบรอบคอของจักรพรรดิผู้กำลังหลงใหลในเรือนร่างของนาง รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่ากลัว
*ฝันร้ายของท่าน... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหากเพคะ ฝ่าบาท*
...ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ หวังว่าจะติดตามความสนุกในตอนต่อไปด้วยกันนะคะ
มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป•ตอนที่ 10
เสียงกรีดร้องในฝัน
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับจักรพรรดิผู้สำนึกบาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!